Posted by: management2008 | มกราคม 27, 2009

กูรู มองโลกมองไทย ปีฉลู ความกลัว ความหวัง และโอกาส

วาระครบรอบ 60 ปี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวทีทางวิชาการที่น่าสนใจที่สุดเวทีหนึ่ง คือ การสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย ปี 2552” เป็นการเปิดเวทีนัดแรก 21 ม.ค. 2552 จากนี้จะมีเวทีทางปัญญาตามมาอีก 11 ครั้งผู้ร่วมอภิปรายครั้งนี้ประกอบด้วย นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) ศ.ดร.ปราณี ทินกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งแต่ละคนได้เปิดมุมมองและวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยในหลากหลายมุมมองอย่างน่าสนใจ

ดูไทยดูจีน อย่าตื่นตระหนกเกินเหตุ

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซี.พี. เซเว่น อีเลฟเว่น เปิดเวทีเป็นรายแรก โดยฉายภาพว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกหรือไทย ก็ไม่ใช่จะมองแค่เฉพาะปีนี้ เชื่อว่าอย่างไร ปีนี้ก็น่าจะผ่านไปได้ จึงอยากจะให้มองไปไกลกว่านั้น เพราะวันนี้มีจีนผงาดขึ้นมาเป็น “มหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจโลก” แล้ว ในเวลาเพียง 30 ปี และนักเศรษฐศาสตร์ยังพยากรณ์อีกว่า จากนี้ไปจีนยังจะเจริญรุ่งเรืองไปเรื่อยๆ อย่างน้อยอีก 60 ปี ซึ่งตนก็มั่นใจเช่นกัน จากประสบการณ์ที่เข้าออกจีนทุกเดือนและรู้จักจีนมาตั้งแต่ ปี 1975

“ก่อศักดิ์” กล่าวถึงความสำเร็จของจีนว่า ในปี 1995 ได้ทันเห็นนายกรัฐมนตรี “จูหลงจี” ป้องกันไม่ให้ประเทศจีนเกิดฟองสบู่ด้วยการไม่ให้เงินกู้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เพราะเห็นว่าใช้เงินตัวเองลงทุนนิดเดียว แต่กู้เงินจากธนาคารของรัฐมาลงทุน มาทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้เงินมากมาย ทำให้บ้านราคาแพงขึ้น ที่ดินก็แย่งกันซื้อจนแพงขึ้น นี่คือสัญญาณการก่อตัวเป็นฟองสบู่ใหญ่โต “จูหลงจี” จึงสั่งไม่ให้ธนาคารปล่อยเงินกู้ ผลคือ บริษัทที่เล่นอสังหาริมทรัพย์ 70% ล้มเลย เหลืออยู่ 30% ที่หาเงินได้และมีทุนหนาพอ นี่คือสิ่งที่ตนเห็น “จีนระงับไม่ให้เกิดเศรษฐกิจโอเวอร์ฮีต (over heat) หรือร้อนแรงเกินไป และไม่ให้เกิดฟองสบู่” แต่บ้านเราฟองสบู่แตกปี 1997 หลังจากจีน 2 ปี

สาเหตุที่ไทยฟองสบู่แตกตอนนั้น เพราะว่าไม่มีการ “มอนิเตอร์” เหมือนประเทศจีนที่พอเปิดเศรษฐกิจและมีนโยบายออกมามากมายเกือบจะเรียกว่าเสรี แต่ทว่า ส่วนกลางของจีนก็มีการ “มอนิเตอร์” ตลอด หรืออย่างปัญหาซับไพรมที่เกิดขึ้น จีนก็คงเสียหายเหมือนกัน แต่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ จีนยังมีเศรษฐกิจเติบโตได้และอย่างมั่นคงด้วย นี่เป็นเพราะเขามีการ “มอนิเตอร์” ข้อมูลตลอด สิ่งที่อยากจะบอกคือ พลังของประเทศจีนในวันนี้มีการลงทุนจากต่างประเทศมาก

“ส่วนตัวของจีนสามารถก๊อบปี้แอนด์ดีเวลอปเมนต์ ที่วันนี้ของจีนโชติช่วงชัชวาลก็ด้วยการมอนิเตอร์จากส่วนกลางและบริษัททั่วโลกเข้าไปลงทุน และบริษัทที่เข้าไปลงทุนก็มีสายป่านยาวๆ แม้แต่บริษัทต่างประเทศที่อดีตเคยเข้ามาลงทุนแล้ว เสียหายหมด แต่เขาก็มาในวันนี้ ประเทศ ทั่วโลกมุ่งสู่จีน เพื่อจองเก้าอี้ไว้ รวมถึงจีนเองก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการบริโภคภายใน เช่น การกระตุ้นให้คนเที่ยว ตลอดจนการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้คำปรึกษา การที่ประเทศจีนอยู่ในเวทีโลก อยากเรียกว่าเป็นไชน่าอิงก์ เพราะมันไม่ใช่บริษัทกระจัดกระจายเบี้ยหัวแตกแบบไทย แต่มีการทำงานโดยมีรัฐบาลกลางมอนิเตอร์ แต่ไม่แทรกแซง มีการปรับให้ทำงานถูกทาง”

จีนทำแบบเดียวกับสิงคโปร์เลย ที่เรียกกันว่า “สิงคโปร์อิงก์” คือมีพลังของทั้งประเทศทำงานเหมือนเป็นองค์กรบริษัท แต่ตอนนี้ประเทศไทยไม่ใช่อย่างนั้นเลย บริษัททั้งหมดของไทยอยู่กันอย่างยถากรรม และรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไทยเปิดเสรีมากไปจนเกิดคอร์รัปชั่น บริษัทเอกชนไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกรมกองต่างๆ มาออกกฎเกณฑ์อะไรมากมายที่จะทำให้การพัฒนาของบริษัทต่างๆ หยุด ตรงนี้เป็นข้อแตกต่าง ประเทศเพื่อนบ้านมีคุณภาพและรวมกันอย่างมีพลัง แต่ไทยไม่มีเลย

สิ่งที่บอกมาทั้งหมดนี้ เพราะต้องการให้มองว่า แม้จะพูดกันว่าจีนเป็นประเทศที่ น่ากลัวมาก แต่อยากจะให้มองและเข้าใจว่า แม้จีนใหญ่ในเวลานี้และกำลังจะใหญ่ต่อไปอีก และมีพลังมากมายยากที่ประเทศใดในโลกจะต้านทานได้ จีนมีเงินทุนมากมาย มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ดังนั้นจึงอย่าไปคิดว่า จีนเป็นคู่แข่ง แต่ควรคิดว่าจะพัฒนาประเทศโดยอ่านจีน แล้วจะพัฒนาให้สอดคล้องกับจีนได้อย่างไร มีสินค้าอะไรที่ไทยจะขายจีนได้ และทำอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของจีน

“ที่พูดเพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดนี้จะได้มองไปในทิศทางของโลก ซึ่งไทยอยู่ข้างๆประเทศจีนและเข้าใจจีนดีกว่าฝรั่งมากมาย ถ้าเชื่ออย่างนี้ ไทยก็ต้องเตรียมตัวว่าเศรษฐกิจไทยต้องผูกกับจีน”

“ก่อศักดิ์” บอกอีกว่า อย่างล่าสุด จีนเริ่มกลับมาปล่อยเรื่องการก่อสร้าง เพราะเขามอนิเตอร์แล้วเห็นว่า การก่อสร้างจะสร้างงานมากมายให้เกิดขึ้น และจะช่วยเศรษฐกิจจีนได้ ตอนนี้อยากให้มองภาพอย่างหนึ่ง คือ ที่เมืองจีนมีนโยบายโกลบอล ไลเซชั่นอย่างชัดเจน เขาจะพยายามลดคนในภาคเกษตร อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าผลจะเป็นอย่างไร ถ้าดูที่ผ่านมา จะเห็นนโยบายจีนที่มีการย้ายคนจาก ภาคเกษตรเข้ามาในเมือง ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ ที่ขยายกระจายออกไปถึงชานเมือง รวมทั้งสร้างเมืองรองรับทำถนนเล็กๆ แคบๆ เพื่อให้ค้าขายเชิงพาณิชย์ ส่วนที่พักอาศัยจะเล็กๆ แต่มีสวนสาธารณะใหญ่แบบ สยามพารากอน ส่วนที่ดินภาคเกษตรกร ก็ทำเป็นรูปแบบบริษัทใหญ่ๆ แทน
ขณะที่เศรษฐกิจไทย หลังจากเจอปัญหาซับไพรม ซึ่งใครๆก็บอกว่าภาคส่งออกและท่องเที่ยวจะแย่ จะมีการปลดคนงาน แต่ผมเชื่อว่าคนไทยปรับตัวเก่ง ถ้าโรงงานถูกระงับสินค้า ส่งออก เจ้าของก็ต้องปรับตัวหาสินค้าอื่นมาทดแทน และต้องหาออร์เดอร์จากเมืองอื่นหรือประเทศอื่น ไม่จำเป็นที่จะต้องมาคิดตามลอจิกว่าทั่วโลกแย่ แล้วไทยต้องแย่ตามไปด้วย

อย่างวันนี้ถ้าบอกว่าเซเว่น อีเลฟเว่น มียอดขายปี 2551 ดีกว่าปี 2550 มาก สวนทางกับธุรกิจอื่น คนก็ไม่เชื่อกัน หรือแม้แต่ 21 วัน ที่ผ่านมาของเดือนนี้ ยอดขายก็ยังดีกว่ามกราคมปีที่แล้ว เพราะช่วงปีใหม่มีวันหยุดยาวหลายวัน ขณะที่ด้านท่องเที่ยวที่บอกว่า นักท่องเที่ยวหายไป เช่น พัทยา เกาะสมุย คนไทยก็กลับมาเที่ยวทดแทนได้หมด จุดที่เคยเสียหายก็ฟื้นตัวส่วนตัวผมคาดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ทั้งหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคม ไม่น่าจะนานขนาด 6 เดือนอย่างที่ คาดการณ์ไว้ตอนแรก

“ก่อศักดิ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย แต่เรา อย่าไปมองว่าจีนเป็นคู่แข่ง อย่าง ซี.พี. ที่อยู่ในจีน พบว่าสินค้าตกแต่งบ้านขายดิบขายดีมาก ขณะที่

คนไทยมีจำนวนไม่น้อยที่ผลิตสินค้าหลายๆอย่างออกมามีคุณภาพและราคาถูกขาย ส่งออกไปประเทศต่างๆทั่วโลกมาก ยิ่งจีนที่เป็นประเทศที่มีความต้องการสูง

“ผมขอย้ำว่า จีนจะเป็นเศรษฐกิจมหัศจรรย์ เป็นไชน่าอิงก์ ไทยต้องเกาะจีน จีนต้องการอะไร ผลิตสินค้าป้อนเขา เขามีอะไร เราก็ซื้อมา ผมทราบว่าคนส่วนใหญ่อยากจะให้ระวังมาก ผมอยากบอกว่า อย่าตื่นตระหนกนะครับ สุดท้ายเรื่องของเศรษฐศาสตร์มันเป็นเรื่องของจิตวิทยา ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขดีมานด์ซัพพลายเท่านั้น ผมพูดอย่างจริงใจว่า ผมไม่ตื่นตระหนก เมืองไทยอาจลำบากเล็กน้อย แต่เราต้องไปรอด ไม่ต้องห่วง เราปรับตัวเก่ง”

ศก.โลกฟื้นเร็วสุดปลายปี”52-ต้นปีหน้า

ศ.ดร.ปราณี ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย โดยใช้ข้อมูลจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจและดัชนีพ้องเศรษฐกิจ พบว่าดัชนีเครื่องชี้เศรษฐกิจของประเทศหลักๆที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรป ญี่ปุ่น และจีน มีทิศทางปรับลดลงอย่างชัดเจน และคาดว่าในอีก 6-8 เดือนข้างหน้า ภาวะเศรษฐกิจจริงอาจมีปัญหาเพิ่มขึ้น และจากข้อมูลที่ปรากฎสะท้อนว่าโลกกำลังมีปัญหามาก

และนี่คือวิกฤตที่สำคัญของโลกเพราะภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักของโลกตกต่ำมาก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี 2552 ของสหรัฐจะโตเพียง 0.1% จาก 1.6% ในปี 2551 ส่วนจีดีพีของญี่ปุ่นปีนี้คาดว่าจะโต 0.5% จาก 0.7% ในปี 2551

ขณะที่เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทย ศ.ดร.ปราณีระบุว่า จากข้อมูลส่วนใหญ่พบว่าทุกตัวหัวทิ่มลงเกือบทั้งหมด เช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ตัวเลขการ ส่งออก ตัวเลขนักท่องเที่ยว ดัชนีตลาด หลักทรัพย์ ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจ ยกเว้นปริมาณเงิน ซึ่งเกิดจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินการคลัง และราคาน้ำมันที่ลดลงมาก

ทั้งนี้ ศ.ดร.ปราณีระบุว่า ความเสี่ยง ของเศรษฐกิจไทยที่ต้องระวังคือ 1. แรงกระแทกจากภายนอก โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตการเงิน และการหดตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ 2. ความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด (deflation) 3. เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว และ 4. ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น จีน ที่กำลังประสบปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ซึ่งอาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตของจีนที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 7-8% หากจีนขยายตัวลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น นโยบายที่ควรทำเพื่อดูแลเศรษฐกิจไทย ศ.ดร.ปราณีเสนอว่า ต้องดำเนินนโยบายการเงิน และการคลังผ่อนคลายต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงและกระทบส่งออกอย่างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะลด ดอกเบี้ยลงอีก หลังจากปรับลดไปแล้ว 1.75% นอกจากนี้รัฐบาลควรทำนโยบายที่ดำเนินการได้ทันกาลและมุ่งสู่เป้าหมาย แต่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่หว่านไปทั่ว อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นอุปสงค์ควรทำชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดภาระการคลังมากเกินไป

ศ.ดร.ปราณี ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบขาดดุลของรัฐบาลว่า ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และเกิดภาระหนี้ในอนาคต ดังนั้นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากจะกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นแล้ว ควรคำนึงถึงโครงการที่เกิดประโยชน์ในระยะยาวต่อคนรุ่นหลังด้วย ตัวอย่างเช่น โครงการเกี่ยวกับทุนการศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพของแรงงานในอนาคต การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน การจ้างบัณฑิตที่จบใหม่ให้ทำงานในโครงการที่สร้างความรู้เพื่อพัฒนาประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต
ศ.ดร.ปราณี ย้ำว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินการ และเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ด้วย

“โดยสรุปแล้วในปี 2552 เศรษฐกิจ ทั่วโลกรวมถึงเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ไม่ตกต่ำเหมือนช่วงการตกต่ำครั้งประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก หรือ Great Depression แต่กว่าเศรษฐกิจโลกจะโง่หัวขึ้นอย่างเร็วที่สุดคือประมาณปลายปี 2552 หรือต้นปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าจะไม่เร็วกว่านั้นแน่”

แนะติดตาม ศก.โลกใน 4 ประเด็น

ชี้เสี่ยงเกิดวิกฤตการเงินรอบ 2

ด้าน ศ.ดร.ตีรณ มีความเห็นว่า เราไม่ควรมองเศรษฐกิจแบบสวยหรู และจะต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากปัญหาซับไพรม ได้ส่งผลให้ราคาบ้านในสหรัฐตกลงประมาณ 20-25% จากที่เคยสูงสุด และการลดลงของราคาบ้านมีลักษณะเร่งตัวมาก เพราะฉะนั้นปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ไม่ได้ชะลอลง แต่กำลังแรงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นคือข่าวร้ายที่ ศ.ดร.ตีรณมองว่า ราคาบ้านที่ลดลงมาก จะมีผลกระทบต่อสถาบันการเงินอีกระลอกหนึ่ง และทุกคนกำลังคิดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐแท้จริงแล้วอาจเพิ่งเริ่มต้นขึ้น และจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ 2 ความแปรปรวนของภาคการเงิน นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐปล่อยให้สถาบันการเงินที่เก่าแก่อย่างเลห์แมน บราเธอร์ ล้มละลายเมื่อ ก.ย.2551 ส่งผลให้ภาคการเงินของสหรัฐแปรปรวนมากและหยุดการทำงาน จนต้องออกมาตรการค้ำประกันเงินฝากเพื่อหยุดความตื่นตระหนก

ศ.ดร.ตีรณตั้งข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าวว่า วิกฤตการเงินของสหรัฐอาจจะมีอีกรอบเป็นรอบที่สอง ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินความเสียหายของสหรัฐจากวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญประมาณความเสียหายว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ดังนั้นจะต้องดูให้ดี เพราะหากเกิดวิกฤตการเงินรอบสองก็จะกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของไทยแน่นอน

ประเด็นที่ 3 ราคาน้ำมัน ที่ขณะนี้ยังไหลลงเรื่อยๆ แต่ไม่ควรไว้ใจราคาน้ำมันตอนนี้มากนัก เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงอยู่ประมาณ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนผลิตที่อยู่ประมาณ 60-70 ดอลลาร์/บาร์เรล ดังนั้นเชื่อว่าผู้ผลิตต้องลดกำลังการผลิต เพียงแต่ว่าต้องลดแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นประเด็นคือ ราคาน้ำมันอาจลดลงต่อเนื่องไปอีกใน 2-3 ไตรมาสข้างหน้า แต่อาจปรับขึ้นอีกปลายปีนี้

ประเด็นที่ 4 ต้องติดตามการลุกลามของวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ที่เริ่มต้นจากสหรัฐ และเริ่มลุกลามไปที่ยุโรป โดยมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปปีนี้จะติดลบ 2% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐจะติดลบ 1% และตอนนี้ปัญหาการลุกลามเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีไอเอ็มเอฟเป็นองค์กรหลักเพียงองค์กรเดียวที่ได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลในหลายประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตแล้ว และหากมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การดูแลจะทำได้แค่ไหน ซึ่งกรณีเศรษฐกิจไทยการลุกลามเริ่มเข้ามาใกล้เรา หากจีนไม่สามารถรักษาการเติบโตได้ตามเป้า 7-8%

“ถ้ามองจาก 4 ประเด็นดังกล่าว จะเห็นว่าสถานการณ์น่ากังวลพอสมควร และยังไม่ค่อยปลอดภัย ในแต่ละจุดน่าห่วงแค่ไหนขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและรัฐบาลประเทศนั้นๆ จะต้านได้แค่ไหน บางประเทศออกมาตรการจนหมดแล้ว เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ลดดอกเบี้ยจนหมดแล้ว เป็นต้น” ศ.ดร.ตีรณกล่าว

สำหรับจีดีพีของไทย ศ.ดร.ตีรณประมาณการว่า จะเติบโตได้ประมาณ 1-2% ทั้งนี้รวมแพ็กเกจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมากระตุ้นเศรษฐกิจแล้วคืองบฯกลางปีกว่า 100,000 ล้านบาท และมาตรการภาษีที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท รวมแล้วคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 150,000 ล้านบาท หรือ 1.6-1.7% ของจีดีพี

ดังนั้นถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ ฟื้นตัวได้ประมาณปีละ 1% ในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลอาจจะต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มถึง 275,000-300,000 ล้านบาท แต่หากรัฐบาลดำเนินมาตรการที่ไม่มีโครงการที่ดีมารองรับ แต่หากรัฐบาลสามารถดำเนินโครงการที่ดีและมีการรั่วไหลในการดำเนินการน้อย รัฐบาลอาจใช้เม็ดเงินเพียง 200,000 ล้านบาทเท่านั้น

“จุดสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาถึงจุดที่เราต้องเข้าใจว่า เศรษฐกิจขณะนี้ขาลง ต้องใช้นโยบายการคลังเป็นหลัก โดยเม็ดเงินอาจไม่สำคัญ แต่ต้องเน้นโครงการที่ดี มีกลยุทธ์ และมีความโปร่งใส ส่วนนโยบายการเงินผ่อนคลายอาจไม่ได้ ผลเต็มที่ เพราะมีความเสี่ยงเต็มไปหมด ทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุน” ศ.ดร.ตีรณกล่าว

อย่าคาดหวังรัฐบาลจะพลิกฟื้น ศก.เร็ว

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร ให้มุมมองในฐานะคนวาณิชธนกิจในภาคการเงินว่า ในช่วงเวลากว่าปีครึ่งถึง 2 ปีที่ผ่านมา นั่งทำงานทุกวัน ตั้งคำถามอยู่ 4 คำถามว่า

1.เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของโลกและระบบการเงินของโลก

2.แล้วระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

3.แล้วจะกระทบประเทศไทยอย่างไร และจะรอดหรือไม่

และ 4.ในฐานะที่ตัวเราเป็นส่วนหนึ่งที่รับผิดชอบทางด้านภาคการเงิน ควรจะทำอย่างไร และรัฐบาลควรจะทำอย่างไร

“พบว่าตลอดปีที่ผ่านมา 4 คำถามนี้ ประชุมผู้บริหารถามทุกครั้ง และคำตอบก็เปลี่ยนมันทุกเดือน มันไม่นิ่ง เพราะฉะนั้น ผมอยากเล่าให้ฟังความคิด 4 คำถามนี้ เป็นคำตอบ ณ 21 มกราคม 2552 มันจะยังไม่นิ่ง มันจะยังมีวิวัฒนาการกันต่อๆ ไป”

ถ้ามองย้อนไป 20 ปีเศษที่ผ่านมา โลกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมาก ที่สำคัญมีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรกันมากขึ้นผ่านกลไกของตลาดการเงิน จนตลาดการเงินมีอัตราเติบโตสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยใน ปี 1985 เศรษฐกิจการเงินมีขนาดใหญ่ 100% ของโกลบอลจีดีพี แต่ในปี 2005 มีขนาดเพิ่มเป็น 300% ของโกลบอลจีดีพี มีการพัฒนานวัตกรรมการเงินและตราสารต่างๆ มาก ซึ่งตราสารอนุพันธ์ในปี 1985 มีขนาด 50% แต่ในปี 2006 มีขนาดใหญ่ถึง 1,400% มีการเติบโตที่ซับซ้อน โดยตลาดการเงินได้เปลี่ยนสภาพจากที่มีสัดส่วนตลาดเงิน 50% และตลาดทุน 50% กลายเป็นสัดส่วนตลาดทุนใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่าของ ตลาดเงินในปี 2006

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ระยะหลังนักเศรษฐศาสตร์มีการพูดถึงความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจพัฒนา 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย และก็เปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนามาไฟแนนซ์ประเทศพัฒนาแล้ว โลกมันเปลี่ยนข้าง สรุปว่าเราไปไฟแนนซ์ประเทศพัฒนา คือผลิตน้อยบริโภคมาก แต่มีเงินไหลกลับเข้าไปให้บริโภคมาก มีเงินออกไปลงทุนอีก เอาเงินไปให้เขากู้ แล้วเขาได้เงินไปมาเทกกิจการเรา เราซื้อบอนด์เขา เขามาซื้อหุ้นเรา อันนี้ก็เป็นเรื่องของไม่สมดุล เป็นเรื่องของนวัตกรรมการเงิน การขยายตัวของตลาดการเงินทำให้อินบาลานซ์บับเบิลเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว มันขยายตัวไปได้ค่อนข้างจะนาน แต่ในที่สุดทุกอย่างก็จบ เป็นวิกฤตทุกวันนี้”

คำถามคือ สิ่งที่เผชิญเป็นวัฏจักร ธรรมดา หรือจะเป็นโครงสร้างใหม่ที่เปลี่ยนไป ตรงนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะมันไม่ใช่วัฏจักรธรรมดา ครั้งนี้เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก และปัญหาการฟื้นตัวจะใช้เวลายาวนานแค่ไหน ตนไม่มีคำตอบชัดเจน เพราะตั้งคำถามแล้วก็เปลี่ยน คำตอบไปเรื่อยๆ ดูอย่างหุ้นสหรัฐในปี 2008 ตก 41% มากสุดนับจากปี 1932 ที่ตก 47% แต่ที่น่าแปลก หุ้นสหรัฐตกน้อยที่สุดในโลก

ถามว่าแล้วจะเป็นอย่างไรตไป “บรรยง” บอกว่า กระบวนการปรับโครงสร้างใหญ่ๆ เกิดขึ้นแน่นอน ตอนนี้สถาบันการเงินใหญ่ๆ ของโลกเปลี่ยนไปมาก เพราะฉะนั้นกลไกของมาร์เก็ตก็จะเปลี่ยนไปบ้าง 2.ตลาดทุนที่เปลี่ยนแน่นอนทั้งในแง่นักลงทุนและสถาบันการเงิน

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เราพึ่งพาการส่งออกและบริการ 36% ของจีดีพี เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกปรับตัวลง เศรษฐกิจไทยย่อมกระทบแน่นอน แต่ไทยก็อยู่ในฐานะที่จะแข็งแรงเพราะไม่ขาดดุลมาก และฐานะของสถาบันการเงินดี หนี้ต่างประเทศต่ำเมื่อเทียบกับทุนสำรอง และหนี้สาธารณะยังต่ำอยู่ แต่สิ่งที่จะกระทบจากปัญหาต่างประเทศ คือ การลงทุนที่ต่ำมากแค่ 22% ต่ำมานานแล้วและคงต่ำไปอีก จะกระตุ้นให้ฟื้นก็ไม่ได้ง่าย เพราะฉะนั้นก็จะมีปัญหาเศรษฐกิจไม่โตและไม่มีการจ้างงาน

“ของไทยเราเป็นภาพไม่สวยงาม และจำเป็นต้องเจอ ถามว่ารัฐบาลจะทำยังไง ผมมอง 2-3 ประเด็น คือ รัฐบาลมีงบฯขนาดเล็ก 17-18% ของจีดีพี และศักยภาพของรัฐบาลมีอยู่เพียง 2 ด้าน คือ ใส่งบฯ ลงไป และการเข้าแทรกแซงกระบวนการเคลื่อนย้ายทรัพยากรตามจุดต่างๆ ถามว่ารัฐบาลใส่งบฯเข้าไป 5 แสนล้านบาท จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่น่าจะได้ คือผมคิดว่า สังคมให้ความสำคัญกับรัฐบาลมากไปหน่อย ซึ่งพอคนผิดหวังก็จะให้เปลี่ยนรัฐบาล ผมว่ากระแสไปหวังรัฐบาลจะพลิกฟื้นได้ มันไม่มี ความจริงของเราคือต้องสู้กับมัน และกัดฟันกับมัน”

บรรยงกล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่วิตก คือ วันนี้สังคมไทยเป็นสังคมจัดภาคทำให้ข้าราชการไม่กล้าทำอะไร เพื่อตัวเองทำงานจะได้ไม่ผิดพลาดหรือถูกให้ออกจากราชการ ซึ่งจะกลายเป็นข้าราชการไม่ทำอะไรเลย จึงยิ่งทำให้หวังยากขึ้น ซึ่งตนก็เห็นด้วยกับรัฐบาลที่อัดเงินเข้าไปได้ผลเร็วจริง แต่การแจกเงินมีการหักหัวคิวไม่เหมือนหักลดหย่อนภาษี ดังนั้นการคาดหวังจะให้เกิดผลเปรี้ยงปร้าง เศรษฐกิจฟื้นจากรัฐบาลไม่น่าเป็นไปได้

แล้วมันจะฟื้นตัวอย่างไร ตนไม่มีคำตอบชัดเจน เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: