Posted by: management2008 | ธันวาคม 25, 2009

“เสน่ห์และอัปลักษณ์” ของเศรษฐศาสตร์

ในการแสดงปาฐกถา 60 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 12 ในหัวข้อ “เสน่ห์และอัปลักษณ์ของเศรษฐศาสตร์” องค์ปาฐกถาที่มาเป็นการปิดท้ายงานนี้ คือ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ดร.อัมมารเกริ่นนำด้วยการออกตัวว่า เป็นการมาพูดในมุมมองของคนวัยตะวันรอน ที่ความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ค่อย ๆ จางหายไป และข้อมูลอ้างอิงไม่มีอะไรเร็วไปกว่าปี 1994 จึงขออภัยด้วย แต่คิดว่าส่วนใหญ่เป็นการมองเหลียวหลังถึงความสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่ถ้าพูดให้เซ็กซี่หน่อยก็คือ “เสน่ห์และอัปลักษณ์” วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกันมา พร่ำสอนกันมามีข้อดีข้อเสียอะไร มีอะไรควรปรับปรุงอย่างไร ไม่ใช่การปาฐกถาเชิงวิชาการที่พูด

ดร.อัมมารได้หยิบยกประโยคหรือถ้อยคำเด็ดของ อดัม สมิท (Adam Smith) ซึ่งเป็นบิดาของเศรษฐศาสตร์มาใช้วิเคราะห์ในการแลหลังถึงความสำเร็จและไม่สำเร็จของเศรษฐศาสตร์ที่ร่ำเรียนกันมากว่า 200 ปีแล้ว

ประโยคที่ว่านั้นคือ “It is not from the benevolence of the butcher, but from their regard to their own interest. We address ourselves not to their humanity but to their self-love, and never talk to them of our own necessities, but of their advantages.” (Smith [1776] 1938,14)

หมายความว่า “ที่เรามีอาหารการกินอยู่ได้ มีของใช้ได้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความใจบุญสุนทานของผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้น หรือผู้ที่ขายสินค้าเหล่านั้น แต่มาจากความเห็นแก่ตัวของคนเหล่านั้น แล้วเรา ไม่เคยพูดขอร้องเขาว่าเรายากจน เรากำลังอดอยาก แต่เรากำลังพูดเรียกร้องความเห็นแก่ตัวของเขา เพื่อให้เขาคายของที่เราต้องการออกมาให้บริโภค” นี่คือใจความที่ ดร.อัมมารสรุปให้ฟัง และบอกว่าข้อความนี้สรุปวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ดีที่สุด ซึ่งมีทั้งเสน่ห์และอัปลักษณ์

เสน่ห์ที่แรงมากจนทำให้ ดร.อัมมารบอกว่า ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์มาจากวิธีวิทยาที่เรียกกันว่า Methodological Individualism หรือ MI คือวิธีวิทยาที่เริ่มด้วยการดูพฤติกรรมของปัจเจก แล้วดูว่าพฤติกรรมเหล่านั้นขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง บางครั้งขึ้นกับปัจจัยอะไรบางอย่างที่สะท้อนอะไรที่เกิดขึ้นในภาพรวม ตัวอย่างเช่น เรามีพฤติกรรมการบริโภคขึ้นกับราคา ราคาเป็นสิ่งที่เราเห็น แต่ก็สะท้อนความขาดตลาดของสินค้านั้น ๆ ในตลาดด้วย ซึ่งสะท้อนภาพใหญ่ด้วย แต่เริ่มต้นจากพฤติกรรมของเรา

“MI เป็นวิธีการที่เราใช้กันมา เป็นเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของวิชาของเรา เพราะ MI เอื้อต่อการทดสอบสมมติฐานด้วยข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าและรัดกุมกว่า เพราะเรากำลังพูดถึงปัจเจก พูดถึงหน่วยธุรกิจ หรือกลุ่มหน่วยธุรกิจ หรือกลุ่มซึ่งไปวัดได้ ทดสอบพฤติกรรมได้ ไม่ใช่พูดอะไรที่เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นมันพิสูจน์ถูกผิด ได้ง่ายกว่าหลาย ๆ วิธี” ดร.อัมมารกล่าว

เสน่ห์อีกอย่างที่ ดร.อัมมารกล่าวถึง คือ สมิทมีความพยายามที่สุด ที่พยายามอธิบายความรู้ หรือให้ความรู้ต่าง ๆ โดยใช้คำอธิบายที่ไม่พึ่งพาปัจจัย อย่างเช่น พระผู้เป็นเจ้า หรือทางศาสนา หรือปัจจัยของรัฐบาล เพราะก่อนสมิทมีเศรษฐศาสตร์ที่พูดถึงการทำงานของรัฐบาล แต่การอธิบายนี้สอดคล้องกับแนวคิดของยุคแห่งความกระจ่าง หรือ enlightenment ที่คิดเหมือนกับนิวตันที่บอกว่า ดาวนพเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ มันมีกฎของมัน

สำหรับโลกสมัยนั้นที่คิดค้นถือว่ามีเสน่ห์มาก ๆ และทุกคนพยายามเอาเป็นตัวอย่างของวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งผมคิดว่าสมิทพยายามทำแบบนั้นและนี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ MI อธิบายกลไกของปัจเจก

“ผมเป็นมนุษย์ล้าสมัย เพราะเป็นมนุษย์ modern ไม่ใช่ post modern เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างเชื่อความสำเร็จของยุค หรือยุคแห่งความกระจ่าง และสมิทเป็นตัวอย่างที่ดี” ดร.อัมมารกล่าว

แต่ประโยคเดียวกันนั้นก็มีอัปลักษณ์ โดย ดร.อัมมารให้สังเกตประโยคนี้ที่พูดถึงเฉพาะความกลมกลืน หรือ “coherence” ที่แปลว่า มันอยู่ได้ ไม่ได้กระจุยกระจาย อยู่เป็นรูปเป็นร่างได้ ซึ่งจริงแล้วถ้าคนเห็นแก่ตัว แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวตลอด มันจะไม่อยู่ได้ แต่สมิทอธิบายโดยเขาใช้คำว่า “invisible hand” หรือมือที่มองไม่เห็น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลังจากนั้นค่อนข้างจะหลงใหลกับข้อคิดค้นของสมิท

“สมิทยังพูดต่อไปด้วยว่า ไม่ใช่แค่เพียง coherence แต่ยังมี optimum คือดีที่สุดที่จะมีได้ ตรงนั้นเริ่มมีความอัปลักษณ์เกิดขึ้น การมี optimum สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อสมมติ และคณิตศาสตร์ที่พิสดาร แต่ไม่ได้มีความหมายมาก ผมคิดว่าถ้าไปอ่านรายการ ของข้อสมมติแล้ว เราก็รู้ทันทีว่าเศรษฐกิจเหล่านั้นไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในโลก” นี่คือเป็นประเด็นที่ ดร.อัมมารทิ้งไว้ให้คิด

พอถึงต้นศตวรรษที่ 20 ต้นปี 1930 ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะพยายามโค่นล้มแนวความคิดนี้ ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แน่นอนที่สุดกลไกราคาหาได้นำมาซึ่งเศรษฐกิจที่ดีที่สุดไม่ และแนวคิดที่ฮือฮามากที่สุดคือของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ที่บอกชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่บริหารจัดการด้วยกลไกราคามีปัญหาอะไรหลายอย่าง

แต่ ดร.อัมมารก็เป็นห่วงว่าถ้าเราโยนทิ้งทั้งหมด ก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจต้องอิงบางส่วนของทฤษฎีกลไก เพราะฉะนั้นมีอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถทิ้งไปได้ แต่การที่จะยึดแนวในตลาดเสรีไปโดยตลอดอย่างไม่ลืมหูลืมตาไม่ว่าจะในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ผมคิดว่าเป็นอัปลักษณ์ แต่การปฏิเสธกลไกราคาในทุกเรื่องก็เป็นอัปลักษณ์ชนิดหนึ่ง

“เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ก็นึกว่า ตายจริงเราพึ่งแนะนำให้รัฐบาลใช้กลไกราคาหันมาใช้กับเรื่องข้าวหลังจากทิ้งมานาน แต่ขณะเดียวกันผมก็แก้ตัวได้ว่าผมไม่ได้หลงใหลกลไกราคา เพราะเมื่อผมทำงานเรื่องประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผมก็โยนกลไกราคาทิ้งทั้งหมด มันก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเป็นนักฉกฉวยโอกาส หรือที่เราน่าจะยึดถือ อย่าหลงใหลอะไรมากเกินไป” ดร.อัมมารกล่าว

เพราะฉะนั้น อัปลักษณ์ข้อแรกของเศรษฐศาสตร์ คือ “หลงใหลในกลไกราคา” และอัปลักษณ์ข้อ 2 คือ “จิตวิทยาของเศรษฐศาสตร์” ดร.อัมมารบอกว่า อัปลักษณ์ข้อ 2 ก็อยู่ในประโยคที่ยกมา คือที่กล่าวถึงคนไม่ใจบุญ คนเห็นแก่ตัว นี่คือ “จิตวิทยาของเศรษฐศาสตร์” ที่เราใช้กันมา แสดงว่ามนุษย์ค่อนข้างจำกัดมาก เป็นจิตวิทยาที่แคบมาก เราพูดถึง rational behavior หรือความสมเหตุสมผล ซึ่งจริง ๆ แล้วแฝงด้วยองค์ประกอบ 2 ชิ้น คือ ความมีเหตุมีผล (rational) และอีกอันหนึ่งคือ ความเห็นแก่ตัว (self-love) 2 สิ่งนี้บางที่เราจะปะปนกัน นี่คือ “จุดบอด” เป็นความอัปลักษณ์อย่างหนึ่ง ทั้ง 2 อย่างต้องแยกจากกัน เพราะคนเราอาจมีความสมเหตุสมผล แต่ไม่ใช่ว่าจะเห็นแก่ตัวเสมอไป

ดร.อัมมารมีความเห็นว่า จิตวิทยาของเศรษฐศาสตร์แคบมาก เพราะกว่า 100 ปี หรือก่อน 30 ปีมานี้ นักจิตวิทยาถูกครอบงำโดยซิกมันด์ ฟรอยด์ ซึ่งคิดว่าฟรอยด์ไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้นกับนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนหนึ่งเพราะฟรอยด์เป็นหมอรักษาโรค จะรักษาเฉพาะคนที่มีอาการ มีแนวโน้มจะไปทางนั้นว่า คนไม่มีเหตุมีผล แต่ไม่ได้พูดถึงคนธรรมดาทั่วไป และคนแบบนี้ไม่ได้รับการวิเคราะห์

แต่ระยะหลัง ๆ เริ่มวิเคราะห์ ทำให้เศรษฐศาสตร์เริ่มนำงานแนวนี้มาใช้ในวิชาของตน อีกกระแสหนึ่งมาจากการศึกษาการทำงานของสมองมนุษย์ การที่มนุษย์เราควบคุมอารมณ์ ควบคุมพฤติกรรม แม้กระทั่งระดับศีลธรรม จริยธรรมได้ เป็นเรื่องที่คิดว่ากำลังจะนำมาใช้กับเศรษฐศาสตร์ได้ด้วย อีกกระแสสุดท้ายใช้ได้คือ ส่วนที่เรียกว่า happiness study เราเคยมีข้อสมมติว่า มีวัตถุ เยอะ ๆ ซึ่งก็คือ GNP เราก็จะมีความสุข เป็นฟังก์ชั่นง่าย ๆ แต่มันไม่ใช่แน่นอน อันนี้กลุ่ม happiness พิสูจน์จากข้อเท็จจริง ในความเป็นจริง และก็ขยายวิชาการด้านนี้ออกไปค่อนข้างมาก

ดร.อัมมารบอกว่า นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดกระแสต่าง ๆ ที่เศรษฐศาสตร์นำมาใช้ได้ และกระแสสุดท้ายที่สำคัญคือ คณะกรรมการโนเบลได้ให้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2009 กับ เอลิเนอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University Bloomington, IN, U.S.A.) ซึ่งเป็นคนที่พยายามศึกษาจากข้อมูลในพื้นที่ว่ามนุษย์เราที่มีความสมเหตุสมผล และอีกแง่หนึ่งก็อาจเห็นแก่ส่วนตัว ที่ลักษณะที่ซับซ้อนกว่าเห็นแก่ตัวเองแบบดื้อ ๆ ด้าน ๆ โดยไปศึกษาว่าชาวบ้านในชุมชนจะแบ่งน้ำกันอย่างไร เพราะน้ำเป็นของที่ทุกคนตักตวงได้ แต่ชาวบ้านรู้ว่า ถ้าทุกคนตักตวงน้ำไม่พอแน่ แต่เขามีระบบการจัดสรรของเขา ที่สร้างกันขึ้น แล้วค่อย ๆ เป็นวัฒนธรรม

ดร.อัมมารตั้งข้อสังเกตว่า แนวความคิดนี้น่าตื่นเต้น เพราะในแง่หนึ่งแล้วถ้าคิดลึกต่อไปอีก ออสตรอมพูดเฉพาะงานที่เธอทำมา เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร แต่ถ้าดูไปแล้วมันแสดงว่ามันเป็นการไล่ “สัตว์เศรษฐกิจ” ออกไปจากกระแสความคิดของคน และทำให้คนคิดว่ามนุษย์เป็น “สัตว์สังคม” ซึ่งเราควรคิดมาตั้งแต่ต้นเพราะเราอยู่กับสังคมมาตั้งแต่เราลงมาจากต้นไม้

“เป็นเรื่องที่เราต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ในสังคม แล้วจริยธรรมที่พูดกันนั้นเราทุกคนก็อ้างศาสนา หรืออ้างอะไรที่มาจากข้างนอก แต่จริง ๆ แล้วจริยธรรม ศีลธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง แล้วกระบวนการสร้างเช่นกรณีออสตรอมเขาสร้างระบบจัดสรรน้ำที่เขาคิดว่ามันยุติธรรม เขาคิดขึ้นมาเอง แล้วเกิดวัฒนธรรมในการจัดสรร ซึ่งอันนี้เทียบกับสัตว์เศรษฐกิจแบบโบราณของเราเทียบกันไม่ติด” ดร.อัมมารกล่าว

นอกจากนี้ ดร.อัมมารยังกล่าวว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน และในหลาย ๆ ทฤษฎีที่บอกว่า มนุษย์เป็นมนุษย์ที่หลาย ๆ ครั้งมีความจำเป็นต้อง “ร่วมมือ” กัน ทุกอย่างไม่จำเป็นต้อง “แข่งขัน” แม้จะเป็นจุดแข่งของเศรษฐศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วต้องมี cooperation หรือการร่วมมือกันเป็นส่วนสำคัญด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เศรษฐศาสตร์จะมองข้ามไป จึงขอฝากเศรษฐศาสตร์ รุ่นหลัง ๆ ไว้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นงานที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจ

เพราะฉะนั้น แทนที่จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาส ก็ขอให้แปลงอัปลักษณ์เป็นโอกาส อัปลักษณ์ก็คือว่า การเชื่อในมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวในแต่เพียงมิติเดียว แต่มนุษย์มีหลายมิติ ในบางครั้งเขาเห็นแก่ตัว ไปซื้อของจากแม่ค้าต่างฝ่ายอาจมองว่าเห็นแก่ตัวได้ แต่ในบางมิติก็เป็นมนุษย์ที่พร้อมจะร่วมมือ บางทีต่อรองแม่ค้าก็เห็นอกเห็นใจ แต่ถ้าซื้อของกับแม่ค้ามานานก็อะลุ่มอล่วยกัน เรื่องเหล่านี้ เศรษฐศาสตร์ยังให้ความสนใจน้อย ขอฝากไว้ด้วย

“อัปลักษณ์สำคัญที่สุดที่ควรแก้ไขเยียวยา คือ จิตวิทยาในเศรษฐศาสตร์ ว่าเป็นจิตวิทยาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นข้อจำกัดแล้ว มันเปิดโอกาสให้เศรษฐศาสตร์ก้าวหน้ามาเยอะมากในช่วง 200 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่อดัม สมิท แต่เดี๋ยวนี้ถึงจุดที่เราจะทบทวน และมันมีอะไรหลายอย่างที่เปิดโอกาสให้เราทบทวนได้” อัมมารกล่าวสรุปตอนท้าย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: