Posted by: management2008 | กันยายน 4, 2009

พัฒนาระบบคิด เพื่อพิชิตความสำเร็จขององค์กร

คอลัมน์ Hr on strategy

โดย บดี ตรีสุคนธ์ ศูนย์พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจ

มีคำกล่าว อาทิ “คิดเช่นไรเป็นคนเช่นนั้น” หรือ “ทุกอย่างเริ่มต้นที่ระบบคิด” แสดงให้เห็นว่า ความคิดของมนุษย์มีส่วนเชื่อมโยงไปสู่ความเชื่อและนำไปสู่การปฏิบัติของบุคคล คนที่มีความคิดว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าก็จะมีความเชื่อว่าต้องไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์

การปฏิบัติของเขาก็จะมุ่งทำภารกิจและกิจกรรมต่างๆ ด้วยการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเลือกทำกิจกรรมที่มีความสำคัญและคุ้มค่าต่อการใช้เวลา ในทางตรงข้ามบุคคลที่มีความคิดว่าเวลาในชีวิตมีอยู่อย่างเหลือเฟือก็จะมี ความเชื่อว่ากิจกรรมต่างๆ ยังไม่จำเป็นต้องรีบทำ การปฏิบัติใดๆ ก็อาจเป็นไปอย่างไม่ เหมาะสมเพราะขาดการบริหารเวลาที่ดี

ดังนั้น องค์กรควรให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรของตนสามารถคิดเป็นเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อองค์กรทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว

ในทรรศนะของข้าพเจ้าเห็นว่า ปัจจัยที่จะทำให้ระบบคิดของคนพัฒนาไปได้มากหรือน้อยสามารถพิจารณาได้ 2 มิติ คือ พิจารณาจากมิติระบบการบริหารจัดการขององค์กร และพิจารณาจากมิติตัวบุคคลแต่ละคนซึ่งจะได้นำเสนอต่อไป

กรณีเกิดจากมิติระบบการบริหารจัดการขององค์กร สามารถจำแนกตามระดับของการเปิดโอกาสให้คนในองค์กรได้คิดดังนี้

– การไม่เปิดโอกาสให้คนคิด องค์กรใดก็ตามที่ไม่เปิดโอกาสให้บุคลากรได้คิดก็จะประสบปัญหาตามมา คือ ไม่มีการปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน คนจะไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่คอยทำตามคำสั่งที่ถูกป้อนให้เท่านั้น ซึ่งถือเป็นวิธีการทำลายทรัพยากรมนุษย์ด้วยการ ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์

– การจำกัดกรอบความคิด องค์กรประเภทนี้ยังให้โอกาสคนได้คิดอยู่บ้าง แต่ต้องคิดภายใต้กรอบที่องค์กรกำหนดไว้เท่านั้น การคิดอะไรที่นอกเหนือจากกรอบที่องค์กรกำหนดไว้เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และหากกระทำองค์กรก็ยากที่จะยอมรับได้ องค์กร

ประเภทนี้ถึงแม้จะไม่ถึงกับทำลายทรัพยากรมนุษย์แบบองค์กรกรณีแรก แต่ก็ไม่ได้ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

– การเปิดโอกาสให้คิด องค์กรประเภทนี้ถือเป็นองค์กรที่เห็นความสำคัญและให้คุณค่ากับความคิดของคน คนในองค์กรจะได้รับการสนับสนุนให้คิด ความคิดบางอย่างถึงแม้จะยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในขณะนั้น แต่องค์กรเชื่อว่าความคิดเหล่านั้นสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาให้ดีและเหมาะสมยิ่งขึ้นได้

องค์กรประเภทนี้มักจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้เห็นอยู่เสมอ และให้ความสำคัญกับบุคลากรในฐานะเป็นทุนมนุษย์ (human capital) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมทุนทางปัญญา (intellectual capital) ที่ทรงคุณค่ายิ่งขององค์กร

กรณีเกิดจากมิติตัวบุคคล ซึ่งจำแนกตามลักษณะการคิดของแต่ละบุคคลได้ดังนี้

– บุคคลประเภทที่ไม่ยอมคิด อาจเป็นไปได้ว่าการที่บุคคลไม่ยอมคิดเนื่องจากเขาไม่รู้ว่าจะคิดอะไร เรียกว่า no idea ดังนั้นการไม่ยอมคิดจึงเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่คิด บุคคลที่ไม่ยอมคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่ไม่มีความคิดเสมอไป เขาอาจเป็นคนที่มีความคิดดีๆ อยู่ในตัวแต่ไม่ได้แสดงความคิดออกมา ซึ่งน่าเสียดายความคิดเหล่านั้น เพราะความคิดต่อให้ดีเพียงใดก็ตาม แต่หากไม่ยอมคิดก็ไม่แตกต่างกับรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงแต่ผู้ขับไม่ยอมเหยียบคันเร่ง รถยนต์คันดังกล่าวก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ หากองค์กรมีคนประเภทนี้ก็ควรหามาตรการต่างๆ มากระตุ้นเพื่อจูงใจให้บุคคลเหล่านั้นได้แสดงความคิดที่เขามีออกมาอย่างเต็มที่ อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์กร

– บุคคลประเภทที่คิดไม่เป็น คนบางคนพร้อมที่จะคิด พร้อมที่จะเสนอความคิดเห็นต่างๆ แต่ด้วยการที่คิดไม่เป็นทำให้ความคิดที่แสดงออกมาดูแล้วไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่คิดก็เป็นไปได้ หากเปรียบกับคนขับรถยนต์ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะขับรถยนต์แต่ทว่าขับไม่เป็น หากองค์กรมีคนประเภทนี้ก็ควรจัดให้ความรู้ หรือสอนแนะแก่บุคคล ประเภทนี้ให้สามารถที่จะคิดเป็นทำเป็น ต่อไป

บุคคลประเภทที่คิดเป็น บุคคลประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นบุคลากรที่ส่งมอบคุณค่าที่มีอยู่ในตัวของเขาแก่องค์กร องค์กรควรสนับสนุนให้บุคคลเหล่านี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นบรรยากาศการคิดให้เกิดแก่ บุคลากรอื่นๆ หากคนกลุ่มนี้อยู่ในองค์กรที่ไม่เปิดโอกาสให้คิดหรือจำกัดกรอบความคิด อาจส่งผลให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นบุคคลที่ไม่ยอมคิดดังได้กล่าวมาแล้วตามแนวทาง ส่งเสริมและพัฒนาความคิด

ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าองค์กรต้องการส่งเสริมให้คนคิดหรือไม่ หากต้องการ ส่งเสริมก็ต้องเริ่มจากการสร้างกลไกและบรรยากาศที่สนับสนุนให้คนได้มีโอกาสคิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำได้ด้วยการสร้างช่องทางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ การจัดฝึกอบรมเพื่อให้เกิดทักษะ การคิด การจัดให้มีระบบข้อเสนอแนะ (suggestion system) การมอบหมายงานหรือโครงการต่างๆ (job/project assignment) ให้รับผิดชอบทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม การพาพนักงานไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ (knowledge sharing) ระหว่างพนักงาน เป็นต้น แต่พึงตระหนักว่าการคิดควรจะเป็นไปในทิศทางที่สนับสนุนความเจริญก้าวหน้า ทั้งต่อองค์กรและต่อตัว พนักงานเอง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและจริยธรรมจึงจะถือว่าเป็นความคิดที่พัฒนา

ในทางตรงข้าม ความคิดที่มุ่งแต่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม ถึงแม้เมื่อนำความคิด ดังกล่าวไปปฏิบัติแล้วจะบรรลุวัตถุประสงค์ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการได้รับการพัฒนาทางความคิด องค์กรจะต้องสร้างวัฒนธรรมการคิด (thinking culture) โดยสนับสนุนให้คนในองค์กรมีความสามารถที่จะคิดแบบ รู้แจ้งตลอด คิดรอบด้าน คิดตั้งแต่ต้นชนปลาย ซึ่งเป็นการคิดแบบองค์รวม (holistic thinking) อันประกอบด้วยการบูรณาการวิธีคิดแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ได้แก่ การคิดเชิงระบบ การคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงสังเคราะห์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น

การคิดแบบต่างๆ ที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนให้เกิดความชำนาญได้เพราะเป็นพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์

และจากการที่ข้าพเจ้าสนใจการพัฒนาระบบคิด จึงนำไปสู่การค้นคว้าข้อมูล แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้สนใจเรื่องนี้ รวมถึงได้มีโอกาสร่วมงานกับองค์กรต่างๆ หลากหลายประเภทธุรกิจ ทั้งในฐานะที่เป็นพนักงาน ผู้บริหาร วิทยากรและที่ปรึกษา ทำให้มีความมั่นใจว่าองค์กรที่สนับสนุนให้คนคิดได้และนำไปใช้เป็น จะเป็นองค์กรที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างฉับไวและเฉียบคมมากกว่าองค์กรที่ไม่สนับสนุนให้คนคิด

และแน่นอนว่าความสามารถในการ แข่งขันขององค์กร 2 ประเภทก็จะแตกต่างกัน เพราะ smart thinker จะนำไปสู่ smart organization ถึงไม่ใช่หมอดูแต่ก็ ขอ confirm


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: