Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 21, 2009

เปิดจุดตาย′ทักษิณ′คดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้านกองทุนลับ”ซิเนตรา ทรัสต์”

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเล็กๆ ที่อาจเป็นไม่มีใครใส่ใจ แต่อาจเป็นจุดตายของ ทักษิณ ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ในศาลฎีกาฯ นั่นคือ คำให้การของ ก.ล.ต. ที่ยืนยันว่า ทักษิณ ใช้ นอมินี ในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ประชาชาติออนไลน์ เปิดบทวิเคราะห์ ล่าสุด “ประสงค์ วิสุทธิ์” ในประเด็นร้อน กองทุนลับ “ซิเนตรา ทรัสต์”ที่จะเป็นเชือกมัดคอทักษิณ

…คาดกันว่าในช่วงต้นปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์กว่า 76,621 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวหาว่า พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

 

คดีนี้มีความสำคัญมากจนมองกันว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้วิธีการสารพัดรูปแบบเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐไทย อันประกอบด้วย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้นำกองทัพตุลาการระดับสูงบางกลุ่ม และกลุ่มอำมาตย์

ในช่วงนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาฯกำหนดประเด็นการพิจารณาที่สำคัญไว้ 2 ประเด็นใหญ่ คือ

หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ในการคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผ่านบริษัทที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ เช่น บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ บริษัท วินมาร์ค จำกัด และการถือหุ้นผ่านบุตรและพี่น้อง หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอด ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

สอง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในธุรกิจสัมปทานของบริษัทชินคอร์ป 5 เรื่อง เช่น 1.การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพามิต 2.การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับ เอไอเอส 3.อนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อซื้อสินค้าของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ 4. ลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส และ 5 โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

การเอื้อประโยชน์ ทั้ง 5 มาตรการ เป็นผลให้บริษัทได้ประโยชน์ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้น

ดังนั้นเมื่อมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งของสิงคโปร์ เงินที่ได้มาทั้งหมดจึงถือว่าได้มาโดยมิชอบจากการใช้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะพิจารณาประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปหรือไม่ก่อน

ถ้าศาลฎีกาฯชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณมิได้ใช้ “นอมินี” ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นการใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์อีก

เพราะเท่ากับว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติเหล่านั้น ไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ศาลไม่มีอำนาจยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน จากการติดตามคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์นั้น มีประเด็นหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอด อาทิ

หนึ่ง การโอนหุ้นชินคอร์ป หุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ์ธนาคารทหารไทยให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เมื่อ 31 สิงหาคม และ 1 กันยายน 2543 ปรากฏว่าในการโอนหุ้นดังกล่าว ไม่มีการจ่ายเงินกันจริง แต่บุคคลทั้งสามได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในราคาพาร์ 10 บาท

หลักฐานที่สำคัญอันหนึ่งคือ กรณีนายพานทองแท้ทำตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายให้คุณหญิงพจมาน 5,056,348,840 บาท ในจำนวนนี้ อ้างว่าเป็นหนี้ค่าหุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ์ธนาคารทหารไทย 4,500 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า หนี้ 4,500 ล้านบาทนั้น เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทยเพียง 150 ล้านหุ้น มูลค่า 1,500 ล้านบาท

ขณะที่ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ 300 ล้าน คุณหญิงพจมานได้มา “ฟรี” จากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย ราคาจึงเท่ากับหน่วยละ 0 บาท แต่ด้วยความรีบร้อนเลยทำเป็นขายให้นายพานทองแท้ในราคาหน่วยละ 10 บาท มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท (ช่วงนั้นกำลังถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น)

หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่านายพานทองแท้ไม่ได้ซื้อหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจริง เป็นเพียงนิติกรรมอำพราง ?

สอง กรณีการจัดตั้งกองทุนลับ “ซิเนตรา ทรัสต์” ซึ่งมีหลักฐานชี้ชัดว่าถือหุ้นบริษัท บลูไดมอนด์ จำกัด และบริษัท บลูไดมอนด์ถือหุ้นอยู่ในบริษัทวินมาร์ค บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น 100%

นอกจากนั้นจากเอกสารในการจัดตั้ง “ซิเนตรา ทรัสต์” ระบุชัดว่า ผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ดังกล่าวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมานและลูก ๆ

สิ่งนี้ปรากฎจาก คำให้การของ ” วรัชญา ศรีมาจันทร์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ต่อศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

สำหรับบริษัท วินมาร์คนั้น พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสท รวม 6 บริษัท มูลคา 1,500 ล้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 และ พ.ต.ท.ทักษิณก็ปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ใช่บริษัทของตนเอง แต่เงินจำนวนหนึ่งคือ 300 ล้านบาท (จาก 1,500 ล้านบาท) มาจากบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงในสิงคโปร์ บริษัทวินมาร์คยังเป็นผู้จัดตั้งกองทุนในมาเลเซีย 3 กองทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นประมาณ 20% ในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ

ขณะเดียวกันยังพบว่า บริษัทวินมาร์คถือหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 2544 อยู่ 54 ล้านหุ้น โดยมีการว่าจ้างให้ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์เป็นผู้บริหารและผู้รับประโยชน์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน

ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นเจ้าของทั้งบริษัทวินมาร์คและแอมเพิลริชฯซึ่งเป็น “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

จากหลักฐานเล็ก ๆ ส่วนนี้ อาจเป็นจุดตายของ พ.ต.ท.ทักษิณในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท!!!


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: