Posted by: management2008 | พฤษภาคม 4, 2009

ลดต้นทุนอย่างมีชั้นเชิง สร้างแต้มต่อธุรกิจ…โตอย่างยั่งยืน

องค์กรที่ประสบความสำเร็จเขาบริหารจัดการกันอย่างไร เป็นคำถามที่ซีอีโอทั้งในองค์กรเล็กองค์กรใหญ่อยากรู้

ในช่วงที่ภาวะวิกฤตถดถอย เอคเซนเชอร์บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ การบริหารเทคโนโลยี และการบริการเอาต์ซอร์ซชั้นนำของโลก ได้หยิบเอางานผลการวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิภาพขององค์กรหลังช่วงเศรษฐกิจซบเซาระหว่าง ปี พ.ศ.2533-2534 มาชี้ให้เห็นว่า เพราะ เหตุใด “องค์กรที่ประสบความสำเร็จ” ถึงนำหน้า “องค์กรที่ล้มเหลว” อย่างทิ้งห่าง

“พอล เพรนเดอร์แกสท์” ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและการบริหารผลการปฏิบัติงาน บริษัทเอคเซนเชอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ “นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี” กรรมการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย ได้สรุปข้อมูลวิจัยว่า ปัจจัยที่ผลักดันความสำเร็จให้กับองค์กรต่างๆ หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาได้สิ้นสุดลง หลักๆ มาจากการที่องค์กร เปี่ยมประสิทธิภาพมีการบริหารและดำเนินงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและมีการจัดการด้านการเงินที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นตลอดเวลา

ที่มากกว่านั้น องค์กรที่เปี่ยมประสิทธิภาพยังมีการวางกลยุทธ์เพื่อคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤต แม้ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาก็ยังมุ่งเน้นที่จะสร้างความแข็งแกร่งและการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้กับองค์กรของตนเองอย่างต่อเนื่อง

จุดเน้นในเชิงยุทธศาสตร์ องค์กรที่มีแต้มต่อในการแข่งขันและพร้อมจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม จะดำเนินงานหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน ทั้งด้านการเติบโต การขยายขนาดธุรกิจ มาตรการด้านการเงิน การดำเนินงาน โดยจะมีการเจาะตลาด สร้างจุดเด่นให้กับสินค้า ขยายสาขาเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย

นอกจากนั้นยังมีการมองเรื่องการควบรวมกิจการ ขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ

 

ในแง่การเงิน องค์กรเหล่านี้จะเลือกการซื้อหุ้นคืน มีการปรับโครงสร้าง บริหารต้นทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พอลบอกว่า ในการที่จะบริหารผลการปฏิบัติงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีคุณภาพ และรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินงานมี ประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นในการวางแผนงาน องค์กรที่ประสบความสำเร็จจึงเลือกที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มโดยอิงมุมมองจากภายนอก โดยมีการวิเคราะห์สภาพตลาดโดยรวม มีการกำหนดผลเชิงกลยุทธ์และวิธีการวัดผลอย่างชัดเจน ที่สำคัญวิธีการวัดประสิทธิผลในการทำงานต้องมีมาตรฐานสอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร

ส่วนการบริหารผลการปฏิบัติงานจะเน้นรูปแบบบูรณาการที่มีความแม่นยำสูง มีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพการณ์ นั่นหมายความว่า ผู้บริหารและคนในองค์กร จะต้องเข้าใจปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร

และนี่คือที่มาที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายตามที่ควรและมุ่งผลเชิงกลยุทธ์มากกว่าการใช้มาตรการตัดลดต้นทุนอย่าง ฉับพลัน

“นนทวัฒน์” บอกว่า ธุรกิจที่ยืนหยัดอยู่ได้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จำเป็นต้องมีโครงการองค์กรที่แข็งแกร่ง เน้นกลยุทธ์หลักทางธุรกิจ พร้อมทั้งมีการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ธุรกิจในปัจจุบัน มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่มีต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ภายนอกองค์กร เช่น การปรับลดระดับสินค้าคงคลังเพื่อเพิ่มเงินสดและควบคุมความเสี่ยงการเกิดสินค้าขาดสต๊อกและการสูญเสียลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณา ส่งเสริมให้มีการเจรจากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อลดต้นทุนและควบคุมความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบต่อผู้ค้าหรือ ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์

องค์กรที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีการจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงาน ซึ่งตรงนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยังทำให้การจัดการปัญหาด้านต้นทุนในปัจจุบันสามารถดำเนินงานได้ทันที

ที่มากกว่านั้นยังช่วยลดรูปแบบธุรกิจที่มีความซับซ้อน เพื่อสนับสนุนให้องค์กรเติบโตในระยะยาวไปพร้อมๆ กันด้วย

แนวทางการประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กรที่เปี่ยมประสิทธิภาพ จะโฟกัสไปที่ค่าใช้จ่ายทางด้านการขายและการบริหารงานทั่วไปก่อนเป็นอันดับแรกๆ จากนั้นจะไปดูต้นทุนทางด้านการเงิน บัญชี ค่าใช้จ่ายด้านการจัดซื้อทางอ้อม ต้นทุนด้านการขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อ ต้นทุนด้านระบบสารสนเทศ การบริหารสินค้าคงคลัง ในส่วนต้นทุนด้านบุคลากรองค์กรเหล่านี้จะพิจารณาเป็นอันดับท้ายๆ

โดยแนวทางในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม องค์กรเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากบทเรียนด้านการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยมองหากิจการที่เกี่ยวเนื่องแล้วควบรวม หรือการเอาต์ซอร์ซงานบางอย่างให้กับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ มีการตรวจสอบความต้องการของธุรกิจหลักตามลำดับความสำคัญ เพื่อใช้ในการกำหนดประเภทต้นทุนที่ทำให้เกิดผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดเป้าหมาย ในการลดต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงอย่างเป็นระบบและตรงตามลำดับความสำคัญ

สรุปแล้วแนวทางการลดต้นทุนเชิงกลยุทธ์ ถือเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้องค์กรมีความแข็งแกร่งได้ดีกว่ามาตรการตัดลดต้นทุนอย่างฉับพลัน

พอลบอกว่า ธุรกิจในอุตสาหกรรมการส่งออกและการผลิต จริงๆ แล้วมีความใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสามารถใช้แนวทางการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สำคัญก็คือ ต้องจัดลำดับความสำคัญและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าให้ได้ (product prioritization) ซึ่งต้องทำควบคู่กับการดูทิศทางการเติบโตและแนวโน้มความต้องการของตลาดในประเทศที่เป็นเป้าหมายไปพร้อมๆ กัน

โดยผู้ผลิตเพื่อส่งออกต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า สินค้าใดขายดีในประเทศใด สินค้าใดกำลังมีความต้องการสูงขึ้นหรือลดลงในตลาดไหน และสินค้าแต่ละตัวมีต้นทุนการผลิตเท่าไร เพื่อให้สามารถจัดสรรระบบการผลิตให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที เพราะ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ สินค้าแต่ละตัวอาจมีต้นทุนการผลิตไม่เท่ากัน ซึ่งผู้ที่ปรับตัวได้ดีกว่า รวดเร็วกว่า ก็จะได้เปรียบ

การลดจำนวนพนักงานนั้นแม้จะเห็นผลทันทีว่าค่าใช้จ่ายลดลงจำนวนมาก แต่จริงๆ แล้วในระยะยาวอาจส่งผลกระทบกับองค์กรอย่างมหาศาล ที่ผ่านมาเอคเซนเชอร์จึงแนะนำให้ลูกค้าลดจำนวนชั่วโมงการทำงาน หรือให้พนักงานลาหยุดแบบได้รับเงินเดือน (paid leave) มากกว่าที่จะให้ปลดคนงานออก เนื่องจากเมื่อคำนึงถึงผลในระยะยาว หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจพลิกฟื้นขึ้นเมื่อไร องค์กรจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อสรรหาบุคลากรเข้ามาใหม่ ซึ่งพนักงานใหม่จะต้องใช้เวลาในการปรับตัว ทั้งยังต้อง ได้รับการฝึกอบรม

เรียกว่ากว่าจะเทรนพนักงานให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถนั้น องค์กรอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการรักษาคนไว้ในช่วงวิกฤต หรืออาจพูดได้ว่าไม่คุ้มค่าที่จะต้องเสีย พนักงานที่มีฝีมือไป


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: