Posted by: management2008 | ตุลาคม 13, 2009

ดอลลาร์ยิ่งดิ่ง ทองคำยิ่งพุ่ง Side Effect ดันเงินเอเชียแข็งเร็ว

สถานการณ์ของดอลลาร์ และทองคำ กำลังตกเป็นเป้าความสนใจของนักลงทุนและผู้สนใจทั่วโลก แม้ว่าสินทรัพย์ทั้งสองประเภทจะมีพัฒนาการที่สวนทางกัน โดยดอลลาร์ อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ ๆ แต่ผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของดอลลาร์ และทองคำ กำลังแผ่ขยายไปมากกว่าที่คาดคิด

ฟิล ฟลิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย จากอะลารอน เทรดดิ้ง ตั้งข้อสังเกตว่า การอ่อนค่าเร็วของดอลลาร์สหรัฐเป็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ กำลังฟื้นตัวเร็วกว่าสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐ เผชิญแรงกดดัน

นับจากต้นปี 2552 ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงมาแล้วมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของประเทศคู่ค้ารายสำคัญ ๆ 6 ชาติ โดยเริ่มอ่อนค่าลงแรงระลอกแรกมาตั้งแต่เดือนมีนาคม และในทุกครั้งที่ดอลลาร์อ่อนค่าถึงระดับหนึ่ง ซึ่งดูเหมือน จะเป็นระดับต่ำสุด ก็จะมีข่าวใหม่ ๆ ออกมากระทบให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงไปอีก

ดังกรณีการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษได้เปิดประเด็นชาติอาหรับจัดประชุมลับ ร่วมจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และบราซิล หารือความเป็นไปได้ในการนำระบบตะกร้าเงินมาใช้แทนเงินสหรัฐในการซื้อขายน้ำมันดิบ

หนังสือพิมพ์ดิ อินดีเพนเดนต์ ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า ประเทศอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซียได้มีการเคลื่อนไหวในทางลับ ร่วมกับจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และบราซิล ในการยุติการใช้ดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักในการซื้อขายน้ำมันดิบ โดยจะมีการนำระบบตะกร้าสินทรัพย์ที่ประกอบด้วย เงินยูโร ของสหภาพยุโรป และเยน ของญี่ปุ่น รวมทั้งทองคำ บวกกับเงินสกุลร่วมของชาติอาหรับ ที่เตรียมจะนำมาใช้ในประเทศสมาชิกของสภาความร่วมมือของประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย (GCC) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งประเทศสมาชิกของ GCC ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน บาห์เรน คูเวต และกาตาร์

สื่ออังกฤษรายงานอ้างแหล่งข่าวที่เป็นนักการเงิน ทั้งจากประเทศในอาหรับ และจากฮ่องกง โดยระบุว่า การประชุมลับ ดังกล่าวเป็นการประชุมร่วม ซึ่งจัดโดยรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง จากรัสเซีย จีน และบราซิล เพื่อร่วมกันจัดทำแผนดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าในอนาคต น้ำมันดิบจะไม่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐอีกต่อไป

ในรายงานของดิ อินดีเพนเดนต์ ระบุว่า แผนนำระบบตะกร้าสินทรัพย์มาใช้ในการซื้อขายน้ำมันดิบแทนดอลลาร์ จะมีขึ้นในอีก 9 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม มูฮัมหมัด อัล-แจสเซอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางซาอุดีอาระเบีย ปฏิเสธรายงานข่าวของดิ อินดีเพนเดนต์ว่า ไม่ถูกต้อง และซาอุฯไม่เคยมีการเจรจาทำนองนั้นแต่อย่างใด

ข่าวดังกล่าวทุบดอลลาร์ให้อ่อนค่าภายในวันเดียว 0.5% เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ดอลลาร์สหรัฐได้อ่อนค่าลงมาที่ระดับ 89.02 เยนต่อดอลลาร์ ระหว่างการซื้อขายที่ตลาดค้าเงินลอนดอน หลังจากอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 88.86 เยนต่อดอลลาร์ ล่าสุดดอลลาร์ยังอ่อนค่าลงต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ มาอยู่ที่ 88.37 เยนต่อดอลลาร์ เมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ต.ค.)

ขณะที่เมื่อเทียบกับเงินยูโร ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ นับจากวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา โดยอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 1.4725 ดอลลาร์ต่อยูโร หลังจากอ่อนค่าลงไปลึกที่ 1.4749 ดอลลาร์ต่อยูโร ในช่วงแรกของการซื้อขาย หลังรายงานข่าวของดิ อินดีเพนเดนต์ แพร่สะพัดออกมา

เทรดเดอร์ค้าเงินตราในเอเชียได้ คาดการณ์ว่า แรงเทขายดอลลาร์จะยังไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันนี้ หากพิจารณาจาก แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหรัฐที่จะอยู่ในอัตราต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าที่คาดคิดกันไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงซบเซาอยู่ สวนทางกับสัญญาณจากธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียที่เตรียมขยับปรับนโยบาย เป็นเข้มงวดมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

แรงกระทบของปัญหาดอลลาร์อ่อนยังกระตุ้นให้ธนาคารกลางในเอเชียบางแห่งเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน อาทิ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่คาดว่า ได้เข้าแทรกแซงตลาดค้าเงินอย่างหนักตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และล่าสุดมีรายงานว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้เข้าซื้อดอลลาร์ที่ระดับ 1167 วอนต่อดอลลาร์ แต่ก็ยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาด 1170.50 วอนต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ในมะนิลา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้เข้าแทรกแซงตลาดที่ 46.46-46.50 เปโซต่อดอลลาร์ หลังจากที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงไปที่ระดับ 46.44 เปโซ ขณะที่ธนาคารกลางไต้หวันได้เข้าแทรกแซงดอลลาร์ไต้หวัน หลังจากค่าเงินไต้หวันได้ทะยานแข็งค่ามากสุดในรอบมากกว่า 1 ปี

เทรดเดอร์รายหนึ่งจากธนาคารต่างประเทศประเมินว่า ธนาคารกลางไต้หวันได้ทุ่มเงินประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนแทบจะทุกระดับที่ดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่าขึ้น

การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ราคาทองคำในตลาดพุ่งทะยานต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน และทำสถิติสูงสุดใหม่ ณ วันที่ 8 ตุลาคม ระหว่างการซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ ที่ 1,055.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะปรับลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ $1,055.49

ทั้งนี้ ราคาทองคำส่งมอบเดือนธันวาคม ที่ตลาดนิวยอร์ก ทำสถิติสูงสุดที่ 1,056.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การแห่เข้าลงทุนในสินค้าคอมโมดิตี้ โดยเฉพาะทองคำ เป็นผลมาจากนักลงทุนพยายามลดความเสี่ยงและมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจาก ผลกระทบของเงินเฟ้อ

จิม โรเจอร์ นักลงทุนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์ก โดยคาดการณ์ว่า ทองคำอาจพุ่งทะยานทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะยิ่งมีการพิมพ์เงินออกมามากเท่าใด ยิ่งทำให้ทองคำขยับขึ้นไปเท่านั้น ขณะที่ดาร์เรล โฮลาเดย์ ประธานแอดวานซ์ มาร์เก็ต คอนเซ็ปต์ ชี้ว่า ความวิตกกังวลกับเงินเฟ้อเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนหันมาลงทุนในคอมโมดิตี้


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: