Posted by: management2008 | ตุลาคม 21, 2009

ข้อคิดในชีวิต สำหรับคนที่คิดจะเปลี่ยนงาน

คอลัมน์ hr corner

โดย ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร นักเขียน และที่ปรึกษาอิสระ

“คนนี้คุณสมบัติน่าสนใจนะ แต่ทำไมถึงเปลี่ยนงานบ่อย” “โอ้โฮ ! เฉลี่ยเปลี่ยนงานใหม่ปีละ 2 ครั้ง จะอยู่กับเรานานมั้ยเนี่ย” เป็นคำพูดที่มักจะได้ยินจากผู้บริหารที่จะรับคนเข้าทำงาน

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนทำงานก็มักจะคุยกันให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า “เปลี่ยนงานใหม่ ได้เงินเดือนมากกว่าที่เก่ากี่เท่า” “3 ปีเปลี่ยนงาน 3 ที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเลย” “เพิ่มเงินเดือนด้วยการเปลี่ยนงานใหม่ ดีกว่ามานั่งรอการปรับค่าจ้างประจำปี”

ถ้าจะมาวิเคราะห์กันว่าทำไมคนทำงานรุ่นใหม่จึงมีการเปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนทำงานรุ่นก่อน ๆ ผมคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ

– ปัจจัยภายใน คนทำงานรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากการทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งนาน ๆ มาเป็นการไม่ยึดติดกับตัวองค์กร แต่จะยึดติดกับผลตอบแทนเป็นหลักมากขึ้น ดังนั้นความจงรักภักดี ต่อองค์กรก็มีน้อยลงหรือไม่มีเลย หลายคนมีความเชื่อและค่านิยมที่ว่า การเปลี่ยนงานบ่อยสามารถเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเองได้เร็วกว่าและมากกว่าการทำงานอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งนาน ๆ การพบปะ พูดคุยของคนที่เรียนจบมาด้วยกัน เริ่มเปลี่ยนจากการคุยว่าองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่ดีอย่างไร มาเป็นการพูดคุยว่าในรุ่นเดียวกันใครมีเงินเดือนสูงกว่ากัน ใครอายุน้อยแต่ตำแหน่งหน้าที่และเงินเดือนสูง แสดงว่าเป็นคนเก่งได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงมากกว่า ความเชื่อที่เปลี่ยนไปนี้แหละที่จะช่วยเร่งให้คนทำงานรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนงานกันมากขึ้น

– ปัจจัยภายนอก หมายถึงสิ่งล่อใจที่กลไกการจ้างงานในตลาดนำมาใช้กับคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างที่สูงกว่าคนอื่น ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการบริษัทนายหน้าไปเสาะแสวงหาคนที่ทำงานเก่ง ในองค์กร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังไม่เคยคิดจะเปลี่ยนงาน แต่พอมีคนนำข้อเสนอดีไปให้ถึงที่ ก็อาจจะเกิดอาการ “ลังเล” หรือไม่ก็เกิด “กิเลส” ขึ้นมา เมื่อใช้บริการไปครั้งแรกก็เริ่มติดใจ เมื่อไปทำงานที่ไหน พออยากเปลี่ยนงานขึ้นมาก็ เริ่มวิ่งไปหาบริษัทนายหน้าเอง

ปัญหาดังกล่าวนี้คงจะแก้ไขได้ยากเพราะธุรกิจมีการแข่งขันกันมากขึ้น จะไปห้ามเขาไม่ได้หรอกว่า ห้ามจ่ายค่าจ้างสูง ๆ เพื่อดึงคนจากที่อื่น ห้ามไม่ได้หรอก ที่จะไม่ให้คนเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ในเมื่อการเปลี่ยนงานแต่ละครั้ง ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่ารอการปรับค่าจ้างประจำปี

ในเมื่อกระแสสังคมเป็นเช่นนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออนาคตของคนทำงานที่ชอบเปลี่ยนงานบ่อยหรือเปลี่ยนงานในช่วงชีวิต ที่ไม่เหมาะสม คือเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจจะนำพาชีวิตการทำงานสู่ความหายนะได้ง่าย ๆ เพราะได้แต่ผลตอบแทนที่เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น ความสามารถและประสบการณ์จริง ๆ มีน้อยกว่าผลตอบแทน

แนวทางในการป้องกันปัญหานี้ มีอยู่ทางเดียว คือ แก้ที่ตัวเราเองครับ ผมอยากจะแนะนำคนทำงานว่าการ เปลี่ยนงานไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่อยากจะฝากข้อคิดก่อนที่จะคิดเปลี่ยนงาน ดังนี้

อยากจะให้ท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจะหางานใหม่ได้เห็นสัจธรรมบางอย่าง ซึ่งคงจะ ไม่แตกต่างไปจากชีวิตคนทำงานมากนัก ผมอยากจะแนะนำให้ไปที่สระบัวหรือไปดูบัวที่อยู่ในแหล่งน้ำต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าไม่มีบัวดอกไหนที่บานตั้งแต่อยู่ใต้น้ำ เพราะถ้าดอกบัวดอกนั้นบานตั้งแต่อยู่ใต้น้ำเมื่อไร ภายในวันสองวันดอกบัวบานที่อยู่ใต้น้ำนั้นคงจะเน่า ไม่เหมือนดอกบัวที่ขึ้นมาบานเหนือน้ำจะสามารถเบ่งบานได้เป็นเวลาหลายวัน

ในขณะเดียวกันก็ลองดูก้านบัวของดอกหรือใบบัวที่มักจะงอกออกมาให้เท่ากับหรือสูงกว่าระดับน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถแผ่ดอกแผ่ใบให้อยู่ในระดับที่พอดีกับผิวน้ำได้ตลอดเวลาไม่ว่าในช่วงที่มีน้ำมากหรือช่วงที่มีน้ำน้อย ช่วงที่มีระดับน้ำสูงกว่าความยาวของก้าน บัวก็จะเร่งเพิ่มความยาวของก้านให้สูงเท่ากับระดับน้ำ ในทางกลับกันเมื่อระดับน้ำลดลงก็ไม่มีบัวก้านไหนที่ยังคงชูดอกชูใบอยู่สูงกว่าระดับน้ำ มันก็จะลดระดับลงมาอยู่ในระดับผิวน้ำได้อย่างลงตัวและเหมาะสม

คนทำงานก็เช่นเดียวกัน ขอให้รู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อนว่าตัวเองมีประสบการณ์และความสามารถระดับไหน เพียงพอ ต่อความคาดหวังของผู้ที่จะจ่ายผลตอบแทนให้เราแล้วหรือยัง ถ้าไม่แน่ใจกรุณาหยุดคิดและหยุดรอเวลาสักนิด ต้องคิดว่าถ้าวันนี้เรามีความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถเท่านี้ ยังมีคนจ้างเราด้วยเงินเดือนสูงขนาดนี้ ก็ขอให้คิดต่อไปว่า ถ้าเราสั่งสมประสบการณ์ให้มากกว่านี้หน่อยเราก็น่าจะได้เงินเดือนมากกว่านี้อีกอย่างแน่นอน

การที่เราเข้าไปทำงานในองค์กรใด องค์กรหนึ่งน้อยกว่า 1 ปี ผมคิดว่ากรุณาอย่าเพิ่งคิดเรื่องเปลี่ยนงานเลย เพราะเวลา 1 ปีคงเป็นเพียงเวลาแห่งการเรียนรู้เสียมากกว่าที่จะได้พัฒนาฝีมือในการทำงานจริง ๆ ของเรา และการเข้าไปในองค์กรใดเพียงระยะสั้น เปรียบเสมือนเราได้แค่เพียงไปเหยียบบันไดบ้านของเขาเท่านั้น โดยที่เรายังไม่รู้ว่าภายในบ้านนั้นมีอะไร ดีบ้าง มีอะไรที่เราไม่ชอบบ้าง แล้วเราก็รีบก้าวกระโดดไปหาบันไดของบ้านที่สูงกว่า ผมคิดว่าพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เราสูญเสียโอกาสแห่งการเรียนรู้ โอกาสแห่งการสั่งสมประสบการณ์ มีเพียงโอกาสแห่งการสั่งสมประวัติการทำงานเพื่อไปอ้างอิงในการเปลี่ยนงานใหม่เท่านั้น และสุดท้าย เมื่อเราหลงเข้าไปติดกับสิ่งล่อใจมากจนเกินไป

สุดท้ายเราก็ต้องหลอกตัวเองและ หลอกนายจ้างไปตลอดชีวิต เพราะเราไม่มีดีเพียงพอที่จะทำงานให้กับองค์กรคุ้มค่ากับผลตอบที่เขาจ่ายให้เรามา เนื่องจากเราไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะพัฒนาตัวเองหรือสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานจริง ๆ มีเพียงหนังสือรับรองการผ่านงาน ไม่เคยมีหนังสือรับรองฝีมือในการทำงานจากที่ใดเลย เหตุเพราะว่าเราทำงาน แต่ละที่สั้นเกินไป

สรุปใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนงาน กรุณาดูตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกว่าเรามีความพร้อมในเรื่องความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ รวมถึงสภาพจิตใจแข็งแกร่งพอแล้วหรือยังที่จะก้าวขึ้นไปสู่เวทีที่เต็มไปด้วยผู้มากด้วยประสบการณ์และวิทยายุทธ์ ถ้ายังไม่ต้องรีบก้าวกระโดด แต่ต้องรีบตักตวงประสบการณ์ในงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันให้เต็มเสียก่อน ถึงเวลานั้นเราจะเลือกที่จะทำงานอยู่ที่เดิมต่อหรือจะเลือก หาที่ใหม่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สดใสกว่า นะครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: