Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 26, 2009

ทีดีอาร์ไอแนะรื้อระบบภาษี ลดปัญหาสังคมเหลื่อมล้ำ

ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐบาลทบทวนระบบภาษี เพิ่มความชอบธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของคนทุกกลุ่ม เหตุโครงสร้างภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่เป็นธรรม เผยกลุ่มคนรวย-บริษัทขนาดใหญ่ ได้ประโยชน์ปีละกว่า 1.3 แสนล้านบาท “นิพนธ์” ระบุรัฐแบกขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของงบแทรกแซงสินค้าเกษตร ชี้มีเอกชนแค่ 2-4 รายได้ประโยชน์

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนองานวิจัยหัวข้อมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : การวิเคราะห์ภาระภาษีและการขยายฐานภาษี ในงานสัมมนาประจำปีทีดีอาร์ไอ เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) กล่าวถึง ภาพรวมของระบบภาษี ว่า ปัจจุบันสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังต่ำหรือคิดเป็น 16-18% เท่านั้น โดยเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ มีการพึ่งพิงภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง แต่สัดส่วนภาษีทางตรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาษีนิติบุคคลสูงกว่าภาษีทางตรง โดยมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 2 เท่าตัวในภาวะปกติ และภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความผันผวนเช่นเดียวกันกับภาษีนิติบุคคล

“เราพบว่าโครงสร้างภาษีของไทยมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง โดยภาษีนิติบุคคล และมูลค่าเพิ่ม มีผันผวนสูง ซึ่งทั้ง 2 ภาษีนี้ มีผลต่อรายได้รัฐบาล ที่จะช่วยด้านสังคมและดูแลคนยากจน ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อเกิดความผันผวน ในส่วนนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย”

สาเหตุที่ฐานรายได้ต่ำ คือ สัดส่วนแรงงานนอกระบบสูง ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร การกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำสูง ทำให้มีผู้มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ภาษีจำนวนมาก ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงก็มีช่องทางลดหย่อน หรือมีการโยกย้ายฐานเงินได้ให้ไปสู่ฐานที่เสียภาษีต่ำ และมีการยกเว้นภาคเศรษฐกิจหรือให้ส่วนลดสูง จึงควรมีการศึกษาการกระจายภาษีตามกลุ่มประชากร และภาคเศรษฐกิจ ว่า มีความเหมาะสมเพียงใด และควรปรับเปลี่ยนฐานภาษีให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคอย่างไร

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้เสนองานวิจัยเดียวกันจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีนิติบุคคล ซึ่งเป็นภาษีทางตรงนั้นผลศึกษาพบว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนผู้เข้าระบบภาษีมีน้อย และผู้ที่อยู่ในฐานภาษีสามารถหักลดหย่อนได้มากถึง 20% ของรายได้ ท้ายสุดอัตราภาษีแท้จริงจะต่ำเพียง 5% ของรายได้ โดยมีจำนวนผู้เสียภาษีไม่ถึงครึ่งของผู้มีงานทำ และผู้ที่ขอลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้สูง

“ผู้มีรายได้ทุกคนควรอยู่ในระบบภาษี แม้ค่าลดหย่อนบางประเภทจะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่มีภาระ อาทิเช่น มีลูก เป็นที่สิ่งสมควร แต่ค่าลดหย่อนประเภทที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน การออม อาจทำให้รัฐสูญเสียและเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลผู้มีรายได้สูงมากเกินไป ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ผลศึกษาพบว่าสัดส่วนภาษีต่อรายได้อยู่ระดับต่ำเช่นกัน โดยบริษัทขนาดเล็กชำระภาษีมากกว่าบริษัทใหญ่

แต่บริษัทรายใหญ่กลับได้รับลดหย่อนภาษีมากกว่าบริษัทเล็ก ทำให้บริษัทเล็กต้องจ่ายภาษีมากกว่าบริษัทใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อีกด้วย ทำให้มีรายได้มาก แต่ชำระภาษีน้อย ดังนั้น จึงควรปรับปรุงมาตรการภาษีให้เท่าเทียมกัน”

แนะรื้อสิทธิประโยชน์บีโอไอ

นายชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้เสนองานวิจัย ทีดีอาร์ไอ ผู้เสนองานวิจัยเกี่ยวกับภาษีทางอ้อมและการกระจายภาระภาษี กล่าวว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร มีผลต่อภาษีทางอ้อมถึง 95-96% โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเก็บจากฐานการบริโภคและการบริการ ทำให้สินค้าทุกชนิดเข้าข่ายการเสียภาษี แต่รัฐมีข้อยกเว้นถึง 28 หัวข้อสินค้าใหญ่ อาทิเช่น อาหาร พืชผลเกษตร

“สินค้าบางรายที่ได้รับยกเว้นจะเอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีจากบีโอไอด้วย ทำให้แต่ละปีมีการขอคืนภาษีสูงถึง 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งอาจทำให้เกิดการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ส่งผลให้รัฐสูญรายได้ หรือคืนภาษีไปทั้งๆ ที่ไม่มีการส่งออก ขณะที่ภาษีศุลกากรนั้น ภาษีนำเข้าเก็บได้ต่ำลง เพราะการปฏิรูปโครงสร้างภาษี และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ผู้นำเข้าหลายกลุ่มได้รับประโยชน์ทางภาษีหลายด้าน”

สำหรับหัวข้อ “มาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : ใครได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายของรัฐในโครงการที่สำคัญ” นั้น ผู้เสนองานวิจัย โดยนายวิโรจน์ ณ ระนอง สรุปการกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลและการศึกษา

พบว่าด้านสาธารณสุขนั้น มีแนวโน้มที่กลุ่มผู้มีฐานะดีได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มคนมีรายได้น้อย ส่วนด้านการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีฐานะดีทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์กว่า 10% ของงบประมาณรวม ขณะที่กลุ่มคนระดับล่างได้รับประโยชน์น้อยกว่า 10%

“นิพนธ์”ชี้ศก.ไทยฟื้นตัวช้ากว่าศก.โลก

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งอาจจะนานกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาในประเทศ อาทิเช่น ปัญหาการเมือง ปัญหาพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคงไม่ใช่ตัววี แต่เป็นเหมือนลูกปิงปองที่เด้งขึ้นเด้งลงมากกว่า

ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงช่วงที่ผ่านมา น่าจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพราะความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจยังสูงมาก รวมทั้งนโยบายรัฐเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลกำไรส่วนเกินในรูปแบบต่างๆ การผูกขาดและแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐ ปัญหาความขัดแย้งการเมืองจึงมีโอกาสเรื้อรังต่อไป

“การปฏิรูปการเมืองที่เน้นเปลี่ยนแปลงกฎกติกา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองต่างๆ ได้ ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข” นายนิพนธ์กล่าว

ระบุรัฐขาดทุนโครงการจำนำอ่วม

นายนิพนธ์ ยังกล่าวว่า นโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรได้ข้อสรุป ว่า ไม่ได้ช่วยเกษตรกรแท้จริง เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายเป็นนักธุรกิจ 2-3 รายเท่านั้น และยังเกิดพฤติกรรมคอร์รัปชันมากในแวดวงการเมือง โดยอ้างการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้ จากการศึกษาพืช 3 ชนิดได้แก่ ข้าว มัน ลำไย ปี 2547-2548 ใช้งบปีละ 6.65 หมื่นล้านบาท ยางพาราปีละ 7.4 พันล้านบาท ช่วงปี 2540-2545 พบว่าขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของต้นทุนแทรกแซง เพราะรัฐซื้อแพง แต่ขายถูก

ขณะเดียวกัน ยังพบว่านโยบายแทรกแซงตลาดเกษตร ยังก่อให้เกิดความสูญเปล่าของสังคม เพราะการใช้เงินภาษีแทรกแซงทำให้เกษตรกรดีขึ้น แต่ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้น ทำให้เกิดความสูญเปล่าใน 5 สินค้าเกษตร ถึง 2.9 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท พบว่าเกษตรกรได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าพ่อค้า

“จากการศึกษาพบว่าผลตอบแทนส่วนเกินกระจุกตัวในมือผู้ส่งออก 2-4 รายแรก และผู้ประกอบการใหญ่ไม่กี่ราย นอกจากนั้น ยังขบวนการแทรกแซงสินค้าเกษตรจะมีการวิ่งเต้นมีปัญหาทุจริต ใช้อำนาจการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดการสูญเสีย ดังนั้น ภาครัฐควรเลิกแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร ปล่อยให้เอกชนค้าขาย แต่กำกับเอกชนไม่ให้เอาเปรียบเกษตรกร แต่คงไว้สำหรับนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน”

ประกันรายได้ เดินมาถูกทาง

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการประกันรายได้ เน้นถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่มีจุดอ่อน 4 ประการ คือ 1. เกษตรกรจำนวนมากไม่เข้าใจ เพราะประชาสัมพันธ์อ่อน 2. เริ่มต้นล่าช้า เพราะมีกลุ่มผลประโยชน์เตะถ่วงและคัดค้าน 3.พื้นที่จดทะเบียนอาจสูงเกินจริง เพราะแยกจดทะเบียนพืช 3 ชนิดและไม่มีเวลาในการตรวจสอบ และ 4. ปริมาณการประกันต่อครอบครัว และราคาประกันสูงเกินไป อาจจะทำให้รัฐต้องใช้งบหลายหมื่นล้านบาท

“ควรปรับลดปริมาณประกันราคาสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวเปลือกเหลือ 10 ตันต่อครอบครัว การให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ การลงทุนระบบถ่ายภาพผ่านดาวเทียม เพื่อตรวจสอบพื้นที่ในการประกันราคา และไม่ควรใช้เงินกู้ในโครงการต่างๆ ควรจัดสรรจากงบประมาณ”

“เดือนเด่น”แนะแก้ พ.ร.บ.แข่งขันการค้า

นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การผูกขาดในระบบเศรษฐกิจไทยยังเป็นปัญหา สำหรับผลตอบแทนส่วนเกินในเศรษฐกิจ เนื่องจากการผูกขาดการกระจุกตัวของรายได้ในภาคธุรกิจ โดยที่ผ่านมา มีการร้องเรียนด้านต่างๆ ให้หน่วยงานภาครัฐแก้ไข แต่ไม่มีผลปรากฏชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐได้แก้ไขตามที่มีข้อร้องเรียนจากประชาชน โดยเฉพาะปัญหาการแข่งขันของ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

อาทิเช่น ปูนซีเมนต์ จักรยานยนต์ เบียร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การค้าปลีก เคเบิลทีวี ดังนั้น จึงควรแก้ไข พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า 2542 เนื่องจากโครงสร้างกรรมการถูกการเมืองครอบงำจนไม่สามารถทำอะไรได้ มีการประชุมเพียง 1-2 ครั้งต่อปีเท่านั้น และหน่วยงานภาครัฐมักจะใช้อำนาจ หรือให้ข้อมูลกับภาคเอกชน เพื่อสมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: