Posted by: management2008 | เมษายน 7, 2009

Creative Economy ทางรอด & ทางเลือก เศรษฐกิจไทยห้วงวิกฤต

“ศุภชัย เจียรวนนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ครีเอทีฟเป็นความสามารถในการแชร์ความรู้และการผสมผสาน ไม่มีใครคิดออกมาแล้วทำได้เลย เมื่อพูดถึงการแชร์ความรู้ การถ่ายเทข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ จุดก้าวกระโดดที่ทำให้เกิดการสร้างครีเอทีฟวิตี้ในระบบสังคมขนาดใหญ่ได้ หนีไม่พ้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในอดีต ทุกประเทศมาจากภาคเกษตรกรรม พ่อแม่ปู่ย่าของเรา ไม่ว่าไทยหรือเทศ ถ้าย้อนกลับไปสัก 100 ปีก่อน หรืออาจน้อยกว่า 100 ปี เป็นเกษตรกรกันหมด แม้กระทั่งคุณปู่ของผม ไม่ต้องย้อนไปกี่เจเนอเรชั่นก็เป็นเกษตรกรแล้ว ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเราก้าวเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้ผลผลิตสูงขึ้น ทุกวันนี้มาตรวัดต่างๆ ของเราก็ยังวัดกันที่ผลผลิตอุตสาหกรรม เช่น จีดีพี หรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ซึ่งก็คือการวัดความสามารถในการผลิต

แต่ขณะนี้เรากำลังก้าวเข้าไปสู่ creative economy ซึ่งจะเข้าไปตรงนั้นได้ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเราด้วยว่า จะทำอย่างไร จึงจะเกิดเศรษฐกิจที่เราต้องการ

เช่น บรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายเทข้อมูลองค์ความรู้ การนำไปสู่การเปิดกว้าง ความมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงในการออกความคิด การแสดงความเห็น

สิ่งแรกที่จะเสนอไปยังภาครัฐบาล ก็คือน่าจะตั้งครีเอทีฟเว็บไซต์ขึ้นมาให้ใครที่มีความคิดดีๆ ส่งเข้ามา

ในแง่ดีของเทคโนโลยีไอซีที คือเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการโปร่งใสของการถ่ายเทข้อมูล เกิดความโปร่งใสในการแชร์ความคิดต่างๆ สามารถที่จะข้ามขั้นตอนทั้งหมดได้

ยกตัวอย่างในประเทศเกาหลี เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า เมื่อดิจิทัลเทคโนโลยีเจอกับอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์ม แล้วมาเจอกับวัฒนธรรมเกาหลี เกาหลีก็เลยระเบิดตูม ในที่นี้หมายถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนรุ่นใหม่เป็นผู้นำความคิดว่า ประเทศจะไปทางไหนต่อ ทั้งที่เกาหลีเป็นประเทศที่มีระบบ มีลำดับชั้นในสังคมเยอะมาก กว่าคนรุ่นใหม่จะเริ่มแสดงความคิดเห็นได้ อย่างน้อยต้องวัย 40 ขึ้นไปแล้ว แต่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนทุกอย่าง

“เด็กรุ่นใหม่ถ้าเราไม่ปิดกั้นเขา เราจะสงสัยว่าเขาคิดออกมาได้อย่างไร ลูกชายผมโตแล้ว จะ14 ปีแล้ว มาถึงบอกว่า พ่อครับ ต่อไปเราจะมีชีวิตอมตะแล้ว แว้บแรกผมคิดว่า พูดจาเหลวไหล เราจะมีชีวิตอมตะได้อย่างไร แต่ลูกชายผมพยายามอธิบายว่า ต่อไปเราจะเป็นอมตะ เทคโนโลยีทำให้ชีวิตคนยืนยาว ผมบอกว่า ต่อให้เป็นอย่างนั้น เราจะมีชีวิตอมตะไปทำไม คือเราคิดแบบชาวพุทธว่า จะมีชีวิตอมตะไปทำไม มีประโยชน์อะไร”

คำตอบที่ได้จากลูกชายน่าสนใจมาก

“ลูกชายผมตอบว่า พ่อครับ ผมอยากอยู่กับพ่อกับแม่นานๆ”

หมายความว่า เทคโนโลยีต้องไปควบคู่กับธรรมาภิบาล ต้องควบคู่กับจริยธรรม คุณธรรม ความรัก ฉะนั้น ครีเอทีฟอีโคโนมี่ เราก็สามารถสร้างได้ ถ้าเราสามารถแชร์ความคิด แชร์ข้อมูล โดยทำให้คนทุกคนได้รับการยอมรับ

“ธรรมชาติของคน ต้องการได้รับการยอมรับ ไม่ว่าในแง่ของกล่อง เกียรติ หรือการยอมรับโดยค่าตอบแทน ทุกคนต้องการการยอมรับ”

“ศุภชัย” พูดต่อว่า มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกว่า จากการศึกษาพบว่าประเทศที่จะพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด ต้องเป็นประเทศที่ศาสตราจารย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักออกแบบรวย ถ้าประเทศนั้น 3 อาชีพนี้ไม่มีฐานะที่ดี ประเทศนั้นเจริญยาก

แต่สิ่งที่ผมอยากให้คิดทบทวนในวันนี้ คือประเทศเราให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่า ให้คุณค่ากับเทคโนโลยี และองค์ความรู้หรือเปล่า วันนี้ผมดีใจที่ภาครัฐบาลเห็น และเตรียมจัดงบประมาณมารองรับจุดนี้ แต่ต้องควบคู่กับจริยธรรม คุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ในมุมของผมในฐานะผู้แทนของภาคเทคโนโลยีบอกได้ว่า เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือ เครื่องมือยิ่งเก่งกาจเท่าไร ยิ่งทำได้ทั้งบวกและลบ ถ้าครีเอทีฟไปแล้วเกิดในเชิงลบ ก็คงไม่มีเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ฉะนั้น จริยธรรม คุณธรรมต้องโปรโมตคู่กันไปกับเทคโนโลยี

ทุกวันนี้จำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์ในบ้านเราน่าจะประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เฉพาะกรุงเทพฯก็เกือบ 8 แสนราย ในต่างจังหวัดประมาณ 3 แสนครัวเรือน จะโตไปกว่านี้คงยากแล้ว มีแต่จะช้าลง ทั้งๆ ที่ทั่วประเทศมีกว่า 19 ล้านครัวเรือน มีเพียง 1 ล้านครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถให้ประสบการณ์ในเชิงมัลติมีเดียได้ ถ้าสามารถขยับไปถึง 90% ของครัวเรือนได้เหมือนประเทศที่กำลังพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์มาก

ขอยกตัวอย่างกลุ่มทรู เราพยายามมาตลอดว่า ให้ส่วนที่ทำธุรกิจก็ทำไป แต่ก็มีส่วนที่แยกมาช่วยเสริมสร้างด้านสังคม เรียกว่าโครงการปลูกปัญญา ก่อนหน้านั้นทำมาเป็น 10 ปีแล้ว คือไปช่วยเรื่องการเรียนการสอน โดยการพัฒนาหลักสูตร คือช่วยกระทรวงศึกษาธิการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา หลักสูตรมีความสำคัญมาก ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นมาจากคนรุ่นใหม่ๆ ได้ต้องสร้างตั้งแต่เด็กๆ จากวิธีการสอน แต่หลักสูตรแต่ละอันกว่าจะสำเร็จ แต่ละภาควิชาต้องใช้เวลาเป็นปี พอส่งออกไปก็ล้าสมัยเสียแล้ว

จึงต้องปรับวิธีการใหม่ โดยใช้ “ทรูวิชั่นส์” (เคเบิลทีวี) เข้าไป นำไปไว้ยังโรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วว่าขาดแคลนสื่อ

“เราเอาช่องการเรียนการสอนทั้งหมด มีสารคดีความรู้ชั้นนำระดับโลกใส่เข้าไป ทีแรกก็ไม่ได้ บางยี่ห้อถ้าจะเอาไปใช้ บอกว่าต้องใช้เฉพาะของฉัน ไม่งั้นคิดเงิน ทำให้ต้นทุนเราสูง ตอนหลังเราก็เลยบอกว่า คนอื่นให้ฟรีหมดแล้ว เหลือแต่ช่องคุณ ก็เลยได้มาครบทุกช่อง สามารถเอาไป ตั้งไว้ให้โรงเรียนดูได้”

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคอมพิวเตอร์และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ถ้าแค่เครื่องคอมพิวเตอร์เฉยๆ เขาก็คลุมไว้ กลัวเสียกลัวพังเร็ว ไม่ได้ใช้ ผมไปในโรงเรียนไกลๆ หลายแห่งทำอย่างนั้น เอาพลาสติกคลุมไว้ ไม่มีอาจารย์ที่มีทักษะพอที่จะสอน หรือถึงจะสอนคอมพิวเตอร์แล้ว แต่การใช้อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญ เพราะส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์ในการค้นหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ก็ถูกคลุมตั้งไว้เฉยๆ

ถ้านำคอมพิวเตอร์บวกกับจอทีวีจะต่างออกไป ทีวีถูกที่สุด ไม่กี่พันบาท ขณะที่จอโปรเจ็กเตอร์แพงหลายหมื่น

มีโรงเรียนหนึ่งเราทดสอบนำทีวีไว้ กลางห้อง แล้วเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ที่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ พร้อมซอฟต์แวร์ เอาเนื้อหาสื่อการสอนทั้งหมดใส่เข้าไปในเว็บนี้

เรียกว่าทุกโรงเรียนที่มีอินเทอร์เน็ตเข้าเว็บไซต์นี้ได้ แล้วมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนร่วมกัน สื่อที่เป็นระดับโลกพิสูจน์แล้วว่าเป็นที่นิยมทำให้เด็กเข้าใจได้ดี

สมัยก่อน ระบบสุริยจักรวาล เป็นแค่วงกลมๆ ในบทเรียนให้เด็กอ่าน แต่ปัจจุบันมีสารคดีดิสคัฟเวอรี่ที่มีคำอธิบายแบบ 3 มิติ มีภาพให้เห็นตั้งแต่ยังเป็นแก๊ส จนกี่พันปีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร การเรียนรู้ถ้าจะให้เกิดขึ้นทั้งชีวิต ต้องเกิดจากแรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทั้งชีวิต ฉะนั้นระบบการเรียนการสอนที่บูรณาการต้องพยายามสร้างกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้และมีความเข้าใจ

กิจกรรมนี้เองจะทำให้เกิดแรงบันดาลพื้นฐาน ต่อไปถ้าโรงเรียนที่มีอินเทอร์เน็ตก็เข้ามาอัพโหลดการสอนของตัวเองแต่ละวิชาขึ้นบนเว็บไซต์ได้ ให้โรงเรียนแต่ละแห่งให้เรตติ้งว่ากี่ดาวเหมือนเว็บยูทูบ

วันก่อนลูกมาถามผมเรื่องอัลกอลิทึม ผมก็บอกคืนครูไปหมดแล้ว ลูกก็ไปเข้ายูทูบค้นดู ปรากฏว่ามีคุณครูที่โหลดการสอนเรื่องนี้เข้ามาเยอะ เราก็เลือกเอา ว่ามีคลิปไหนที่ได้ 5 ดาวบ้าง แล้วคลิกเข้าไปฟังเขาอธิบาย

ลองคิดดูว่า ถ้าคุณครูทุกโรงเรียนแชร์ข้อมูลกันได้จะเกิดอะไรขึ้น คุณครูสามารถหาบทเรียนดีๆ แต่ละวิชา มีกิจกรรมที่คุณครูจะทำให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ แรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความคิดสร้างสรรค์

เทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาใช้ นำเอามาช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ดีได้ โดยควบคู่ไปกับธรรมาภิบาล

ครีเอทีฟคือการคิดบวก ซึ่งต้องมีตลอดเวลา ในวิกฤตก็มีโอกาสเสมอ

เศรษฐกิจการส่งออกที่เป็นหลักสำคัญ ก็มีผลกระทบแล้ว เงินทุนที่จะไหลมาจากต่างประเทศ ทั้งในแง่ทุน และการให้กู้จากต่างประเทศหายไปเป็นแสนล้าน

ส่วนในประเทศทั้งเงินกู้และทุนรัดเข็มขัดกันหมดแล้วจะหดตัวลงไปอีก ก็หนีไม่พ้นที่ภาครัฐบาลจะเข้ามากระตุ้น แต่มาตรการที่จะกระตุ้นต้องพอกับส่วนที่หายไปเพื่อให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาได้

“ผมเชื่อว่าในวิกฤตก็มีโอกาส เป็นโอกาสที่ให้เรารีฟอร์มประเทศด้วย ถ้าในห้วงเวลาปกติจะเอาเงินมาใช้ในส่วนนี้เป็นหมื่นล้านคงทำไม่ได้ ต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์เยอะแยะ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ปกติ ถือเป็นโอกาสที่จะเอาเงินมาใช้ได้ มีโอกาสสร้างอะไรใหม่ๆ เยอะมาก ในด้านเสาหลักของเศรษฐกิจ รวมถึงด้านการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การคิดแบบสร้างสรรค์”

ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราคิดบวก มันก็บวก ลองใส่ทุนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจลงไปในส่วนที่เป็นพื้นฐานที่จะสร้างประสิทธิภาพเพิ่มมูลค่าของระบบเศรษฐกิจและสังคม สิ่งที่จะตามมาคือต่างประเทศจะเห็นว่าไทยเดินมาถูกทาง เอาเงินที่มีอยู่มาใช้อย่างมีคุณค่าด้วย

ผลที่ตามมาคือในต่างประเทศ ทุนไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่บางส่วนหยุดใช้เท่านั้น

ฉะนั้นเท่ากับเป็นโอกาสที่จะดึงกลับมาในไทยได้ เพราะเราทำให้เขาเห็นว่าเรา เอามาลงถูกทาง เอามาลงในสิ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะด้าน ไอซีที แต่รวมทั้งชลประทาน การเกษตร จึงมองได้ว่า ในอีก 5 ปีนี้ ประเทศนี้จะมีผลผลิตที่ดีขึ้นได้ แทนที่จะชะลอ ก็เอามาลงทุนไว้ก่อนได้ ผลตอบแทนจะเป็น 2 เท่า หรือ 3 เท่า

ถ้าเราคิดบวกก็จะมีโอกาสอีกเยอะ

ในส่วนของการสร้างครีเอทีฟอีโคโนมี่ก็ต้องใช้ทุน แล้วจะหามาอย่างไร อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับคืออย่างทรู คอร์ปอเรชั่น ถ้าจะจดสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญาให้ครอบคลุมทั่วโลกต้องใช้เงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ ย้ำว่าเหรียญสหรัฐ คิดง่ายๆ เลย การที่จะทำให้เกิดลิขสิทธิ์ของคนไทย รัฐบาลต้องเข้ามาช่วย อาจนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปหักค่าภาษีได้ส่วนหนึ่ง หรือถ้าหักปีนี้ไม่ได้ ขอเป็นในช่วง 5 ปีนี้ได้ไหม

ตอนนี้ธนาคารกลัวที่จะให้กู้กับบริษัทขนาดเล็กขนาดกลาง ซึ่งการจะสร้างผลงานต้องใช้เทคโนโลยี แต่ไม่มีเงินทุนจะไปซื้อจากคนอื่น จะกู้ธนาคารก็กลัว ถ้าภาครัฐเข้ามาสนับสนุนถือเป็นโอกาส ถ้าจะซื้อโนว์ฮาวจากต่างประเทศมาต่อยอด ทั่วโลกราคาถูกมาก แต่เอสเอ็มอีไม่มีทุนพอ ภาครัฐจึงควรสนับสนุนเงินกู้เพื่อการซื้อกิจการที่ดีมีโนว์ฮาวมีฐานความรู้ไปต่อยอดได้ หรือน่าจะให้กู้ได้ในเงื่อนไขที่ดี ผ่อนยาวๆ ได้เลย

เท่ากับรัฐบาลเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับเอกชนในการเข้าซื้อความรู้ความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้

เช่นเดียวกับการสร้างแบรนด์ไทย ความสามารถในการผลิตของคนไทยมีมาตรฐานโลก แต่ประทับตรายี่ห้อคนอื่น

การสร้างแบรนด์คนไทย อย่าว่าแต่ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม แม้แต่กลุ่มทรูก็ใช้เงินหลายร้อยล้าน หรือพันล้านกว่าจะสร้างแบรนด์ได้

จุดนี้รัฐบาลช่วยได้ให้ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย ตอนนี้ถ้าส่งออกไม่ได้ก็ผลิตใช้กันเอง เพื่อลดการนำเข้า อย่าหวังว่าเราจะกลับไปสู่ยุคเดิมที่จะส่งออกได้ง่ายได้มาก เพราะวันนี้คนที่จะซื้อเราไม่มีตังค์ เขารัดเข็มขัด อยู่ในวิกฤตเหมือนกัน เขาปรับตัวหันไปดูว่าจะเพิ่มผลผลิตในประเทศได้อย่างไร เพื่อพึ่งพาการนำเข้าจากเอเชียให้น้อยลง

เราก็ต้องทำเหมือนเขา คือพลิกความสามารถในจุดนี้ออกมา ต้องช่วยพยุงเอสเอ็มอีให้มีโนว์ฮาวมาเสริมเพื่อให้ลดการนำเข้า และส่งเสริมแบรนด์ไทยที่สามารถนำกลับไปส่งออกได้อีก ช่วงนี้จึงต้องให้กำลังใจกันมากๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: