Posted by: management2008 | เมษายน 8, 2009

“จีเอ็ม-ไครสเลอร์” เอฟเฟ็กต์ ความหมายที่มากกว่า “ล้มละลาย”

ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ 2 จาก 3 ของสหรัฐ หรือบิ๊กทรี จะต้องเข้าใกล้ภาวะ “ล้มละลาย” ซึ่งแทบไม่มีใครเคยนึกฝันมาก่อนว่าบิ๊กทรีจะเดินมาถึงจุดนี้แต่ล่าสุดมีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง “เจนเนอรัล มอเตอร์ส” (จีเอ็ม) และ “ไครสเลอร์” จะต้องยื่นล้มละลายหลังจากแผนปรับโครงสร้างธุรกิจไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการเฉพาะกิจในอุตสาหกรรมรถยนต์ และ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง 2 บริษัท

ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รายงานว่า รัฐบาล โอบามายืดเวลาให้จีเอ็ม 60 วัน เพื่อให้กลับไปปรับแผนธุรกิจให้มีลักษณะเชิงรุกมากกว่าเดิม ทั้งในส่วนของการลดต้นทุนและหนี้ ขณะที่รัฐบาลให้เวลาไครสเลอร์ 30 วันในการบรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัทรถยนต์สัญชาติอิตาลี “เฟียต” ซึ่งหากไม่ประสบผลสำเร็จรัฐบาลจะกดดันให้ทั้ง 2 บริษัทต้องยื่นล้มละลาย

“ฟริตซ์ เฮนเดอร์สัน” ซีอีโอคนใหม่ของจีเอ็มที่เพิ่งมารับไม้ต่อจาก “ริก วาโกเนอร์” ระบุว่า บริษัทอาจต้องเข้าสู่กระบวนการ ล้มละลายเร็วขึ้น หากการเจรจากับเจ้าหนี้และสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ (UAW) ไม่ประสบความสำเร็จ

แม้ว่าสหรัฐจะคุ้นเคยกับการล้มละลายของบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งสายการบิน ค้าปลีก และธุรกิจอื่นๆ ทว่าการล้มละลายของค่ายรถเพียง 1 รายในบิ๊กทรี หรือมากกว่านั้นอาจก่อให้เกิดแรงสะเทือนเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะการล้มละลายของค่ายรถเหล่านี้ ไม่ได้ส่งผลแค่บริษัทเท่านั้น หากแต่ยัง ส่งผลกระทบถึงเจ้าของรถ ดีลเลอร์ พนักงาน ซัพพลายเออร์ ผู้ปล่อยกู้ และชาวอเมริกัน ผู้เสียภาษีด้วย

ผู้บริโภค

ถึงแม้รัฐบาลประกาศจะรับประกันให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ของทั้งจีเอ็มและไครสเลอร์ แต่นี่ก็คงจะไม่ส่งผลอะไรมากนักในการจะเปลี่ยนใจผู้ที่อยากจะขายรถยนต์ของบริษัทที่กำลังจะเลิกกิจการ ซึ่งจะทำให้มูลค่าความสูญเสียจากการนำรถมาขายต่อมีมหาศาล

“เคลลี บลู บุ๊ก” บริษัทที่เชี่ยวชาญธุรกิจรถมือสองอธิบายว่า หลังจากที่จีเอ็มและไครสเลอร์ยกเลิกการผลิตรถยี่ห้อ “โอลด์สโมบิล” (Oldsmobile) และ “พลีมัท” (Plymouth) เมื่อหลายปีก่อน ทำให้รถทั้ง 2 ยี่ห้อที่เลิกผลิต ซึ่งมีอายุ การใช้งานเพียง 2 ปีกลับมีราคาลดลงเหลือเท่าๆ กับรถรุ่นอื่นๆ ที่มีอายุการใช้งาน 5 ปี

ยิ่งหากบริษัทใดถูกบีบให้ออกจากธุรกิจโดยกระบวนการล้มละลาย อาจจะทำให้ผู้ที่ซื้อรถใหม่ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะแม้ความต้องการรถใหม่ในสหรัฐจะลดลงต่ำสุดในรอบ 26 ปี แต่การปิดโรงงานของทั้งจีเอ็มและไครสเลอร์อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนรถใหม่ในตลาด

“เจสส์ โทพรัก” นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมจาก Edmunds.com บอกว่า นี่จะทำให้ผู้ผลิตรถรายอื่นๆ ยกเลิกการจ่ายเงินคืนแก่ผู้ซื้อรถ รวมถึงแคมเปญกระตุ้น การซื้ออื่นๆ ที่อาจมีมูลค่าลดลงนับ 1,000 ดอลลาร์หลังปิดโรงงานของทั้งสอง

พนักงาน

มีทัศนคติเกี่ยวกับการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายว่า อาจจะเปิดช่องให้จีเอ็มเลิกจ้างพนักงาน สัญญาจ้างที่เป็นสมาชิกใน สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์และ สหภาพอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขัน ซึ่งจะได้เปรียบผู้ผลิตรถอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพ เช่น โตโยต้า แต่ความจริงอาจจะเป็นเรื่องยากที่บริษัทที่ล้มละลายจะเลิกจ้างพนักงานเหล่านี้

และแม้กระบวนการล้มละลายจะทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองมากขึ้น แต่กระบวนการทางกฎหมายก็ยุ่งยาก ค่ายรถอาจบรรลุผลเจรจากับพนักงานเร็วกว่ารอกระบวนการของศาล ดังนั้นจีเอ็มจึงอาจจะได้ประโยชน์จากการเจรจาตามกระบวนการล้มละลายมากกว่า เพราะ พนักงานใน UAW ราว 54,000 คน คงไม่ต้องการจะเสียเปรียบ

“จอห์น เวย์แคมป์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างในอุตสาหกรรมรถยนต์ จากบริษัทโครว์ ฮอร์วาร์ทกล่าวว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างย่อมต้องการเบี้ยดูแลสุขภาพ ขณะที่บริษัทต้องการลดรายจ่ายส่วนนี้ ซึ่งในที่สุดสหภาพอาจต้องยอมให้มีการปรับลดเบี้ยสุขภาพลง

ดีลเลอร์

ค่ายรถทั้ง 2 ประกาศแผนลดเครือข่ายดีลเลอร์ที่มากเกินไป แต่นี่ก็ทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยในตอนที่ยกเลิกแบรนด์โอลด์สโมบิล จีเอ็มจ่ายเงินประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญใช้ในการซื้อคืนรถจากดีลเลอร์ ขณะที่การเข้าสู่กระบวนการล้มละลายอาจทำให้บริษัทถอนตัวจากดีลเลอร์ได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่ ดีลเลอร์ต้องใช้เงินทุนในการซื้อและเก็บ สต๊อกรถยนต์ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่า GMAC บริษัทสินเชื่อของจีเอ็มจะยังปล่อยกู้แก่ ดีลเลอร์หรือไม่หากจีเอ็มล้มละลาย

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องจัดเตรียมเงินทุนสำหรับดีลเลอร์ ซึ่งนี่จะทำให้ผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น

ซัพพลายเออร์

จีเอ็มเป็นหนี้ซัพพลายเออร์อยู่ราว 22 พันล้านดอลลาร์ นับถึงสิ้นปี 2551 ส่วน ไครสเลอร์เป็นหนี้ 7,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทจะต้องจ่ายเงินบางส่วนที่ค้างอยู่นี้ แต่จะจ่ายให้แก่ “คู่ค้ารายสำคัญ” (critical vendors) ตามการวินิจฉัยของศาล และเงินช่วยเหลือ 5 พันล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลหยิบยื่นให้แก่อุตฯชิ้นส่วนรถยนต์เมื่อเดือนมีนาคม ก็ช่วยเหลือซัพพลายเออร์แค่ บางรายของจีเอ็มและไครสเลอร์ที่ถูกระบุว่ามีความสำคัญ จึงยังมีซัพพลายเออร์อีกหลายรายที่อาจไม่ได้รับเงินที่ค้างอยู่

นี่อาจทำให้เกิดโดมิโนเอฟเฟ็กต์ โดยทำให้การล้มละลายขยายวงออกไปและอาจต้องปิดโรงงานหลายแห่งในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งว่าจ้างพนักงานมากกว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์

นักลงทุน

จีเอ็มมีหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (unsecured debt) ราว 27 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าไม่ถึงดอลลาร์ ส่วนไครสเลอร์มีอยู่ 7,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทต้องเจรจากับบรรดามิวชวลฟันด์ กองทุนบำเหน็จบำนาญ และนักลงทุนเอกชน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ให้ยอมรับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลดลง

และเมื่อบริษัทเข้าสู่กระบวนการ ล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ทรงสิทธิ (secured debt) จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ แต่ผู้ถือหุ้นทั้ง 2 ส่วนก็ยังต้องจับตามูลค่าหุ้นหลังบริษัทล้มละลาย และมูลค่าที่จะสามารถดีดกลับขึ้นมา

โดยทั่วไปนักลงทุนจะได้รับหุ้นในบริษัทใหม่หลังปรับโครงสร้าง แต่หากบริษัทไม่สามารถปรับโครงสร้างได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการขายสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้สิน

ประชาชนผู้เสียภาษี

การล้มละลายอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่อาจทำให้ต้นทุนของผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งอาจ สูงกว่า 21.6 พันล้านดอลลาร์ที่ขอรับความ ช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลาย

โดยจีเอ็มประเมินว่าอาจต้องใช้เงินถึง 45 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่หากไครสเลอร์ไม่สามารถเจรจากับเฟียตได้สำเร็จก็อาจต้องขายสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้ ซึ่งอาจต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ 24 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 24-30 เดือนข้างหน้า แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นต้นทุนแค่ส่วนหนึ่งที่ประชาชนต้องจ่ายจากการล้มละลายครั้งนี้


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: