Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 3, 2009

อิทธิพลของ “เศรษฐกิจกาสิโน” และข้อเรียกร้องของอังค์ถัด

คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ

โดย สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org

องค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : อังค์ถัด) ได้ออกรายงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Report) ประจำปี 2009 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

วันนี้ผู้เขียนเก็บบางประเด็นที่กล่าวถึงรายงานฉบับนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะคิดว่าน่าสนใจและบ่งชี้ “หัวใจ” ของวิวาทะโลกเกี่ยวกับการยกเครื่องระบบการเงินได้เป็นอย่างดี

ในบางมุม รายงานฉบับนี้ไม่ต่างจากรายงานภาวะเศรษฐกิจขององค์กรโลกบาลอื่น ๆ เช่น เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ต่าง ๆ และบทประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้รายงานของอังค์ถัดน่าสนใจกว่ารายงานส่วนใหญ่ คือบทวิเคราะห์เจาะลึกจากสาเหตุของปัญหาที่ไปไกลกว่าการกล่าวโทษความหละหลวมของระบบกำกับดูแลภาครัฐ หรือความโลภของนักการเงิน

ข้อเสนอที่อังค์ถัดสรุปอย่างไม่อ้อมค้อมในรายงาน คือโลกจะต้อง “รื้อสร้าง” ระบบการเงินครั้งใหญ่ เพื่อให้การเงินรับใช้เศรษฐกิจจริง แทนที่จะรับใช้แต่ตัวเองจนเศรษฐกิจจริงเสียหายอย่างที่ผ่านมา และถ้าภาคเอกชนไม่ทำการรื้อสร้างดังกล่าวเอง ก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ และกำกับดูแลตลาดการเงินอย่างเข้มงวดกว่าที่แล้วมา

“ตัวการหลัก” ที่ก่อให้เกิดวิกฤตรอบล่าสุดในสายตาของอังค์ถัด คือพฤติกรรมเก็งกำไรและเสี่ยงเกินตัวมหาศาล – “เศรษฐกิจกาสิโน” ที่ถูกหนุนเสริมอย่างไร้ขอบเขตด้วยกระแสการผ่อนปรนกฎเกณฑ์กำกับดูแล ประกอบกับนวัตกรรมเครื่องมือทางการเงินที่สลับซับซ้อนเกินความเข้าใจของคนธรรมดา และแม้แต่ผู้บริหารสถาบันการเงินที่เป็น “ผู้มีอำนาจควบคุม” นักการเงินแต่ในทฤษฎี ในทางปฏิบัติกลับไม่เคยรู้เท่าทันลูกน้องของตัวเองว่ากำลังเอาเงินของบริษัทหรือลูกค้าไปเสี่ยงแค่ไหนอย่างไร

เศรษฐกิจกาสิโนที่ก่อความเสียหายในสายตาของอังค์ถัดไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดสินเชื่อซับไพรมกับตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่อเหล่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในตลาดอื่นอีกหลายตลาดที่คนนอกภาคการเงินไม่ค่อยรู้จัก โดยเฉพาะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเงินตราระหว่างประเทศ

รายงานอังค์ถัดชี้ว่า เศรษฐกิจกาสิโนในตลาดเหล่านี้ได้ล่มสลายลงแล้ว เหลือเพียงหนี้สินและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปริมาณมหาศาล เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดเหล่านี้ไม่ได้เก็งกำไรด้วยเงินของตัวเอง แต่ด้วยเงินที่กู้มาจากคนอื่น โดยเฉพาะที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ

ปัญหาคือการเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนไม่ต่างจากการพนันในกาสิโนปกติ คือต้องมีคนเสียและคนได้ ผลกำไรสุทธิเท่ากับศูนย์ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “zero-sum game” แต่นักเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนทุกคนหวังว่าจะได้กำไร การที่พวกเขาพนันกับ “ของจริง” ในเศรษฐกิจจริงอย่างเช่นที่อยู่อาศัยและโภคภัณฑ์ ไม่ใช่ชิปพลาสติกในกาสิโนนั้น มีส่วนสร้างความเชื่อว่ากาสิโนแห่งนี้จะส่งมอบผลกำไรได้ไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากที่พีระมิดแห่งการเก็งกำไรพังทลายลง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นเพียงมายาคติ หาใช่ความจริงไม่

อังค์ถัดระบุว่า การเก็งกำไรทั้งหลายนี้มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งระบบ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มูลค่าที่สร้างใน “เศรษฐกิจจริง” ที่ผลิตสินค้าและบริการนั้นมีเพียงร้อยละ 11 หรือน้อยกว่าที่มูลค่ากิจกรรมเก็งกำไรเกือบ 9 เท่า ภาวะดังกล่าวส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจจริงสองทางด้วยกัน คือ 1.บิดเบือนแรงจูงใจของนักลงทุน ให้อยากเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนมากกว่าที่จะลงทุนในเศรษฐกิจจริง ซึ่งเป็น “ของแท้” ที่ยั่งยืนกว่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า และ 2.ทำให้ราคาในเศรษฐกิจจริงที่นักลงทุนนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโน โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่สำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างน้ำมันและธัญพืช มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงมาก เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตและทำให้ผู้มีรายได้น้อย อาทิ เกษตรกรรายย่อย ต้องเดือดร้อนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนชอบเก็งกำไร

ด้วยเหตุนี้ อังค์ถัดจึงแนะนำว่า ประเทศกำลังพัฒนาผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเรียกร้องระบบการเงินใหม่ที่สามารถยับยั้งภาวะฟองสบู่กำไรที่เกิดจากการเก็งกำไรเกินควร เพราะภาวะดังกล่าวไม่ใช่ผลลัพธ์ของกลไกตลาดดังที่ควรจะเป็น (คือเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อที่ซื้อไปบริโภคจริง ๆ ไม่ใช่เก็งกำไรเฉย ๆ) และก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สังคมพึงประสงค์ด้วย ตลาดที่ส่งผลลัพธ์สุดกู่ไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ควรดำรงอยู่ และฝ่ายเดียวที่จะมีอำนาจจัดการได้คือรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะตลาดเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้วในยุคโลกาภิวัตน์

อังค์ถัดเสนอว่า การกำกับดูแลตลาดโภคภัณฑ์นั้นมีสองรูปแบบหลักด้วยกัน คือ 1.ลดระดับการมีส่วนร่วมของภาคการเงิน เช่น ด้วยการเพิ่มอัตราส่วนทุนที่ต้องกันสำรอง และ 2.เพิ่มมาตรการแทรกแซงของภาครัฐ เช่น ถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงผิดปกติมาก รัฐบาลก็ควรเปิด “หีบสงคราม” (war chest) ที่เต็มไปด้วยโภคภัณฑ์หลัก นำมาแทรกแซงตลาดเพื่อเพิ่มขีดความเสี่ยงของนักเก็งกำไรจนล่าถอย ประเด็นที่สำคัญคือ เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้อยู่ที่การลดระดับผลตอบแทนจากการเก็งกำไร นักเก็งกำไรจะได้ไม่อยากเข้ามา “เล่น” ในตลาดนี้มากเท่ากับเมื่อก่อน ซึ่งก็จะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาในตลาดสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจจริงดีขึ้น บริษัทจริงและประชาชนจริงหายใจคล่องกว่าเดิม และสร้างสำนึกให้กับนักการเงินอย่างน้อยก็บางส่วนว่า การเงินมีหน้าที่รับใช้เศรษฐกิจจริง ไม่ใช่กลับข้างกัน

ประเด็นสำคัญที่รายงานอังค์ถัดชี้ให้เห็นคือ วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ตลาดการเงินทำงานอย่างเสรีนั้นไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเราจะต้องมาทบทวนและปรับเปลี่ยนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและตลาดเสียใหม่ ด้วยเหตุนี้มาตรการต่าง ๆ ที่กลุ่ม G-20 ประกาศจนถึงปัจจุบันยังไม่เพียงพอ และการปฏิรูประบบการกำกับดูแลภาคการเงินจะต้องทำอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาดระดับประเทศและระบบการเงินระหว่างประเทศ

ว่ากันตามจริง การเก็งกำไรนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหากมองในแง่หลักการ เพราะมันเป็นโอกาสให้คนธรรมดาเพิ่มรายได้และขยายฐานเงินออม และนักเก็งกำไรหลายคนก็เก็งกำไรอย่างสุจริตและมีเหตุมีผล คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของสิ่งที่เข้าไปลงทุนประกอบกับจังหวะที่น่าลงทุน

แต่ในยุคที่การเก็งกำไรด้วยเงินของคนอื่นนั้นมีสัดส่วนถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก และสิ่งที่เก็งกำไรกันนั้นหลายส่วนเป็นโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในโลก อาทิ อาหารและน้ำมัน ข้อเสนอของอังค์ถัดที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นเรื่องน่าคิดที่ไม่ควรถูกมองข้าม และคงจะจุดประกายวิวาทะเรื่องการยกเครื่องระบบการเงินไปอีกนาน

บทเรียนบทหนึ่งจากอรรถาธิบายของอังค์ถัดเรื่อง “เศรษฐกิจกาสิโน” คือ หลายเรื่องที่เราคิดว่า “ดี” นั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดีอย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขีดจำกัด แถมเมื่อพอกพูนสะสมถึงจุดหนึ่งแล้วอาจก่อผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่าผลดีก็เป็นได้

เหนือสิ่งอื่นใด รายงานของอังค์ถัดตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของตลาดการเงินนั้นไม่อาจเกิดขึ้นเองได้โดยอัตโนมัติ หากปราศจากกฎกติกาที่ชัดเจน เหมาะสม เป็นธรรม และสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เล่นในทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: