Posted by: management2008 | มีนาคม 22, 2010

เบื้องหลังโศกนาฏกรรมวิกฤตการเงินกรีซ

เบื้องหลังโศกนาฏกรรมวิกฤตการเงินกรีซ

คอลัมน์ เดินคนละฟาก

โดย กมล กมลตระกูล kamolt@yahoo.com

หลังวิกฤตอสังหาฯหรือ subprime ในอเมริกา ซึ่งเศรษฐกิจมะกันก็ยังยักแย่ยักยันอยู่ กลุ่มประเทศอียูก็เผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่ว่าจะสามารถยันค่าเงินยูโรไม่ให้ล้ม เพราะเกิดวิกฤตการเงินในประเทศกรีซซึ่งเป็นสมาชิกของยูโรโซน หรือว่าวิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโดมิโน เพราะประเทศในเครือที่มีปัญหาคล้าย ๆ กับกรีซยังมีอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี สเปน และโปรตุเกส

ประเทศกรีซได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับการเขียนวรรณกรรมประเภทโศกนาฏกรรม หรือที่เรียกกันว่า Greek tragedy บัดนี้กรีซกำลังเขียนโศกนาฏกรรมบทใหม่ให้กับชาวโลก

ปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินทั่วโลกตั้งคำถามคือ วิกฤตนี้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ล้มเหลว หรือเกิดจากกองทุนปิศาจ หรือกองทุนโจรสลัด (hedge funds) ที่ออกอาละวาดปล้นทรัพย์สินเหมือนกองโจรสลัดโซมาเลีย

กรีซมีหนี้ต่างประเทศสูงถึง 3 แสนล้านยูโร (300 billion) หรือ $4 แสน 4 หมื่น 1 พันล้านเหรียญ ($441 billion) คิดเป็น 125% ของ GDP, หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ฉบับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2010 รายงานว่า นาย Ben Bernanke ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ ได้ให้การต่อคณะกรรมาธิการการเงินและการธนาคารของวุฒิสภา ว่า บริษัทเงินทุน Goldman Sachs และกลุ่มบริษัทในวอลล์สตรีตมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าเป็นต้นตอของการก่อให้เกิดวิกฤตการเงินในประเทศกรีซ

หนังสือพิมพ์ Financial Times ของประเทศอังกฤษ ได้รายงานคำให้การของนาย Gary D. Cohn ประธานของบริษัท Goldman Sachs กับคณะกรรมาธิการการคลังของอังกฤษ ว่า การเป็นนายหน้าจัดหาเงินกู้ให้รัฐบาลกรีซ โดยทำเป็นสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (currency swap) แทนสัญญากู้เงินในปี 2001 ช่วยให้รัฐบาลกรีซสามารถปิดบังตัวเลขการขาดดุลงบประมาณแผ่นดิน และตัวเลขการเป็นหนี้ต่างประเทศที่แท้จริง จากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของอียู นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังได้ขายอนุพันธ์ credit-default swaps (CDS) ให้กับรัฐบาลกรีซอีกด้วย

ด้วยวิธีการนี้ รัฐบาลกรีซสามารถออกพันธบัตรขาย (กู้เงิน) ได้อย่างเกือบไม่จำกัด เพราะว่าความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยหรือซื้อพันธบัตรคืน ได้รับการค้ำประกันหรือโอนไปยังบริษัทผู้ขาย CDS ซึ่งได้รับค่าธรรมเนียมสูงรายปีเป็นการตอบแทนการรับความเสี่ยงนี้ เช่นเดียวกับบริษัทประกันภัยทั้งหลายที่ยอมรับความเสี่ยงโดยการขายประกัน

ทั่วโลกยังไม่ค่อยรู้จักเจ้าอนุพันธ์ตัวนี้เหมือนกับที่ไม่ค่อยรู้จักเจ้า collateralized debt obligations (CDOs) จนกระทั่งเกิดวิกฤต subprime ในอเมริกา แล้วลามไปเกือบทั่วโลก จึงได้รู้ซึ้งถึงอิทธิฤทธิ์ของมัน

อนุพันธ์ credit-default swaps (CDS) ซึ่งเป็นปิศาจตัวใหม่ในโลกการเงิน ซึ่งตลาดทุนทั่วโลกที่มีประเทศกว่า 200 ประเทศ แต่ถูกแปรให้สัมพันธ์พ่วงโยงกันจนกลายเป็นตลาดเดียวกัน ในยุคที่เรียกว่าทุนครอบโลกคืออะไร

CDS คือสัญญาประเภทหนึ่งที่ตกลงกันว่า ฝ่ายหนึ่งจะจ่ายค่าบริการรายปีสำหรับการคุ้มครองความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งสัญญาว่าหากคู่สัญญาผิดนัดชำระหนี้หรือจ่ายหนี้ไม่ไหวก็จะรับภาระจ่ายแทน สัญญานี้เหมือนกับสัญญาประกันทั่วไป โดยทั่วไปนำมาใช้กับพันธบัตร (municipal bonds), หุ้นกู้ (corporate debt) หรือสัญญาจำนองอสังหฯ (mortgage securities)

แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ สัญญาประกันภัย ประกันชีวิต หรือประกันอุบัติเหตุ มีกฎหมายควบคุมอย่างรัดกุม และมีบริษัทที่รับผิดชอบแน่นอน แต่ CDS ไม่มีกฎหมาย หรือหน่วยงาน หรือสถาบันควบคุม

สัญญานี้ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ในทางปฏิบัติในยุคทุนครอบโลก สัญญานี้สามารถนำมารวมกันแล้วออกเป็นตราสารหนี้ (bonds) หรืออนุพันธ์ตัวใหม่ (derivatives) นำออกขายต่อเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือเพื่อการเก็งกำไรต่อ โดยสถาบันการเงิน และกองทุนโจรสลัด ซึ่งสามารถซื้อได้ทั้ง 2 ฟาก คือฟากค้ำประกัน หรือฟากขายล่วงหน้า (short) แล้วแต่ยุทธศาสตร์การลงทุน หรือการคาดการณ์ของ CEO ซึ่งมีแรงจูงใจในส่วนแบ่งของรายได้ โดยทั่วไปจะมีการซื้อขายกันถึง 15-20 ทอด เหมือนตราสารหนี้อสังหาฯ CDOs

บริษัทที่ถือ CDS สามารถนำ CDS มาซื้อประกันซ้อน (hedge or short) เพื่อลดอัตราเสี่ยงของตนอีก เช่น กรณีที่ Goldman Sachs ขาย CDS ของรัฐบาลกรีซล่วงหน้า อันเป็นสัญญาณลดเครดิตพันธบัตรของรัฐบาลกรีซ เพื่อกดดันให้รัฐบาลกรีซผิดนัดชำระหนี้เพราะกู้เงินเพิ่มมาต่อสายป่านไม่ได้ หรือกู้ได้ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าอัตราตลาด ดังนั้น Goldman Sachs ก็จะได้กำไร ประธานบริษัท Goldman Sachs จึงถูกธนาคารกลางสหรัฐเรียกตัวมาสอบสวน

เมื่อผู้ซื้อประกันรายแรกผิดนัดชำระหนี้ก็อาจจะหาผู้มารับชำระหนี้แทนไม่ได้ หรือบริษัทที่ขายนั้นได้ล้มละลายไปแล้ว ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท Lehman Brothers และ American International Group (AIG) ซึ่งเป็นผู้ถือ CDOs รายใหญ่รายหนึ่งของโลก โดยมีมูลค่า 1 หมื่น 1 พันล้านเหรียญ ในขณะนั้น จนต้องยอมกลายเป็นบริษัทล้มละลาย

สมาคม International Swaps and Derivatives Association ระบุว่า ตลาด CDS ในปี 2007 มีมูลค่าสูงถึง 45 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั้งหมดของอเมริกาที่มีมูลค่า 22 ล้านล้านเหรียญถึง 2 เท่า มากกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งเจอปัญหาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าเพียง 7.1 ล้านล้านเหรียญ หรือตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่มีมูลค่า 4.4 ล้านล้านเหรียญ

ด้วยขนาดของมูลค่าที่ซื้อขายกันอยู่ วิกฤต CDS ที่เผยตัวออกมาจากวิกฤตการเงินกรีซ จึงอาจจะกลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์การเงินลูกใหม่ที่โลกกำลังจะต้องเผชิญ ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มประเทศยูโรโซน หรืออียูเท่านั้น

กลุ่มทุนวอลล์สตรีต เช่น JP Morgan Chase, Citibank, Bank of America and Wachovia และกองทุนโจรสลัดถือ CDS ของประเทศกรีซประเทศเดียวมีมูลค่าสูงถึง 8 หมื่น 5 พันล้านเหรียญ ซึ่งหมายความว่าเมื่อกรีซผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเหล่านี้ก็จะต้องรับภาระจ่ายหนี้แทนกรีซ และอาจจะไม่มีเงินจ่ายเหมือนกรณี AIG และ Lehman Brothers ในวิกฤต subprime

อันที่จริงหนี้ต่างประเทศของกรีซจำนวนไม่น้อยก็เกิดจากรายจ่ายค่าธรรมเนียมอันแพงลิบลิ่วในการซื้อ CDS จากบริษัทข้างต้น บวกกับดอกเบี้ยของพันธบัตรที่นำออกขายโดยไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีจ่าย เพราะว่าได้ซื้อประกันไว้แล้ว

ในกรณีของกรีซ นาย Christopher J. Dodd ประธานคณะกรรมาธิการการเงินและการคลังของวุฒิสภาอเมริกัน ได้ดำเนินการสอบสวนและได้ข้อสรุปว่า Goldman Sachs ได้โจมตีค่าเงินและตลาดพันธบัตรของกรีซเพื่อให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ บริษัทของตนจะได้กำไรจากการผิดนัดชำระหนี้ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของสาธารณะ (Washington Post)

วิกฤตการเงินของกรีซอันเกิดจากพฤติกรรมของสถาบันการเงินโลกและกองทุนโจรสลัดในการใช้อาวุธใหม่ ๆ คือ อนุพันธ์สารพัดชื่อที่คิดค้นกันขึ้นมาแล้วเร่ขายทั่วโลก ด้วยการให้แรงจูงใจในผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนปกติ ทำให้คิดถึงข้อเสนอให้การรวมบัญชี 3 บัญชี ของธนาคารแห่งประเทศไทย อันได้แก่ บัญชีเงินตรา บัญชีผลประโยชน์ของ ธปท. และทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมาใช้แล้วหนาว เพราะยากที่จะรู้เท่าทันในเล่ห์กล หรืออนุพันธ์ใหม่ ๆ สารพัดที่มีชื่อหรู ๆ มีผลตอบแทนน่าจูงใจ ให้หลักประกันสารพัด ซึ่งล้วนเป็นการโกหกคำโตทั้งสิ้น

หากรวมบัญชีแล้ว ธปท.สามารถนำเงินไปลงทุนหาดอกผลเพื่อมาลดหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้วผิดพลาดขึ้นมาเหมือนเมื่อครั้งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ผู้บริหาร ธปท.นำเงินสำรองของชาติไปสู้ค่าเงินจนเกือบเกลี้ยงคลัง

คนไทยทั้งชาติก็จะพลอยล้มละลายและถูกกองทุนระหว่างประเทศ IMF ตั้งเงื่อนไขโหดเพื่อแก้ปัญหาการเงินของชาติ เหมือนที่กรีซโดน “ใบสั่งยา” (ยาสั่ง) ให้ขึ้นภาษี และลดงบประมาณด้านสวัสดิการ สาธารณสุข สาธารณูปโภค และการศึกษา เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ที่ประชาชนไม่ได้ก่อ เหมือนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯของไทย จนชาวกรีซลุกขึ้นประท้วงกันทั้งประเทศในขณะนี้


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: