Posted by: management2008 | มิถุนายน 15, 2009

โครงการรับจำนำหรือโครงการประกันราคาข้าว

นี่คือ อีกหนึ่งแนวทางที่ดีมากของรัฐบาล… แต่ไม่แน่ใจว่าจะกล้าทำหรือไม่ เพราะจะขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมาก ผมคืออีกคนที่ขอเชียร์โครงการนี้ ลองอ่านบทความของ อ. วีรพงษ์ ที่อยู่ฝั่งคนทักษิณยังแอบเอาใจช่วยเลยครับ

คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

เรื่องที่เป็นข่าวฮือฮา เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนบ้านเราก็เห็นจะมีอยู่สองเรื่องคือ เรื่องรถเมล์ 4,000 คัน กับเรื่องการรับจำนำข้าวและพืชผลเกษตรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา ทั้งหมดเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยทั้งสิ้น

เรื่องการประกันราคาข้าวมีมาช้านานตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อ 30 ปีก่อนโดยใช้เงินพรีเมี่ยมข้าวหรือภาษีขาออกจากการส่งข้าวออกให้องค์กรการตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ซึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรฯเป็นผู้ส่งออกไปรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ทำอยู่หลายปี เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯก็ติดใจ วิธีการก็คือ มีการกำหนดราคาเป้าหมายให้สูงกว่าราคาตลาด และ อ.ต.ก.ก็ประกาศเชิญโรงสีต่างๆ เข้าร่วมโครงการ แล้วให้ชาวนามาเป็นสมาชิกโรงสี เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวราวๆ เดือนพฤศจิกายน อ.ต.ก.ก็หิ้วเงินของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรราวๆ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก แล้วไปให้โรงสีที่เป็นสมาชิกไป “รับซื้อข้าวเปลือก” จากเกษตรกร โดย อ.ต.ก.คิดค่าเช่าโกดัง ค่าข้าวเสื่อมคุณภาพ ค่าขนส่ง และอื่นๆ ให้อีก

ดังนั้น ราคาที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มให้เกษตรกรจึงต่ำกว่าเงินที่รัฐบาล หรือ อ.ต.ก.ต้องจ่ายให้โรงสี เช่น รัฐบาลจะให้เกษตรกรได้ราคาเพิ่มขึ้นในทางทฤษฎี เกวียนละ 300 บาท รัฐบาลอาจจะต้องจ่ายเกวียนละ 500 บาท ขณะนั้นข้าวราคาประมาณเกวียนละ 2,500-3,000 บาท

แต่ความเป็นจริงโรงสีที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกก็เอาข้าวของตัวเองที่ต้องซื้อตามราคาตลาดไว้ มาหมุนเวียนสีขายเองแต่บอกว่าเป็นข้าวของรัฐบาล แล้วก็เอาชาวนาที่เป็นลูกค้าของตนมาลงลายมือชื่อว่าได้ขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีแล้วในราคาประกัน แล้วก็รับเงินค่าลงลายมือชื่อไปเกวียนละ 15 บาท เมื่อถูกคัดค้านมากในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ราคาข้าวก็ไม่ขึ้น ชาวนาก็ขายได้แค่ราคาตลาดนั้น ทำอย่างไรก็ไม่ขึ้น ผู้ได้ประโยชน์ก็คือโรงสี ได้ทั้งราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ได้ทั้งไม่ต้องสต๊อกข้าวของตัวเอง ประหยัดดอกเบี้ย ใช้สต๊อกข้าวรัฐบาลหมุนเวียน ได้ทั้งค่าเก็บรักษาข้าวเป็นรายเดือน ได้ทั้งค่าเสื่อมราคาข้าว เสื่อมน้ำหนัก ได้ทั้งค่าสีข้าว ได้ทั้งค่าขนส่ง ได้ทั้งรำข้าวและแกลบข้าวฟรีซึ่งเอาไปขายได้อีก ตกลง อ.ต.ก. โดยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรซึ่งได้มาจากพรีเมี่ยมการส่งข้าวออกก็ขาดทุนทุกปี แล้วราคาก็ไม่ขึ้นหากแต่เป็นไปตามราคาตลาดโลก

ต่อมารัฐบาลคิดใหม่ โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกให้ส่งออกในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพราะเชื่อว่าราคาตลาดโลกต่ำกว่าควรจะเป็น เพราะพ่อค้าผู้ส่งออกไปแย่งตัดราคากันเองในตลาดต่างประเทศ ถ้าพ่อค้าผู้ส่งออกไทยจับมือกันไม่เสนอราคาที่ต่ำกว่ากำหนดแล้วเราก็จะได้ราคาส่งออกที่ดี

เมื่อตั้งราคาส่งออกขั้นต่ำแล้ว เช่น ห้ามเสนอราคาส่งออกที่ต่ำกว่า 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทอนลงมาเป็นเงินบาท ทอนลงไปเป็นราคาข้าวสารและข้าวเปลือก แล้วกำหนดให้โรงสีทุกแห่งรับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาที่ทางกระทรวงพาณิชย์ประกาศ ถ้าโรงสีใดรับซื้อต่ำกว่าราคาที่ประกาศจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา รัฐบาลได้กำหนดตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2484 ซึ่งออกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมามีข่าวว่าชาวนามาร้องเรียนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่าได้นำข้าวไปขายให้โรงสีที่นครสวรรค์แล้ว โรงสีไม่รับซื้อในราคาที่รัฐบาลประกาศ คือเกวียนละ 3,000 บาท แต่จะรับซื้อในราคาตลาดเกวียนละ 2,500 บาท ชาวนาต่อว่าเถ้าแก่โรงสีว่าก็ไหนวิทยุประกาศว่าโรงสีต้องรับซื้อเกวียนละ 3,000 บาท เถ้าแก่โรงสีตอบว่า “ก็ไปขายให้กับวิทยุซิ”

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มาตรการใดที่ขัดกับกฎของตลาดย่อมเกิดการสูญเปล่าและไม่ได้ผล ชาวไร่ชาวนาไม่ได้อะไร ผู้ได้ประโยชน์ก็คือ บุคคลที่เป็นพรรคพวกของเจ้าของนโยบาย

ต่อมาในปลายปี 2525 ก็มีการยกเลิกพรีเมี่ยมการส่งออกข้าวและภาษีขาออกข้าว ทำให้ไม่มีเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เมื่อ อ.ต.ก.ไม่มีเงินมาไว้ชดเชยการขาดทุนก็จำเป็นต้องเลิกโครงการรับประกันราคาข้าวไปในที่สุด

แต่ทางการก็ไม่ยอมแพ้ ในปี 2529 ได้มีการเสนอโครงการรับจำนำข้าว โดยให้เหตุผลว่าถ้าไม่มีโครงการอะไรมารองรับ ราคาข้าวในต้นฤดูก็จะมีราคาถูกลง เพราะชาวนาไม่มียุ้งฉางต้องรีบขายข้าว ทำให้พ่อค้าคนกลางสามารถกดราคาข้าวลงได้

แต่แทนที่จะรับจำนำข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดทางการกลับตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด ทีแรกก็สูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย ต่อมาก็สูงกว่าราคาตลาดมากมาย โดยใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยให้องค์การคลังสินค้าหรือ อ.ค.ส. เป็นผู้ดำเนินการ เมื่อเกิดการขาดทุนรัฐบาลก็ตั้งงบประมาณชดเชยให้กับ ธ.ก.ส.

ผลก็เหมือนเดิม กล่าวคือ การดำเนินการก็เหมือนกับการประกันราคาข้าวเปลือกทุกประเภท เพียงแต่คราวนี้เป็นข้าวสาร ซึ่งยิ่งแย่ใหญ่เพราะถ้าเก็บไว้นานข้าวจะเสื่อมคุณภาพ รัฐบาลอนุญาตให้โรงสีเอาไปหมุนเวียนได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ชาวนาที่มาลงชื่อจำนำข้าวกับ ธ.ก.ส.ก็ได้เพียงแต่ค่าลงชื่อจากโรงสีเท่านั้น

เมื่อ อ.ค.ส.สั่งให้ส่งมอบข้าว โรงสีก็ค่อยออกไปซื้อข้าวในราคาตลาดมาส่งมอบให้รัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศประมูลขายข้าวของรัฐบาล ซึ่งก็จะได้ราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด เพราะพอรัฐบาลประกาศจะประมูลขายข้าว ราคาตลาดก็จะเคลื่อนไหวลดลงทันที ผู้นำเข้าในต่างประเทศก็จะรอการประมูล เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลต้องประมูลขายในราคาที่ต่ำลง

ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ต้องบังคับให้โรงสีเก็บสต๊อกข้าวไว้ ข้างก็ยิ่งเสียและเสื่อมคุณภาพ กลายเป็นข้าวคุณภาพต่ำ เกิดความสูญเสียไปเปล่าๆ โดยไม่มีใครได้อะไร

ระบบการค้าข้าวก็จะเสียหายหมด พ่อค้าส่งออกที่ไม่ใช่พรรคพวกกับทางการก็จะไม่กล้าไปเสนอขายข้าว เพราะถ้าเสนอขายตนก็ไม่ทราบว่าตนจะซื้อข้าวได้ในราคาเท่าใด แต่ถ้าสนิทกับทางการรู้ว่าทางการจะประมูลขายข้าวเมื่อใดราคาในประเทศตกลงเท่าไหร่ตนก็กล้าที่เสนอตัดราคาขายในต่างประเทศได้

บัดนี้ หลังจากสงครามเวียดนามและสงครามเย็นยุติลง เพื่อนบ้านของเราคือ เวียดนามก็กลายเป็นผู้ส่งข้าวออกรายใหญ่ของโลก อินเดียเมื่อก่อนเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าว บัดนี้ก็เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ยิ่งเราสต๊อกข้าวไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เขาขายข้าวได้ก่อนเราเท่านั้น ขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาลไทยรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด โรงสีที่ร่วมโครงการแทนที่จะซื้อข้าวจากตลาดในประเทศก็ไปซื้อข้าวจากชาวนาในประเทศเพื่อนบ้านมาสีส่งมอบให้รัฐบาล ยิ่งทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศราคาตกต่ำลงไปอีก

โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรขยายไปรับจำนำข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา ทุกโครงการมีปัญหาเหมือนกันหมด โดยมีการไปซื้อข้าวโพด มันสำปะหลัง มาส่งมอบให้รัฐบาล ต่อไปนานๆ ชาวไร่ชาวนาต้องลดการขยายตัวลง โรงสี โรงมันสำปะหลัง คงต้องไปซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านหลบหนีมาส่งมอบในประเทศไทย เท่ากับเอาเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายให้กับโรงสี โรงมันสำปะหลัง

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค กระทรวงที่เป็นหลักคือกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้อยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล แต่กระทรวงการคลังซึ่งเป็นต้นสังกัดของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตรอยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาการเมือง ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์จะคิดไม่ออก

เรื่องสินค้าเกษตรถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร ผู้ที่เคยได้ประโยชน์ เช่น โรงสี หัวคะแนนผู้สนับสนุนนักการเมืองก็จะจัดชาวไร่ชาวนามาเดินขบวน ไม่ว่าราคาข้าวเปลือกจะเป็นเท่าไหร่ก็จะมีการจัดให้มีการเดินขบวน รัฐบาลก็หลิ่วตากับผู้เดินขบวนแล้วก็ดำเนินการรับประกันราคาหรือรับจำนำต่อไป

วิธีที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูงกว่าราคาในตลาดโลกก็มีอยู่เพียง 3 วิธี คือ

1.ชดเชยการส่งออก โดยประกาศล่วงหน้าว่าจะชดเชยการส่งออกตันละเท่าใด ผู้ส่งออกก็จะทราบล่วงหน้าว่าถ้าราคาตลาดโลกเกินเท่าเท่านั้นเท่านี้คนจะได้รับการชดเชยเท่านั้นเท่านี้ ก็จะรับซื้อสินค้านั้นราคาในประเทศก็จะสูงขึ้น แต่วิธีนี้คงทำในเมืองไทยไม่ได้ เพราะจะถูกโจมตีว่าไปช่วยพ่อค้าผู้ส่งออก จะไปมัวอธิบายกลไกตลาดก็คงไม่มีใครฟังหรือฟังก็ไม่เชื่อ อีกทั้งเราอยู่ในกลุ่มต่อต้านการชดเชยการส่งออกสินค้าเกษตร ในฐานะสมาชิกองค์การการค้าโลก

2.รับซื้อหมดโดยสหกรณ์ในราคาสูงแล้วขายออกมาให้ประชาชนผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสมซึ่งเป็นวิธีการที่ญี่ปุ่นใช้ รวมทั้งห้ามการนำเข้าหรือถ้าจะให้มีการนำเข้าเพราะถูกกดดัน ก็นำเข้าเล็กน้อยจากสหรัฐและออสเตรเลีย ไม่นำเข้าจากที่อื่นเพราะญี่ปุ่นบริโภคข้าวเมล็ดสั้น

3.อเมริกาใช้วิธีรับจำนำข้าว โดยมีบรรษัทสินเชื่อเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ หรือที่เรียกว่า Commodity Credit Corporation หรือ CCC วิธีการคือให้เกษตรขายในราคาตลาดทั้งในและต่างประเทศ แล้วรัฐบาลชดเชยส่วนต่างให้ แต่จำกัดเนื้อที่เพาะปลูกสำหรับสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเกษตรกรจะได้รับการชดเชยโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าคนกลางก็ไปซื้อขายกับชาวไร่ชาวนาในราคาตลาด

อ่านจากหนังสือพิมพ์ได้ยินว่ารัฐบาลทบทวนยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ แต่จะใช้วิธีรับประกันราคา แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะใช้วิธีรับประกันอย่างไร ก็ดีใจ เพราะวิธีการเดิมนั้นแย่สุดๆ แล้ว

ถ้าใช้วิธีรับประกันราคา โดยรัฐบาลจะหิ้วเงินออกไปซื้อข้าวเปลือก โดยผ่านโรงสีก็คงจะเหมือนเก่าหรือแย่กว่าเก่า แล้วก็คงไม่มีเงินมากเพียงพอที่จะทำอย่างนั้น นอกจากยืมจาก ธ.ก.ส. ตามเดิม

ก็ยังไม่ทราบว่าวิธีประกันราคาพืชผลที่รัฐบาลประกาศจะทำอย่างไร หวังว่าคงไม่ใช้วิธีเดิม เพื่อให้เงินที่รัฐบาลต้องใช้ไปถึงมือชาวไร่ชาวนาโดยตรง ถ้ามีความจำเป็นทางการเมืองที่จะต้องทำก็ทำแต่พอสมควร อย่าทำมาก

ถ้าทำได้ก็ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลนี้เป็นอย่างยิ่ง และน่าจะได้เสียงจากชาวไร่ชาวนาเป็นอันมาก

ขอเอาใจช่วย


Responses

  1. เจ้าหน้าที่หน่วย อคส. ตามจังหวัดโกงกินกันมากๆ ได้เงินค่าเบี้ยเลี้ยง 5 หมื่น แล้วได้ค่าลูกกระสอบละ 1 บาทเข้าโกดัง ได้ค่าน้ำมันจากพวกโรงสีและลานมัน คนใน อคส. รู้ดีอยากออกหน่วยกันทั้งนั้นเพราะรวยมาก เป็นรัฐวิสาหกิจที่รวยจริงๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: