Posted by: management2008 | กรกฎาคม 23, 2009

ปาฎิหาริย์มีจริงแบบ “ตัน” โออิชิ อย่ากลัว-อย่ารอ-มองหาโอกาสใกล้ๆ ตัว

ผมเองมีความศรัทธาในความคิดของ “ตันโออิชิ” มาก เพราะมุมมองความคิดของเขาแหลมคม และแตกต่างสามารถหาจุดเปลี่ยนจากวิกฤตได้เสมอ… ผมคิดว่าถ้าเราได้อ่านบทความหรือแนวความคิดของเขาบ่อยๆ อาจจะจุดประกายให้เราประสบความสำเร็จในอนาคต

ตัน กล่าวว่า…

ก่อนมาเชียงใหม่ ผมหาข้อมูลถามผู้บริหารเซเว่นฯ คุยกับทีมงานโลตัส เซเว่นฯที่เชียงใหม่บอกว่าโตสูงสุดในแง่ยอดขายรองจากกรุงเทพฯ โลตัสก็บอกว่าโตมาก อยากให้มีสาขาที่ 3 และ 4 ถามคาร์ฟูร์ บิ๊กซี แต่ละคนก็พูดเหมือนกัน

ดีไม่ดีอยู่ที่ “ใจ”

ผมถามพนักงานโออิชิก็บอกว่ายอดขายก็ดี ร้านอาหารที่เปิดใหม่ก็ดี ดีกว่าที่พัทยาอีก แต่พอผมถึงสนามบิน โทร.หาเพื่อนคนเชียงใหม่ ถามว่าเป็นไง เขาบอกแย่ (ว่ะ) ศูนย์ประชุมจะสร้างแต่ก็ล้มอีกแล้ว โทร.ถามอีกคนก็บอกแย่ โรงแรมจะเจ๊งหมดแล้ว ถามคนเชียงใหม่ 5 คน ไม่มีใครบอกดีสักคน เศรษฐกิจไม่ดี การเมืองไม่ดี ไข้หวัด 2009 ไม่ดี ที่ทุกคนพูดจริงหมด แต่ที่หนักที่สุดคือ ใจเรา

ถามว่าเชียงใหม่ไม่ดี แต่ทำไมโรงแรมเยอะจัง เซ็นทรัลเปิด 2 สาขา บางจังหวัดยังไม่มี โลตัสมี 2 อยากมี 3 มี 4 บอกโรงแรมไม่ดี แต่เปิดเอาๆ ทุกวัน

ผมมีเพื่อนมาสองคน คนหนึ่งมาจากชลบุรี เขามาปักหลักที่เชียงใหม่เป็นตัวแทนขายชาเขียว ไม่ได้อยากขายชาเขียวแต่ บั้นปลายชีวิตอยากอยู่เชียงใหม่ อีกคนอยากทำบริษัทที่เชียงใหม่ มีแต่คนบอกว่าเชียงใหม่ดี มีแต่คนเชียงใหม่บอกว่าไม่ดีสักคน

ถ้าผมบอกเชียงใหม่ดี คนอาจบอกว่าปลอบใจ ไม่ได้ปลอบใจ (ครับ) เพราะผมเชื่อว่าดี แต่ถ้าเราเชื่อว่าไม่ดี จะไม่มีกำลังใจ ท้อแท้

ในโลกนี้ ในดีมีเสียในเสียมีดี ถ้าเรารู้เรื่องไม่ดีมากเกินไปก็บั่นทอนจิตใจ ผมเองมีสติปัญญาน้อย เรียนน้อย แต่อาศัยทำงานเยอะ เป็นคนที่มองอีกมุม หรือบ่อยครั้งพูดว่า ผมมักได้ดีตอนเศรษฐกิจไม่ดี ไม่ทุกครั้ง แต่บ่อยครั้ง เพราะผมไม่รู้ ไม่ใช่เพราะผมเป็นกูรู แต่เพราะกูไม่รู้ (หัวเราะ) จริงๆ รู้ก็ดี แต่ถ้าเอาแต่ข้อมูลไม่ดีมาใส่สมองจะทำให้ไม่ทำอะไรเลย

3-4 ปีก่อน เจอปัญหาค่าเงิน แต่จะทำโปรโมชั่น “รวยฟ้าผ่า” ในห้องประชุมเกือบทุกคนไม่เห็นด้วย ฝ่ายบัญชีบอกอย่าทำ ทำแล้วยอดขายสองเท่า เท่ากับขาดทุน แต่ผมเป็นคนเชื่อว่าโลกนี้มีปาฏิหาริย์ ธุรกิจที่ทำอยู่ในกระดาษ หรือการประเมินยอดขาย ฝ่ายบัญชีเรียกไออาร์อาร์ ผมไม่รู้จัก

ปรากฏว่า “รวยฟ้าผ่า” จบด้วยยอดขาย 3 เท่าขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี เมืองไทยติดลบ แต่โออิชิบวก 20 % จบที่ยอดขาย 6 พันล้าน

หรือแคมเปญ “ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊ง” ก็ใช้เงินเยอะ ผู้โชคดีคนเดียวไป 4 คน ออกค่าใช้จ่ายให้หมดเลย แถมเงินให้อีก 2 หมื่นบาท ในแง่การจัดโปรโมชั่นเขาบอกว่าจ่ายเว่อร์ไป แต่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น โปรโมชั่นเดียวยอดขายทั้งปีเพิ่มขึ้น 20%

คิดต่างสร้างปาฎิหาริย์ได้

ปีนี้มีแคมเปญ “ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊ง” พิเศษกว่าคือมีดาราไปด้วย 30 คน มีคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ดาราค่าตัวก็แพง และจะไปพร้อมกันยังไง มีแต่ปัญหา ผมบอกว่าไปแก้เอาข้างหน้าก็แล้วกัน แต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดขายเพิ่ม 20% กว่า ไม่ได้มาอวดยอดขาย อวดกำไรแต่ที่บอกว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมีวิกฤต จริงๆ อยู่ที่วิธีคิด

ถ้าถามผมว่าเราจะประสบความสำเร็จในธุรกิจต้องคิดแตกต่างจากคนอื่นคิด วิธีคิดสำคัญมาก

รวยฟ้าผ่า เคยแจกจริง แจกทันที แจกด้วยตัวเอง มีนิดเดียว คุณเป็นผู้โชคดี ผมจะไปแจกทันที

เปิดฝาปุ๊บ ผมทิ้งประชุมเลย เบิกเงินเป็นล้านไว้ในตู้เซฟ เขาเปิดฝาแล้วภายใน 25 นาทีเจอคุณตัน เขากรี๊ดเลย หนังสือพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง

หรือไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งก็ประสบความสำเร็จ ถามว่าสำเร็จยังไง วิธีสำคัญ สมมุติคุณเป็นผู้โชคดี ได้รางวัลที่ 1 รถเบนซ์ จากนั้นอีกห้านาที รู้ว่าต้องเสียภาษีเป็นแสนๆ ต้องหาคนขับรถ สุดท้ายขายดีกว่า

แต่ผมเปลี่ยนใหม่ เป็นผู้โชคดีได้รถเบนซ์ ภาษีต่างๆ ผมออกให้ ป้ายประกันภัยผมออกให้ มีคนขับรถให้ฟรี 8 ปี จ่ายเงินให้ด้วย พร้อมค่าซ่อม นั่นคือถูกใจ ธุรกิจมาจากแบบนี้ วิธีคิดสำคัญมากๆ คืออาจมีหลายวิธี วิสัยทัศน์ วิธีการทำธุรกิจ มองโลกให้เข้าใจ ก็ดี แต่ร้อยคนทำได้คนเดียว แต่วิธีคิดแบบง่ายๆ แบบที่ผมคิด ใครก็ทำได้

ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งพาดาราไป 30 คน ถามว่าใครไม่อยากไปบ้าง

ถามว่าเกี่ยวยังไงกับเชียงใหม่ ผมอายุ 13 มาที่นี่ครั้งแรก นอนวัด ถึงวันนี้ก่อนมา ผม โทร.หาลูกสาวถามว่า ถ้าถามถึงเชียงใหม่คิดถึงอะไร เขาก็บอกว่าคิดถึงแคบหมู แหนม คิดแต่ละอย่างยังเป็น 30 ปีก่อนอยู่เลย วันนี้โชคดีมีหมีแพนด้ามาตัวหนึ่ง ลืมตาซ้ายก็ตื่นเต้น ลืมตาขวาตื่นเต้น จริงๆ แต่เชียงใหม่มีแค่หมีแพนด้าหรือ เชียงใหม่มีสิ่งดีๆ ตั้งเยอะเรามองข้ามไปหรือเปล่า เราเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร

ผมมีเพื่อนมาจากญี่ปุ่น พาไป จ.สมุทรสาครดูหิ่งห้อย เขามาปุ๊บก็จะไปดูแต่หิ่งห้อย แต่เชียงใหม่มีอะไรตั้งแยะ และอย่าไปรอแค่หน้าหนาวเท่านั้น

ถ้าบอกเชียงใหม่ไม่มีอะไร ถามว่าทำไมมีคนมาลงทุน คนท้องถิ่นกลัว 2009 ปิดปากเต็มไปหมด อย่าไปกลัว เป็นก่อนได้เปรียบก่อน (หัวเราะ) เป็นวันนี้ พรุ่งนี้ไปเที่ยวไหนก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นก็ไม่กล้าไปไหน

ทำธุรกิจต้องมีกำไร

ในชีวิตจริง ทำธุรกิจแน่นอนต้องมีของดี แต่มีของดีอย่างเดียวอยู่ไม่ถึงวันนี้นะครับ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจผมอยู่ได้ มาร์เก็ตติ้งทั้งนั้น คนท้องถิ่นหรือชาวบ้านทำธุรกิจมักกลัว กลัวแล้วลดราคา แต่เชื่อเถอะไม่แก้ปัญหา คุณลดเหลือสิบบาท ผมก็สิบ คุณเหลือแปด ผมก็แปด สุดท้ายได้เฉพาะเงินเดือนพนักงาน ไม่มีจ่ายค่าไฟ

เรื่องนี้โชคดีที่ผมรู้ทฤษฎีนี้จึงไม่ลดราคาเมื่อหลายปีก่อนที่มีชาเขียวแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามามากมาย แข่งกันลดราคาแต่โออิชิไม่เคยลด ถึงอยู่มาได้ถึงวันนี้ เพราะผมเชื่อว่าทำธุรกิจต้องมีกำไร ถ้าไม่มีกำไรไปทำการกุศลดีกว่า อย่างเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่โรงแรมเยอะที่สุด ราคาถูกสุด เพราะมักเชื่อว่าลูกค้าไม่พอ และเชื่อว่าโรงแรมเยอะเกินไป แต่ผมกำลังจะทำอีก 79 ห้อง เพราะเชื่อว่าถ้าคุณอยากจะพักของผม ต้องจ่ายราคานี้ สิ่งที่ผมมีคุณไม่มี

ดังนั้นผมมีสิ่งที่คุณไม่มี ความแตกต่างคือ “วิธีคิดกับวิธีพูด” เพราะห้องก็คือห้อง โรงแรมก็คือโรงแรม ส่วนที่เหลือว่ากันด้วยทำเล ใครดีกว่า ราคาก็แตกต่าง

20 ปีก่อนไปญี่ปุ่น ซื้อขนมถั่วห่อแป้งกับแป้งห่อถั่ว เคยซื้อมาให้ลูกน้องดูเป็นตัวอย่าง ห่อสวยมาก แกะมาเจอกล่อง แกะกล่องเจอขนมใส่ชุดกิโมโน กว่าจะเจอบ๊วยนิดเดียว กลับไปอีกที 20 ปี สวยมาก แกะมาเหมือนเดิม บ๊วยอีกแล้ว แต่ข้างนอกเปลี่ยนไปหมดเลย สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “แพ็กเกจจิ้ง วิธีนำเสนอ วิธีคุย”

ฉะนั้นเชียงใหม่มีสิ่งที่ดีๆ เยอะ แต่อย่าไปรอ (ครับ) อย่างศูนย์ประชุมอย่าไปรอ อย่าไปคิดมาก รัฐบาลนี้มาก็ล้มประมูลแล้วประมูลใหม่ รัฐบาลใหม่มาก็ล้มใหม่ประมูลใหม่ จะล้มอีกหลายรอบ อย่าไปพึ่งสิ่งเหล่านั้น อยากให้พึ่งตัวเอง ผมไม่มีความรู้ แต่อยากจะบอกว่า สิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราขายอะไร โอท็อปก็ได้ เราขายของที่มีอยู่

ผมมั่นใจเชียงใหม่ ไม่งั้นไม่ลงทุนเยอะขนาดนี้ เราต้องจำไว้ว่าโลกจะเล็กลง เราไม่ได้แข่งกับคนเชียงใหม่ โชห่วยไม่ได้แข่งกับเซเว่นฯกับโลตัส อีกไม่นานจีนจะมายึดเชียงใหม่ ถ้าคุณแข่งกับเขาไม่ได้ ถ้าแข่งราคาเมื่อไร คุณเจอจีนแน่ เพราะเท่าไหร่ก็ขาย ผมไม่ได้มีความรู้เยอะ ทำธุรกิจก็อาศัยประสบการณ์ แมวจับหนูได้สีอะไรก็เป็นแมว หมายความว่าธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จได้หลายวิธี

วิธีของผมเป็นวิธีง่ายๆ ที่ชาวบ้านหรือธุรกิจเล็กๆ สัมผัสได้จริงๆ

บริษัทผมเป็นบริษัทกลางๆ เทคโนโลยีผมก็ซื้อทุกอย่าง แต่ที่ทำมาส่วนใหญ่มาจากเรื่องง่ายๆ เรื่องพื้นๆ เรื่องมาร์เก็ตติ้ง เรื่องวิธีการพูด ซึ่งสำคัญมากๆ

หาโอกาสจากสิ่งใกล้ตัว

ผมอยากให้คนเชียงใหม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง ถามว่าจะค้นวิธีไหนในวิกฤตแบบนี้ ก็วิธีง่ายๆ วิธีที่เราดูรอบๆ ตัวเรา สิ่งที่เรามีในตัวเรา ในโปรดักต์ของเรา ในองค์กรของเรา บางทีมีอยู่แล้วล่ะ อย่าไปคิดว่าทั้งโลกเดือดร้อนทุกคน จริงๆ มีคนประสบความสำเร็จเยอะแยะ

ผมคงแนะนำท่านไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าทำธุรกิจอะไรกันอยู่ แต่อยู่ที่ความเชื่อ (ครับ) ถ้าเชื่อว่าทำได้ ท่านก็จะทำได้ ถ้าเชื่อว่าทำไม่ได้ก็จะทำไม่ได้

ดังนั้นวันนี้ ทุกคน ทุกองค์กร ต้องช่วยตัวเอง อย่ารอ ผมเพิ่งพาพนักงานไปญี่ปุ่นมา กลับมาเมืองไทย แล้วก็ถามว่าจะไปที่ไหนกันอีก ในออฟฟิศก็ลงความเห็นกันว่าจะไปฮ่องกง แต่ผมบอกว่ายังพูดไม่จบ ไปได้เฉพาะภายในประเทศ เขาก็เลือกกัน จงภูมิใจครับ เพราะเขาเลือกที่จะไปเชียงใหม่

พนักงานของผม 200 คนอยากมาเชียงใหม่ครับ ฉะนั้นในช่วงตุลาคม ผมจะพาพนักงานของผมมาเที่ยวเชียงใหม่

ในวิกฤตก็มีคนคิดโน่นคิดนี่ อย่าเพิ่งยอมแพ้ อย่าเพิ่งสิ้นหวังจงมองดูรอบตัวเองว่ามีอะไรบ้างที่สามารถทำได้ วิกฤตคือโอกาสใครก็พูดได้ แต่ถามว่าทำได้มั้ย ยากนะครับ แต่ลองไปค้นหาให้ดี เชียงใหม่มีดีเยอะแยะ จะพูดยังไงให้แคบหมูน่ากินกว่านี้ พูดเรื่องใหม่ๆ อย่าไปรอเฉพาะหน้าหนาว

กล้า “เปลี่ยน” -ไม่ยึดติด

อีกอย่างคือความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งสำคัญมากๆ อย่าไปยึดติด ความสำเร็จเป็นของเมื่อวาน วันนี้ไม่รู้ พรุ่งนี้ยิ่งไม่รู้ใหญ่ ธุรกิจที่ผมทำมาทั้งหมดในชีวิต เปลี่ยนแปลงเกือบทุกอย่าง บางธุรกิจอาจจะอยู่ แต่มุมมองหรือวิธีการเปลี่ยนไป

อย่างวันนี้ถ้าคุณขายฟิล์มอยู่ก็คงเจ๊งแล้ว หรือขายโทรทัศน์จอโค้งอยู่ก็เจ๊ง หรือโออิชิบุฟเฟต์ วันนี้ก็ยังขายดี เป็นอันดับ 2 รองจากชาบูชิ หรือว่าชาเขียวขายดีที่สุด ตอนแรกคือ สูตรฝาเขียวต้นตำรับ ถ้าผมยึดติดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ก็คงไม่มีสูตร ข้าวญี่ปุ่นออกมา ซึ่งต่อมาสูตรข้าวญี่ปุ่นก็ขึ้นมาเป็นที่ 1 ต่อมาก็มีตัวที่สามออกมาชนะสูตรที่ 1 และ 2 ดังนั้นเราจะอยู่กับที่ไม่ได้

ถ้าธุรกิจไม่ทำเงินแล้วก็เลิกไปเลยทุกอย่าง อย่ายึดติด อย่างผมขายหุ้นโออิชิให้คุณเจริญ (สิริวัฒนภักดี) ไปกว่า 90% ผมเหลือ 3.4 % นี่คือผมไม่ยึดติดกับบริษัทด้วยซ้ำไป แต่ผมก็ยังบริหารเหมือนเดิม 100% คุณเจริญซื้อผมไปหลายพันล้าน แต่ไม่เคยมาบริษัท มาโรงงาน เชื่อมั้ยครับ 6 พันล้าน คุณเจริญเจอผมแค่ 4 ครั้ง

คุณจะไปยึดติดว่า เป็นเจ้าของกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิดประโยชน์ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง เราต้องแข่งกับคนอื่น แข่งกับโลก แข่งกับตัวเอง เราอยู่คนเดียวไม่ได้ในโลกธุรกิจ ผมเปลี่ยนแปลงมาหมดแล้ว ยกเว้นภรรยา (หัวเราะ)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: