Posted by: management2008 | กุมภาพันธ์ 6, 2010

“อภิสิทธิ์”เร่งโครงสร้างพื้นฐาน ฟื้นดอนเมือง-พัฒนาระบบราง

“อภิสิทธิ์” ตั้งเป้าสร้างผลงานรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมในปีนี้ กางแผนพัฒนาระบบรางหวังรถไฟวิ่ง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งพัฒนาสนามบินดอนเมือง สร้างศักยภาพของท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่และจัดระบบสวัสดิการสังคม ลั่นไม่ยอมให้การเมืองทำเสียสมาธิแก้เศรษฐกิจ เชื่อคนไทยไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ย้ำรัฐบาลต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เจโทรเผยผลสำรวจธุรกิจญี่ปุ่นชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน 73% มั่นใจยอดขายพุ่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มองข้างหน้าเพื่ออนาคตในมุมมองของอภิสิทธิ์” จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วานนี้ (5 ก.พ.) โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวเต็มที่แล้ว เห็นได้จากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกที่ฟื้นตัวเป็นตัวเลขสองหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การใช้กำลังการผลิตของบางอุตสาหกรรมที่สูงเกิน 60% และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่สูงกว่าประมาณการสอง แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้จะเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมัน นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐและจีน การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน รวมถึงปัญหามาบตาพุดและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

“การที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาอยู่ในภาวะที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยมีพื้นฐานที่ดีและยืนยันถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย เพราะเพียงแค่ชาวโลกลืมตาอ้าปากได้จากปัญหาของเขาได้ การส่งออกและการท่องเที่ยวของเราก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านภาคเกษตร เมื่อทุกอย่างเอื้ออำนวย ภาคเกษตรจะเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้และไตรมาสต่อไป เพราะพี่น้องเกษตรกรมีรายได้ในระดับค่อนข้างดี” นายกฯ ระบุ

ปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลต้องมองไปในอนาคตข้างหน้าและตั้งโจทย์ว่า ไทยจะวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไปในทิศทางใด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะกลางและระยะยาว โดยในปีนี้รัฐบาลมีความตั้งใจว่า จะดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขณะนี้รัฐบาลมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง และเอกชนจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง รวมทั้งเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อนการลงทุน รัฐบาลจะต้องปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ “เอ็กซ์ซิส สตาร์ติจี” เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัวได้ดี และธนาคารกลางกำลังจับตาอัตราภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

ดังนั้น การที่รัฐบาลเคยบอกว่าจะต้องกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อมาลงทุนนั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นหรือไม่ โดยรัฐบาลต้องการปรับสถานะทางการเงินการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่ก็ต้องการให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน และทุกฝ่ายในภาครัฐ มีความเห็นตรงกันว่าการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งฯต้องเดินหน้าต่อไป เพราะประเทศต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้เศรษฐกิจที่มีการเปิดเสรีมากขึ้น

เร่งพัฒนาดอนเมืองและแหลมฉบัง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไทยต้องมีการยกระดับขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น การขนส่งที่มีต้นทุนสูงมาก การขนส่งระบบรางจะมีความสำคัญมาก และการขนส่งนั้นจะไม่จำกัดเฉพาะการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ แต่ต้องรวมถึงการขนส่งระบบรางทั่วประเทศ

“เราจะทำให้รถไฟไทยมีความเร็วในการวิ่งอย่างน้อยที่สุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูง การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบและการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งระบบ การลงทุนแหล่งน้ำ เราคงไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินที่เราลงทุนไปแล้ว คือ สนามบินดอนเมืองสูญเปล่า เรามีความชัดเจนว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์ ในภาวะที่การแข่งขันทางการบินเพิ่มขึ้น และการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเราต้องเพิ่มศักยภาพท่าเรือแหลมฉบังให้รองรับสินค้าได้เพิ่มขึ้นและมาทดแทนการใช้ท่าเรือคลองเตย ซึ่งเราต้องสร้างความชัดเจนเรื่องเหล่านี้ภายในหนึ่งปีนี้ พร้อมทั้งจะมีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมการลงทุนขนาดใหญ่ด้วยผสมผสานกับงบลงทุนของรัฐบาลและเงินกู้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

รื้อระบบภาษีและสวัสดิการสังคม

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การเพิ่มสัดส่วนงบด้านวิจัยแบบก้าวกระโดด ขณะเดียวกันรัฐบาลจะผลักดันให้มีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีเงินได้ และภาษีทรัพย์สินและที่ดินที่จะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งรัฐบาลได้มีการปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคม โดยปรับเปลี่ยนจากระบบประชานิยมมาเป็นระบบรัฐสวัสดิการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสมทบเงินร่วมกับภาครัฐ จำกัดภาระงบประมาณของภาครัฐ และทำให้ระบบมีความยั่งยืนและโปร่งใส ประชาชนคนไทยต้องมีหลักประกันตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา ซึ่งแนวนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นการปรับเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง

“เมื่อก่อนเราพูดถึงระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน มีนโยบายชุดหนึ่งสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ คนชั้นกลาง และมีนโยบายอีกชุดหนึ่งสำหรับคนยากจนที่เรียกว่าประชานิยม แต่รัฐบาลมองว่าประเทศนี้มีระบบเศรษฐกิจเดียว สังคมเดียว การสร้างโอกาสสำหรับคนจนไม่ใช่การแยกชีวิตเศรษฐกิจของคนยากจนออกจากเศรษฐกิจหลักและทำการสงเคราะห์ แต่ต้องใช้นโยบายที่ผสมผสานกับกลไกตลาด ให้คนทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหลักได้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในชนบท และโครงการประกันรายได้ ซึ่งเป็นวิธีการแทรกแซงตลาดที่เพิ่มพูนโอกาสในภาคส่งออก รวมถึงการยกระดับวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เชื่อมเข้าสู่ตลาดภายนอกได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในอนาคตต้องมีการเติบโตที่ยั่งยืน มีความสมดุล มีความเป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการทบทวนเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ซึ่งเราต้องการใช้บทเรียนจากมาบตาพุดเป็นบทเรียนของการพัฒนา ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่ต้องการให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น อนาคตการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องมีการรับฟังความเห็นจากประชาชนล่วงหน้าและเป็นที่ยอมรับจากประชาชน ภาคใต้ต้องการอุตสาหกรรมหนักหรือไม่ ต้องมีมาตรการดูผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและประชาชนอย่างไร หรือหากไม่มีการลงทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่นโยบายสะพานเศรษฐกิจ จะต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างไรและมีความคุ้มค่าหรือไม่

ยันไม่ยอมให้การเมืองป่วน

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้พิสูจน์แล้วว่าท่ามกลางปัญหาการเมือง เรายังเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจและสังคม ไม่ทำให้เราเสียสมาธิ เรารู้ว่าต้องทำอะไรใน ระยะเวลาเท่าไหร่ แต่เราจัดการปัญหาการเมืองได้ การทำงานคงจะราบรื่นขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ มีความสบายใจ แต่ช่วงนี้ข่าวสารทางการเมืองมีความสับสนพบสมควร ทำให้ประชาชนมีความหวั่นไหว แต่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง หรืออยากเห็นคนไทยมาทะเลาะหรือฆ่าฟันกันเอง

“เหตุการณ์ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจากนี้ไป ผมได้ย้ำกับทุกฝ่ายว่า รัฐบาลไม่ได้ต่อสู้กับใคร แต่มีหน้าที่รักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ เราจะรักษาความสงบเรียบร้อย และขอให้ทุกคนยึดแนวพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา” นายกฯ กล่าว

เจโทรมั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นชัด

นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (เจโทร) แถลงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น ในประเทศไทย ปรากฏว่า นักลงทุนญี่ปุ่น 52% จากบริษัทที่ทำการสำรวจ 395 แห่ง มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ แต่ยังไม่ดีเหมือนปี 2550 โดยทุกประเภทอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น แม้จะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทยยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเหมือนในอดีต เพราะยังมีปัจจัยลบคือ การส่งออก และอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่น 73% ยังเชื่อมั่นว่ายอดขายในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับกำไรและขาดทุนก่อนหักภาษีในรอบปีดังกล่าว พบว่าสัดส่วนของบริษัทที่คาดว่าจะมี “กำไร” มีมากถึง 85% และบริษัทที่คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักภาษี “เพิ่มขึ้น” มีสัดส่วน 53%

ส่วนการลงทุนโรงงานและเครื่องจักร ในปี 2552-2553 นั้น เป็นการซื้อเครื่องจักรใหม่มาเปลี่ยนเครื่องเดิมมากที่สุด และจะมีการใช้เครื่องจักรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสัดส่วนประมาณ 70% และ 75% ตามลำดับ

ญี่ปุ่นจี้ปฏิรูปภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ในหัวข้อแผนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในรอบปี 2552 พบว่า 59.3% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในภาคพื้นเอเชีย โดยมีการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนในไทยในสัดส่วน 44.7% ส่วนในปี 2553 สัดส่วนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในไทยและในภาคพื้นอาเซียน (ยกเว้นไทย) ก็มีสัดส่วนสูงขึ้น ส่วนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลง

สำหรับหัวข้อ ข้อเรียกร้องที่มีต่อรัฐบาลไทยนั้น บริษัทญี่ปุ่น 42% ต้องการให้รัฐบาลไทยพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบด้านศุลกากรมากที่สุด รองลงมาคือ การพัฒนาปรับเปลี่ยนการใช้งานระบบภาษี 34% พัฒนาระบบสาธารณูปโภคเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 29% และพัฒนาเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 10%


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: