Posted by: management2008 | สิงหาคม 26, 2009

เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบเปราะบาง ภาครัฐต้องประคับประคอง

ที่มา: posttoday.com

จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 2/2552 ที่เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส

เมื่อเทียบกับไตรมาส ก่อนหน้า โดยจีดีพีที่ปรับฤดูกาลขยายตัว 2.3% จากไตรมาส 1/2552 (QoQ, S.A.) และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการหดตัวชะลอลงมาที่ 4.9% (YoY) จากที่ติดลบเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 10 ปี ที่ 7.1% ในไตรมาส 1/2552 ตัวเลขดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสัญญาณบวกที่ค่อนข้างดี

ขณะที่คาดว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2552 จะส่งผลดีต่อเนื่องมาสู่ไตรมาส 3/2552

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3/2552 ที่ปรับฤดูกาลแล้ว อาจจะขยายตัวได้ประมาณ 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ, S.A.) ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จีดีพีจะยังคงเป็นตัวเลขติดลบ แต่น่าจะเป็นอัตราลบที่น้อยลง โดยอาจหดตัวประมาณ 4.5% และอาจจะเริ่มขยายตัวเป็นบวกในช่วงไตรมาส 4/2552 ถ้าเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีในช่วงครึ่งปีหลังหดตัวชะลอลงมาที่ประมาณ 1% จากที่หดตัว 6% ในช่วงครึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตาม แม้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาส 3/2552 แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมีมุมมองที่ระมัดระวัง โดยเศรษฐกิจไทยยังอาจเผชิญความเสี่ยงในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว โดยเฉพาะประเด็นที่จะกระทบให้การเบิกจ่ายงบประมาณหรือการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องหยุดชะงักลง

ขณะเดียวกัน ในด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ยังคงมีความเปราะบาง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ทิศทางราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้น การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ที่จะมีผลต่อค่า เงินบาทและการส่งออกของไทย เป็นต้น

จากความไม่แน่นอนดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ไว้ที่หดตัว 3.5-5% โดยคาดว่า การบริโภคของภาคเอกชนจะหดตัว 1.4-1.7% การลงทุนหดตัว 7.4-9% การส่งออกในรูปมูลค่าเงินเหรียญสหรัฐหดตัว 14.5-17.5% ขณะที่การนำเข้าอาจหดตัวลง 27-23.5%

ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัวแล้ว แต่เส้นทางการฟื้นตัวยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่อุปสงค์ในภาคเอกชนโดยพื้นฐานแล้วยังคงอ่อนแรงหากปราศจากมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ

ดังนั้น ในระยะเวลาที่เหลือ ของปี ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนี้ บทบาทของรัฐบาลจึงมีความหมายอย่างยิ่งในการ ประคับประคองเศรษฐกิจให้มี การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องได้ตลอด รอดฝั่ง แม้ว่าเศรษฐกิจอาจจะต้องเผชิญความเสี่ยงในหลายด้านก็ตาม

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐในระยะต่อจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการผลักดันโครงการไทยเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นความคาดหวังของทุกฝ่ายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

อีกทั้งยังมีความหมายต่อการเรียกความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ให้ธุรกิจมีความมั่นใจที่จะกลับมาเดินหน้าแผนการลงทุน และ ผู้บริโภคมีความมั่นใจที่จะใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินต่อเนื่องไปได้ในระยะถัดๆ ไป

สิ่งสำคัญเฉพาะหน้าสำหรับรัฐบาลจึงอยู่ที่การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และผลักดันโครงการลงทุนของรัฐให้มีความคืบหน้าได้ตามแผน โดยต้องมุ่งเน้นให้โครงการดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณก่อเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ส่วนในด้านนโยบายการเงินนั้น ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำดังที่เป็นอยู่ต่อไปจนถึงในช่วงกลางปี 2553


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: