Posted by: management2008 | พฤษภาคม 7, 2009

งบประมาณแผ่นดิน : ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดิน เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ งบประมาณรายจ่ายสามารถจำแนกออกเป็นหลายรูปแบบ(ขึ้นกับวัตถุประสงค์) เช่น การจำแนกรายจ่าย ตามหน่วยงาน(กระทรวง/ทบวง/กรม) ตามแผนงาน/โครงการ ตามลักษณะเศรษฐกิจ(งบลงทุนและงบประจำ) ตามลักษณะงาน หรือสามารถจำแนกออกเป็น “ภารกิจ” ตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล ซึ่งรายจ่ายแต่ละประเภทของรัฐบาลนั้น จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน

ในการพิจารณาว่า การจัดสรรงบประมาณไปสู่ภารกิจต่างๆ จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น เราสามารถแยกพิจารณาได้ในสองระดับ คือ ระดับมหภาค และระดับจุลภาค โดยในระดับมหภาคมักจะเน้นไปที่บทบาทในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งบทบาทในส่วนนี้จำเป็นจะต้องพิจารณาทั้งด้านรายจ่ายและรายได้พร้อมทั้งหนี้สาธารณะร่วมกัน เนื่องจากขนาดของตัวแปรทั้งสามนี้ รวมถึงวิธีการชดเชยงบประมาณขาดดุล จะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ปริมาณเงิน อัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ภาระหนี้ ฯลฯ การวิเคราะห์ในระดับมหภาค จึงเน้นไปที่การวิเคราะห์งบประมาณโดยรวม (ขาดดุล/เกินดุล/สมดุล) โดยไม่จำเป็นต้องแยกแยะลงไปในรายละเอียดของการใช้จ่ายว่าไปสู่ภารกิจใดบ้าง และวิเคราะห์ผลกระทบด้านมหภาคของรายจ่ายรัฐบาลให้รอบด้าน (สมชัยและรังสิมันตุ์ ; 2545)

จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ผลของงบประมาณในระดับมหภาค(ขาดดุล/เกินดุล/สมดุล) เมื่อรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น มีผลกระตุ้นการขยายตัวของรายจ่ายภาคเอกชน ทำให้อุปสงค์รวมของประเทศเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นผลให้เกิดการผลิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น กดดันให้ราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้น(ภาวะเงินเฟ้อ) การขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและระดับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้ามากขึ้น(เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหรือเพื่อบริโภค) ดุลบัญชีเดินสะพัดจะแย่ลง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ขยายตัวจะมีผลกระทบที่ย้อนกลับมาเป็นรายได้ภาครัฐที่มากขึ้น

ในกรณีที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินกว่ารายได้(งบประมาณขาดดุล) รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีการชดเชยการขาดดุลวิธีการชดเชยงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินและ/หรือ อัตราดอกเบี้ย เช่น การชดเชยงบขาดดุลด้วยการกู้เงินจากต่างประเทศ หรือจากธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งผลต่อปริมาณเงิน หรือแม้แต่การกู้เงินจากประชาชนเพื่อชดเชยการขาดดุลก็จะส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การที่รัฐมีแนวโน้มจะใช้นโยบายการคลังขาดดุลมากขึ้น มิได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยเท่านั้น ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศ เพราะการคลังที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นมีผลให้หนี้สาธารณะด้วย ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวก็จะสะท้อนกลับมาที่อัตราดอกเบี้ยทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น (และอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่ลดลง) อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนภาคเอกชนลดลง

ในส่วนที่กล่าวไปข้างต้น เป็นผลกระทบของการใช้งบประมาณในระยะสั้น ส่วนผลในระยะยาว เมื่อรัฐบาลเพิ่มการใช้จ่าย จะส่งผลให้เกิดลูกโซ่ของการใช้จ่ายขึ้น (หมายรวมถึงการผลิตและการจ้างงานต่อเนื่อง) ซึ่งผลรวมของลูกโซ่ทางการใช้จ่าย หรือในทางวิชาการเรียกว่า “ตัวคูณทวีรายจ่ายภาครัฐ” (government multiplier) จะขึ้นอยู่กับว่า ระบบเศรษฐกิจนั้น ๆ จะมีการรั่วไหลมากหรือไม่ ตัวอย่างของการรั่วไหล เช่น การนำเข้าสินค้า เพื่อใช้เป็น วัตถุดิบหรือเพื่อบริโภค เป็นต้น โดยทั่วไป ตัวคูณทวีรายจ่ายภาครัฐ จะมีค่ามากกว่า 1 ซึ่งหมายถึง เมื่อรัฐบาลใช้จ่าย 1 บาท จะส่งผลให้เกิดการผลิต และจ้างงานต่อเนื่องรวมทั้งสิ้นเกินกว่า 1 บาท นอกจากนั้น รัฐบาลสามารถวางรากฐานเพื่อก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยส่งเสริมให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการบางประเภท ที่มีผลในการสร้างทุนมนุษย์ และทุนทางกายภาพ (human and physical capital) และมีผลตอบแทนทางสังคมสูงกว่าผลตอบแทนเอกชน

ตัวอย่างของสินค้า ประเภทดังกล่าว เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐานบริการการศึกษาและสินค้าส่งออกบางประเภทที่มีการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และผู้ผลิตสามารถถ่ายทอดให้ผู้ผลิตรายอื่น เป็นต้น ถ้ารัฐบาลปล่อยให้กลไกตลาดเป็นกลไกในการกำหนดปริมาณการผลิตในตลาด ปริมาณผลผลิตทั้งหมดในตลาดจะน้อยกว่าควรจะเป็น เนื่องจาก ผลตอบแทนเอกชนน้อยกว่าผลตอบแทนทางสังคม ดังนั้น อัตราการเจริญเติบโตของประเทศจะน้อยกว่าอัตราที่สามารถเป็นได้ รัฐสามารถเข้าไปมีบทบาทได้โดยผ่านนโยบายการคลัง ด้วยการแทรกแซงตลาดเพื่อทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากบทความเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน ที่ผ่านมาทั้ง 3 ตอน คงทำให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นความสำคัญของระบบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้น ผู้เขียนหวังว่า งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของประเทศ จะได้รับการพิจารณาจัดสรรให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติมากที่สุด และเราทุกคนในฐานะ “เจ้าของเงิน” จะต้องคอยสอดส่องดูแลเพื่อให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพมากที่สุด

รังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว 26/04/2005 ; หนังสือพิมพ์ข่าวเศรษฐกิจ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: