Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 2, 2009

เจาะวิถี”Triple Bottom Line” เทรนด์ใหม่ธุรกิจเปลี่ยนโลก

เอกชน เอ็นจีโอ แนะธุรกิจผ่าทางตัน ด้วยแนวคิด Triple Bottom Line โดยสร้างสมดุล 3 ด้าน”เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม” พร้อมยึดหลักธรรมาภิบาลเดินหน้ากิจการไปสู่ความยั่งยืน

ตัวแทนภาคธุรกิจและหน่วยงานเพื่อสังคม ร่วมเปิดมุมมองการทำธุรกิจสู่ความยั่งยืน เพื่อรับความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกในเวทีสัมมนา “Triple Bottom Line : เทรนด์ใหม่ธุรกิจเปลี่ยนโลก” จากงานสัมมนา Thailand Tomorrow ประเทศไทย 2553 จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจพร้อมหน่วยงานพันธมิตร เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล ประธานกรรมการพัฒนาสู่ความยั่งยืน และกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจซีเมนต์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าวว่า ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ผู้คนเคลื่อนย้ายจากสังคมชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านพลังงาน การใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มมากตามไปด้วย

ขณะที่การผลิตทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นหลายครั้งที่สร้างปัญหาให้กับสังคมโลก เหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย นักวิชาการ และเอ็นจีโอทั่วโลก ต่างหันมาตระหนักถึงและร่วมถกคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมองโลกในระยะยาวขึ้น และให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในสังคม ขณะที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวทางไปสู่จุดนั้น คือการให้ความสำคัญกับเรื่อง Triple Bottom Line คือการสร้างสมดุลกับมุมมองทั้ง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“ภาคธุรกิจจะพัฒนาต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีมุมมองทั้ง 3 ด้านนี้ คือ การสร้างการเติบโตของธุรกิจ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการเกื้อกูลต่อสังคมรอบข้าง รวมถึงการดำเนินกิจการด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในอนาคต Triple Bottom Line จึงเป็นสิ่งที่โลกธุรกิจต้องให้ความสำคัญอย่างมากนับจากนี้”

สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

นายปราโมทย์ กล่าวว่า การทำธุรกิจในอนาคต ผู้คนในสังคมจะเป็นตัวชี้ชะตาความอยู่รอดของธุรกิจ นักธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ต้องได้รับการยอมรับจากคนในสังคม นั่นสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อเป็นกิจการที่ดีทั้งต่อโลกและสังคมด้วย และสร้างความสำเร็จขององค์กรไปพร้อมกับการสร้างโลกที่ดีขึ้น

“การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทำให้เราอยู่มาได้ถึง 96 ปี ได้รับมาตรฐานในระดับโลก ซึ่งผมมองว่าองค์กรที่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นองค์กรที่อยู่ได้ในอนาคต ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ Triple Bottom Line จึงมีผลกับโลกธุรกิจในอนาคตอย่างยิ่ง”

Happy Farmer ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคม

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ผู้ปลุกปั้นมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กล่าวว่า แรงบันดาลใจของแนวคิด triple bottom line ของบริษัทเกิดจากพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วงนั้นบริษัทประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งไม่ต่างจากองค์กรอื่น จากลูกค้าที่มีประมาณกว่า 1 ล้านคน ได้หายไปเป็นเดือนละแสน ซึ่งสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เกินปีคงไม่มีลูกค้า และองค์กรคงไม่มีตัวตนเหลืออยู่

เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตรัสว่า “การทำอะไรให้ประเทศชาติไม่จำเป็นต้องเล่นการเมือง แค่รักษางานของพนักงาน 5,000 คนไว้ เงินเดือนของเขาจะทำให้คนอีก 50,000 คน มีงานทำ คน 50,000 คน จะทำให้คนอีก 5 แสนคน มีงานทำ เมื่อคนอีก 5 แสนคน มีงานทำ ก็จะทำให้คน 5 ล้านคน มีงานทำ คน 5 ล้านคน มีงานทำ ก็จะทำให้คนทั้งประเทศอยู่ได้”

จากที่บริษัทมีหนี้อยู่สี่หมื่นกว่าล้านบาท จึงค่อยๆ หาทางเพื่อพยายามล้างหนี้ที่มีอยู่ โดยขอโอกาสใช้หนี้ทั้งหมดด้วยการทำงาน ขณะเดียวกันก็มองวิธีการทำให้ตัวเองอยู่รอดอย่างยั่งยืน จึงหันกลับมามองเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายบุญชัย กล่าวว่า บริษัทเริ่มตอบแทนให้กับสังคมและลูกค้า โดยพุ่งเป้าไปยังเกษตรกร ซึ่งบุญชัยให้เหตุผลว่า เกษตรกรเป็นคนกลุ่มเดียวที่วิกฤติเจาะลงไปไม่ถึง และเป็นกลุ่มเดียวที่ทำให้เมืองไทยยังคงยืนอยู่ได้ โครงการ Happy Farmer จึงเกิดขึ้น

ในเฟสแรกของโครงการได้จัดตั้งมูลนิธิรักบ้านเกิด ด้วยการให้ทุน 999 ทุน กับเด็กในชุมชนเพื่อให้เรียนจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย โดยเงื่อนไขของทุนไม่มีอะไรตอบแทน แต่แค่ต้องการสร้างความสำนึกว่า วันหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้วควรต้องกลับมาตอบแทนให้กับบ้านเกิด

ปัจจุบัน เด็กจากโครงการสำนึกรักบ้านเกิดทั้ง 12 รุ่นได้กลับมาทำงานให้กับชุมชนบ้านเกิด และร่วมกับเฟสที่สองของโครงการ happy farmer ที่เรียกว่า happy info นำเด็กจากโครงการมาฝึกเป็นดีเจและจัดรายการเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร รวมทั้งเริ่มให้รางวัลปราชญ์การเกษตรทั้ง 46 จังหวัด และนำความรู้ออกมาพัฒนาเป็นคอนเทนท์สำหรับเกษตรกร และอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กจากโครงการรักบ้านเกิดจบการศึกษากลับมาอีก 5 รุ่น โครงการ happy info ก็จะครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด และสามารถนำเสนอความรู้เรื่องเกษตรให้ครอบคลุมมากขึ้นได้

สตาร์บัคส์รับผิดชอบสังคม

เช่นเดียวกับมุมมองธุรกิจระดับโกลบอลอย่าง สตาร์บัคส์ ที่มองว่า Triple Bottom Line สร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กร ซึ่งตลอด 28 ปีที่ผ่านนับตั้งแต่เปิดร้านแรกที่ Pike Place Market, Seattle ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการสร้างความสมดุล 3Ps คือ Planet People และ Profit เมล็ดพันธุ์แห่งความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ ได้แตกหน่อออกผลไปยังทุกประเทศที่สตาร์บัคส์เข้าไปขยายกิจการ และดำเนินธุรกิจทั้งหมด 16,000 สาขา ใน 48 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Mr.Murray Darling กรรมการผู้จัดการ Starbucks Coffee Thailand กล่าวว่า ทางบริษัทได้ริเริ่มโครงการ Shared Planet ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำธุรกิจในวิถีที่ดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และ โลก ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อย Ethical Sourcing, Environmental Stewardship และ Community Involvement เป็นการรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีความตั้งใจมากแค่ไหน แต่สตาร์บัคส์ก็ไม่มีทางทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว การร่วมมือกับ 4 พันธมิตรเอ็นจีโอทั้งหลาย ประกอบด้วย Conservation Interna- tional หรือ CI, Fair Trade, Earthwatch และ International Youth Foundation เพื่อช่วยเติมเต็มความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในทั้งสามด้านให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“กาแฟทุกแก้วของสตาร์บัคส์ที่ทุกคนได้ดื่ม ล้วนมาจากเมล็ดกาแฟที่ผลิตขึ้นด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม กำไรส่วนหนึ่งที่เราสร้างได้จะส่งกลับไปยังชุมชน”

อโชก้าหนุนสร้างผู้ประกอบการทางสังคม

ด้าน สินี จักรธรานนท์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิอโชก้า (ประเทศไทย) องค์กรภาคประชาชนระดับโลก ที่สนับสนุนและพัฒนาวิชาชีพผู้ประกอบการทางสังคม บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทางสังคมกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพลังของสังคม ที่จะเข้าไปทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และระบบสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทักษะของความเป็นผู้ประกอบการ คือการมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น และมีคุณธรรม สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมได้

“อโชก้า เชื่อว่า ผู้ประกอบการทางสังคมไม่ได้ให้ปลาแก่คนยากจน ไม่ได้สอนให้คนยากจนจับปลา แต่มุ่งมั่นที่จะให้เกิดวิธีจับปลาที่ยุติธรรม สอดคล้องกับระบบนิเวศน์และมีความยั่งยืนในสังคม”

สิ่งที่มูลนิธิอโชก้าทำคือ การค้นหาผู้ประกอบการทางสังคมที่มีอยู่ทั่วโลก แล้วหาแนวทางและกลไกสนับสนุน โดยมองว่าในปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่เห็นความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคม นอกเหนือจากการแสวงหาผลกำไร ขณะที่ผู้ประกอบการทางสังคมอยู่กับปัญหาของสังคมและใช้หัวใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้งสองกลุ่มสามารถที่จะเข้ามาร่วมมือร่วมแรงกันได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกจำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้น

ผู้ร่วมสัมมนาทั้ง 4 ยืนยันว่า แนวคิด Triple Bottom Line สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจได้จริง ไม่ใช่ในธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน ซึ่งระยะเวลาเห็นผลไม่ช้าเกินรอ ในยุคที่ผู้บริโภคเรียกร้ององค์กรธุรกิจให้ตอบแทนสู่สังคมมากขึ้น


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: