Posted by: management2008 | มกราคม 31, 2009

ความหวังของเศรษฐกิจโลกปี 2009

  ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ
ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันว่าทิศทางศก.โลกในปีนี้จะเป็นอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์จะประเมินถูกหรือไม่ หรือเอเชียจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางศก.ของโลกแทนสหรัฐหรือไม่ “ศุภวุฒิ สายเชื้อ”วิเคราะห์ความหวังเศรษฐกิจโลกปี2009ไว้อย่างน่าสนใจ

ทุกคนรับทราบโดยทั่วกันแล้วว่า เศรษฐกิจโลกทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วในปลายปี 2008 สืบเนื่องจากวิกฤตของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปที่เกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2008 ส่งผลให้ภาคการผลิตทั้งโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และคาดกันว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะลอตัวลงอย่างมากในครึ่งแรกของปีนี้ แต่ก็คาดหวังกันว่าเศรษฐกิจโลก (รวมทั้งเศรษฐกิจไทย) จะอาการดีขึ้นบ้างในครึ่งหลังของปีนี้

ความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ว่า เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2009 นี้ น่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ? อย่าลืมว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ผิดพลาดมาโดยตลอด เช่น เมื่อต้นปีที่แล้วก็บอกว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงไม่มาก และเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะสามารถขยายตัวได้ 2-3% (หรืออย่างน้อยก็ 1-2%) ไม่มีใครคาดการณ์ว่าวาณิชธนกิจชั้นนำของโลกทั้ง 5 คือ Bear Stearns, Lehman Brothers, Merrill Lynch, Morgan Stanley และ Goldman Sachs จะสูญพันธุ์ภายในปลายปี 2008 กล่าวคือกรณีของ Bear Stearns และ Merrill Lynch นั้นถูกควบรวมโดยธนาคาร JP Morgan และธนาคาร Bank of America ตามลำดับ ส่วน Morgan Stanley และ Goldman Sachs นั้นต้องปรับธุรกิจจากวาณิชธนกิจเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อความอยู่รอด (แต่ราคาหุ้นก็ปรับลดลงไปประมาณ 70%) สำหรับ Lehman Brothers นั้นล้มละลายในวันที่ 15 กันยายน 2008 และเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 1997 กล่าวคือสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินนั้น ประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 1997 และ Lehman Brothers ในเดือนกันยายน 2008 จะถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์และตำราเศรษฐศาสตร์การเงิน

แม้ภัยจะมาใกล้ตัว นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพราะนักเศรษฐศาสตร์ก็ยังประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.9% ในปี 2008 และ 3.1% ในปี 2009 ในการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ในเดือนกันยายน 2008 หรือเพียง 2 สัปดาห์ก่อนการล่มสลายของ Lehman Brothers กว่าจะรับรู้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังย่ำแย่ และปรับการคาดการณ์ก็ต้องรอถึงต้นปีนี้ (ตาราง 1)
                   ตาราง 1 การคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

จะเห็นได้ว่าก่อนการล่มสลายของ Lehman Brothers นั้น นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (soft landing) คือจากขยายตัว 4.8% (2007) มาเป็น 3.9% (2008) และ 3.1% (2009) โดยเศรษฐกิจกลุ่มจี-7 นั้นแม้จะชะลอตัวลงมาก แต่ก็ไม่ถึงกับถดถอย และเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวติดลบเพียง 0.2% ซึ่งเป็นการถดถอยที่เล็กน้อยมาก ส่วนเอเชียนั้นถูกกระทบกระเทือนน้อยมากเพราะคาดว่าจะยังขยายตัวได้สูงถึง 7.7% (2008) และ 7.3% (2009) สำหรับภูมิภาคอื่นๆ ก็คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะยังขยายตัวอย่างมั่นคงเช่นกัน
แต่เมื่อเกิดวิกฤตสถาบันการเงินเมื่อกันยายน-ธันวาคม 2008 ก็ต้องยอมรับว่าอนาคตหดหู่กว่าที่คาดการณ์เอาไว้เดิมอย่างมาก เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวไม่ถึง 1% ในปี 2009 ย่ำแย่กว่าเมื่อเผชิญกับวิกฤตน้ำมันเมื่อปี 1974 และ 1980 ซึ่งเศรษฐกิจโลกขยายตัว 1.6% ในส่วนของประเทศกลุ่มจี-7 นั้นต้องยอมรับว่า ถดถอยกันยกแผงในปี 2009 (เพราะล่าสุดเริ่มมีการคาดการณ์กันแล้วว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็จะหดตัวลงเช่นกัน) โดยสหรัฐจะหนักกว่าเพื่อน เพราะเศรษฐกิจอาจจะติดลบถึง 3.1% ในปี 2009 จากที่เดิมคาดว่าจะเสมอตัว สรุปได้ว่าเศรษฐกิจประเทศหลักและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงรุนแรงอย่างมาก เช่น สหรัฐเคยขยายตัว 2% ในปี 2007 แต่จะหดตัว 3% ในปี 2009 ยุโรปจากที่เคยขยายตัว 2.6% ในปี 2007 จะหดตัว 0.6% ในปี 2009 และเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว 4.8% ในปี 2007 จะขยายตัวเพียง 0.9% ในปี 2009 หากมองในอีกแง่หนึ่งก็ประเมินได้ว่า จีดีพีของโลกหดหายลงไปเกือบ 4% หรือเกือบ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง คือ การขยายตัวของทวีปเอเชีย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าจะยังขยายตัวได้ในระดับสูง แม้ว่าเอเชียจะพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะเชื่อกันว่าเอเชียได้ปรับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้ทันท่วงที (ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยหรือการเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาล) ที่สำคัญคือเอเชียส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาสถาบันการเงินและเงินเฟ้อ ตลอดจนหนี้สาธารณะก็อยู่ที่ระดับต่ำ จึงไม่เป็นเงื่อนไขจำกัดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังโดยอาศัยนโยบายการคลังในปี 2009 และปีต่อๆ ไป

ทั้งนี้โดยมีข้อยกเว้นในกรณีของอินเดียที่หนี้ภาครัฐค่อนข้างสูง และอินเดียต้องพึ่งพาการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศอย่างมาก ดังนั้นจึงได้มีการปรับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียลงจาก 7.7% มาเหลือเพียง 5.8% ในปี 2009

ในทำนองเดียวกัน ประเทศในละตินอเมริกาก็จะมีปัญหาทางเศรษฐกิจได้ในปี 2009 เพราะพึ่งพาสหรัฐและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมาก จึงได้มีการปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงจาก 3.4% เหลือ 1.9% ในปี 2009 แต่ที่จะได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดน่าจะเป็นประเทศในยุโรปตะวันออกและรัสเซีย เพราะได้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากและใช้จ่ายเกินตัว (จึงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) ทำให้เงินอ่อนค่าและเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับสูง ทำให้ลดดอกเบี้ยได้น้อย นอกจากนั้นยังพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ (โดยเฉพาะรัสเซียที่พึ่งพาการส่งออกพลังงาน) จึงเห็นได้ว่าการขยายตัวของรัสเซียนั้นอาจเหลือเพียง 3.7% ในปี 2009 จากที่การขยายตัวสูงถึง 8.1% ในปี 2007 และสำหรับยุโรปตะวันออกและแอฟริกานั้นก็ลดลงจาก +6.4% (2007) มาเหลือเพียง +2.4% (2009)

สรุปได้ว่าประเทศเอเชียถูกวางบทบาทให้เป็น “พระเอก” ในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวและปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระยะกลางและระยะยาว กล่าวคือสหรัฐที่เคยใช้จ่ายเกินตัวต้องถอยหลังและให้เอเชียขึ้นแซงหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยในช่วงแรกนั้นเอเชียน่าจะใช้นโยบายการคลังเป็นตัวนำและนโยบายการเงินสนับสนุน ความเชื่อตรงนี้ของนักเศรษฐศาสตร์เป็นผลมาจากสถานะทางการคลังที่มั่นคงของเอเชีย (ตาราง 2) จะเห็นได้ว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (คือไม่รวมญี่ปุ่น) นั้นมีหนี้สาธารณะเป็นสัดส่วนเพียง 21% ของจีดีพี และส่วนใหญ่ก็มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ต่ำกว่า 50% จึงจะสามารถกู้เงินสร้างหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก (ปกติแล้วหนี้สาธารณะต่อจีดีพีควรคุมเอาไว้ที่ 60%) ทั้งนี้มี 3 ประเทศที่จะต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ อินเดีย ที่ดูเสมือนว่าหนี้สาธารณะไม่สูงมาก แต่หากนับรวมหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นไปก็จะเป็นภาระที่หนักหน่วงมาก อินเดียจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก ในทำนองเดียวกัน ฟิลิปปินส์ก็ยังมีหนี้สาธารณะที่สูงและเพิ่งประสบความสำเร็จในการปรับลดหนี้สาธารณะลงมา สำหรับสิงคโปร์นั้นแม้รัฐบาลจะดูเสมือนว่ามีหนี้สาธารณะมากมายถึง 96.3% ของจีดีพี แต่รัฐบาลก็มีสินทรัพย์มากมาย ได้แก่ เทมาเส็กและจีไอซี ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์สามารถหาเงินทุนมากระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่ยากเย็นนัก แต่สิงคโปร์เองก็กำลังเผชิญกับการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้เพราะการส่งออกหดตัวลงอย่างมาก พร้อมกับการปรับลดลงของราคาอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ

                     ตาราง 2 ดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะ

ภาพอนาคตที่นักเศรษฐศาสตร์มองในปัจจุบันจึงสรุปได้ว่า เป็นการยอมรับความผิดพลาดของการคาดการณ์เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วที่จะถดถอยลงอย่างมากในปี 2009 แต่ก็ยังหวังว่าเอเชียจะสามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ทั้งนโยบายการคลังและการเงิน เพื่อพยุงเศรษฐกิจโลกให้รอดตัวได้ในปี 2009 แต่ความคาดหวังในศักยภาพของรัฐบาลนั้นได้ประสบความผิดหวังมาครั้งหนึ่งแล้วในปี 2008 ที่นึกว่ารัฐบาลสหรัฐและยุโรปจะคุ้มกันมิให้เศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นหากรัฐบาลเอเชียทำไม่ได้ดังที่หวังเอาไว้ เศรษฐกิจโลกในปี 2009 ก็อาจจะย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ในขณะนี้ก็เป็นได้ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในปี 2009 นี้ครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: