Posted by: management2008 | กันยายน 19, 2009

ฟองสบู่หนี้กับการเติบโตแบบไม่ยั่งยืน …แง่คิดจาก Irving Fisher

คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ

โดย สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org

หลังจากที่โลกเผชิญกับวิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2009 นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างพากันออกมาประสานเสียงว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะผ่านพ้น “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว

จะว่าฟื้นก็ฟื้น แต่คำถามที่ซับซ้อนกว่านั้นคือเศรษฐกิจโลกจะกลับไปโตเท่าที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤตรอบนี้ได้หรือไม่ ?

พอล ครุกแมน (Paul Krugman) หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ในดวงใจของผู้เขียน หนึ่งในกูรูที่ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจอเมริกาได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว เขียนเตือนหลายครั้งหลังจากนั้นว่าเราไม่ควรชะล่าใจ เพราะอัตราการว่างงานยังสูงกว่าร้อยละ 9 และมีแนวโน้มว่าจะยังไม่ลดลงง่ายๆ ซึ่งถ้าอัตราการว่างงานยังไม่ลดลง ขณะที่ GDP เริ่มสูงขึ้น ก็จะเป็นภาวะแก้ยาก ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การฟื้นตัวแบบไร้งาน” หรือ jobless recovery

ภาวะที่เศรษฐกิจ “ฟื้นแล้ว” แต่อาการยังไม่น่าไว้ใจแบบนี้ พาให้ผู้เขียนนึกถึงบทความคลาสสิกชิ้นหนึ่งที่อาจารย์เคยให้อ่านสมัยเรียนปริญญาตรี นานหลายปีก่อนฟองสบู่ดอตคอมบูมและแตก โดยอาจารย์กล่าวอย่างติดตลกว่า ถึงแม้บทความชิ้นนี้จะพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ก็ใช่ว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพราะคนอเมริกันดูจะชอบเป็นหนี้เกินตัวกันเหลือเกิน

บทความคลาสสิกที่ว่านั้นคือ Debt-Deflation Theory of Great Depressions เขียนในปี 1933 โดยเออร์วิง ฟิชเชอร์ (Irving Fisher) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้ทำนายอย่างโด่งดังในปี 1929 ว่า “ราคาหุ้นได้ขึ้นไปอยู่ระดับสูงอย่างถาวรแล้ว” ก่อนที่ตลาดหุ้นจะดิ่งเหวภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้นความมั่งคั่งส่วนตัวกว่า 6 ล้านเหรียญ บริษัทวาณิชธนกิจที่เขาก่อตั้งและชื่อเสียงก็หายวับไปโดยพร้อมเพรียงกัน เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลงมือวิเคราะห์เบื้องลึกของวิกฤตครั้งนี้อย่างจริงจังจนค้นพบกลไกที่ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับ “ธรรมชาติ” ของเงินและตลาดการเงินและยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาคิดผิด

 

ในบทความชิ้นนี้ ฟิชเชอร์คัดง้างนักเศรษฐศาสตร์สำนักเสรีนิยมใหม่หรือชิคาโกที่เชื่อว่าตลาดเสรีมีประสิทธิภาพสูงสุดและจะเข้ากลับสู่ดุลยภาพได้เอง ด้วยการชี้ให้เห็นว่าตลาดในโลกจริงนั้นไร้เสถียรภาพโดยธรรมชาติ ภาวะที่เศรษฐกิจดำรงอยู่ในจุดดุลยภาพทางทฤษฎีแทบไม่เคยเกิดขึ้นจริง เขากล่าวว่า

“…ในเวลาส่วนใหญ่เราจะเห็นภาวะการผลิตมากไปหรือน้อยไป การบริโภคมากไปหรือน้อยไป การใช้จ่ายมากไปหรือน้อยไป การออมมากไปหรือน้อยไป การลงทุนมากไปหรือน้อยไป และการอะไรก็แล้วแต่มากไปหรือน้อยไป เป็นเรื่องไร้สาระที่ใครจะคิดว่าตัวแปรต่างๆ ในส่วนใดก็ตามของระบอบเศรษฐกิจจะ “อยู่นิ่งๆ” ในภาวะดุลยภาพในช่วงเวลาที่ยาวพอสมควร ไร้สาระพอๆ กับการบอกว่ามหาสมุทรแอตแลนติกจะมีห้วงเวลาที่สงบนิ่งไร้คลื่น”

ถ้าเรามองโลกปัจจุบันของเราผ่านเลนส์ของเขา เราก็จะพบว่าประเทศร่ำรวยสองแห่งที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากวิกฤตการเงินรอบนี้ นั่นคือสหรัฐอเมริกาและอังกฤษต่างก็ใช้เวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาไปกับการผลิตน้อยเกินไป บริโภคมากเกินไป ใช้จ่ายมากเกินไป และลงทุนน้อยเกินไป ประกอบกันเป็นภาวะที่เอื้อต่อการก่อหนี้มากเกินไป ทำให้เศรษฐกิจเสียสมดุลและสะสมความเปราะบางจนถึงจุดที่เมื่อเกิดความปั่นป่วนแล้วก็ไม่อาจ “แก้ไขตัวเอง” ให้หลุดรอดจากวังวนของเงินฝืดได้ (นี่คือเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องแทรกแซงด้วยการ “พิมพ์เงิน” และอัดฉีดเข้าไปในระบบ)

ฟิชเชอร์ชี้ว่า ภาวะ “เงินคล่อง” (loose money หรือ easy money) เป็นสาเหตุสำคัญของการก่อหนี้เกินตัว เพราะ “เมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนคิดว่าเขาสามารถทำกำไรได้ 100 เปอร์เซ็นต์ทุกปีด้วยการกู้เงินดอกเบี้ย 6 เปอร์เซ็นต์มาลงทุน เขาก็จะอยากกู้และอยากลงทุนและอยากเก็งกำไรด้วยหนี้” และคนก็จะแห่กันทำแบบนี้ ทำให้เกิดฟองสบู่หนี้อย่างง่ายดาย ฟิชเชอร์สรุปทฤษฎีของเขาเกี่ยวกับหนี้ เงินฝืด และความไร้เสถียรภาพในเนื้อที่เพียงหนึ่งย่อหน้า –

“กล่าวโดยสรุป เราพบว่า (1) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมีทั้งแนวโน้มที่สม่ำเสมอและความปั่นป่วนเป็นครั้งคราวที่เป็นหัวเชื้อของการแกว่งตัวเป็นวงจรในหลากหลายรูปแบบ, (2) ความปั่นป่วนเป็นครั้งคราวนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่มีนวัตกรรมใหม่, (3) ปัจจัยนี้และสาเหตุอื่นๆ บางครั้งนำไปสู่ภาวะก่อหนี้เกินตัว, (4) ซึ่งสุดท้ายคนจะต้องพยายามปลดหนี้และขายทอดตลาด, (5) นำไปสู่ภาวะที่ราคาสินค้าลดลงและค่าเงินดอลลาร์บวมขึ้น (ยกเว้นจะมีการแทรกแซงให้เงินเฟ้อ), (6) ค่าเงินอาจบวมเร็วกว่ายอดหนี้ที่ลดลง (จากการขายทอดตลาด), (7) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การขายทอดตลาดก็ไม่ได้ทำให้หนี้ลดลงจริงๆ แต่ทำให้เพิ่มขึ้น (เพราะมูลค่าหนี้ที่แท้จริงเพิ่มสูงขึ้น – นี่คือ debt deflation) และด้วยเหตุนั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็จะแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น (คนไม่อยากบริโภคแม้ในภาวะที่ราคาสินค้าลดลง เพราะยังเป็นหนี้ท่วมหัวอยู่), (8) ทางออกคือปล่อยให้ตลาดเสรีจัดการ (คนจำนวนมากล้มละลาย) หรือใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ (ทำเงินให้เฟ้อ)”

จอห์น มิลส์ (John Mills) นักเศรษฐศาสตร์รุ่นบุกเบิกที่ศึกษาวงจรของหนี้ กล่าวอย่างน่าคิดในหนังสือเรื่อง On Credit Cycles and the Origin of Commercial Panics ตีพิมพ์ปี 1867 ว่า “ภาวะตื่นกลัวเฉียบพลันไม่ได้ทำลายทุน – มันเพียงแต่เผยให้เราเห็นระดับที่ทุนถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านี้ด้วยการนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไร้ผลิตภาพอย่างสิ้นหวัง” (เขาใช้คำว่า hopelessly unproductive works)

ทฤษฎีของฟิชเชอร์ไม่เพียงแต่อธิบายรากสาเหตุและผลพวงของภาวะหนี้เกินตัวได้อย่างดีเยี่ยม แต่ยังคงใช้การได้ดีกับภาวะที่เราประสบอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญคือถึงที่สุดแล้วหนี้ก้อนโตในวิกฤตรอบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นทุนที่คนกู้ไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ เช่น ขยายกิจการ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หากเป็นการกู้ไปเก็งกำไรและบริโภคเกินตัว – สอง “กิจกรรมไร้ผลิตภาพ” อย่างแน่นอนในนิยามของมิลส์ และในเมื่อทุนถูกจัดสรรไปในกิจกรรมที่ไร้ผลิตภาพ ก็แปลว่าลูกหนี้จะประสบความยากลำบากมากในการหาเงินมาใช้หนี้ (เพราะมีความสามารถในการใช้หนี้น้อยมาก หรือไม่มีเลยตั้งแต่แรก)

ใครก็ตามที่คิดว่าปัญหาหนี้เกินตัวในวิกฤตรอบนี้ไม่รุนแรงเท่ากับสมัยภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทศวรรษ 1930 ผู้เขียนขอแนะนำให้ดูแผนภูมิเปรียบเทียบปริมาณหนี้ต่อจีดีพีในอเมริกาตั้งแต่ปี 1920 จนถึงปลายปี 2008 รวบรวมโดยนักวิเคราะห์นามเน็ด เดวิส (Ned Davis) แห่ง Ned Davis Research

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระดับหนี้ต่อจีดีพีในช่วงปี 1934-1935 พุ่งขึ้นไปถึง 2.6 เท่าของจีดีพี แต่ก็ยังน้อยกว่าหนี้ต่อจีดีพี ณ ปลายปี 2008 ซึ่งสูงถึง 3.5 เท่า เดวิสคำนวณว่าตอนนี้อเมริกาต้องใช้หนี้ถึง $6 ในการผลิตจีดีพีมูลค่า $1 สูงกว่าหนี้ที่ต้องใช้ในทศวรรษ 1990 เกือบสองเท่า

เมื่อคำนึงถึงบทความชิ้นเอกของฟิชเชอร์ที่ยังอธิบายโลกปัจจุบันได้ดี เพราะความโลภของนักลงทุนยังคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน ประกอบกับภาวะหนี้เกินตัวของอเมริกา ปลายทางอันดับหนึ่งของสินค้านานาชนิดที่ประเทศอื่นๆ มุ่งผลิตเพื่อปรนเปรอคนอเมริกันที่กู้หนี้มาบริโภค ประกอบกับภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ และระบบนิเวศเริ่มไม่สามารถรองรับการบริโภคไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ คำถามสำคัญตอนนี้จึงไม่ใช่ “เศรษฐกิจโลกฟื้นแล้วหรือยัง” เพราะมันไม่มีทางกลับไปอยู่จุดเดิมที่ไม่ยั่งยืนได้อีก เพราะคนอเมริกันต้องใช้เวลาอีกนานในการลดภาระหนี้ ระหว่างนี้ใครจะอยากบริโภคอย่างมือเติบเหมือนเก่า

ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนวิธีคิด ฟองสบู่หนี้และวิกฤตการเงินรอบใหม่อาจกำลังรออยู่เบื้องหน้าในประเทศ “เศรษฐีใหม่” ทั้งหลายที่กู้เงินได้ถูกแสนถูกในอเมริกา ฟองสบู่ทุกลูกกำเนิดในปัจจัยพื้นฐานที่น่าเชื่อถือเสมอ

ดังนั้น คำถามสำคัญที่เราน่าครุ่นคิดกันตอนนี้ คือจะทำอย่างไรให้ภาคการเงินเลิกกระพือการกู้หนี้เกินตัวไปทำกิจกรรมไร้ผลิตภาพ และให้คนส่วนใหญ่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคให้ “น้อยลง” และ “ฉลาดขึ้น” เพื่อความยั่งยืนของโลกและมนุษยชาติ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: