Posted by: management2008 | มกราคม 23, 2009

“จุดยืน”ดอกเบี้ย “บัณฑูร VS กรณ์”

ที่มา: www.suthichaiyoon.com

“เมื่อมีวิกฤติ อาจจะมองว่า สถาบันการเงินมีกำไรมาก จึงเป็นประเด็นที่ถูกกดดันจากการเมืองและสังคม” นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าว พร้อมกับชี้ว่า เรื่องรวมกัน “ฮั้ว” ดอกเบี้ยในยุคนี้ไม่มี ซึ่งยอมรับว่า อาจจะเคยเกิดขึ้นในอดีต 15-20 ปีก่อน แต่ปัจจุบันเป็นผลจากกลไกของตลาด
ขณะที่ “กรณ์”วอนแบงก์ร่วมมือรัฐแก้ปัญหาชาติ ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาในระดับที่เหมาะสมทั้งนี้ นายบัณฑูร ยังกล่าวอีกว่า ข้อเรียกร้องของภาครัฐให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลง ว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า หากรัฐไม่พูดถึงจะเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะเมื่อมีวิกฤติ อาจจะมองว่า สถาบันการเงินมีกำไรมาก จึงเป็นประเด็นที่ถูกกดดันจากการเมืองและสังคม

แต่ต้องเข้าใจว่า เรื่องรวมกันฮั้วเรื่องดอกเบี้ยในยุคนี้ไม่มี ซึ่งยอมรับว่าอาจจะเคยเกิดขึ้นในอดีต 15-20 ปีก่อน แต่ในยุคนี้จะมีผู้นำร่องก่อนว่า ราคาดอกเบี้ยควรอยู่เท่านี้ และหากธนาคารแห่งอื่นเห็นว่า ราคาที่เหมาะสมใช้ได้ก็จะใช้ราคานี้ เป็นผลของกลไกของตลาด

ภาคธุรกิจมีโจทย์ที่จะต้องทำกำไร และสร้างความมั่นคง แต่หากภาครัฐเห็นว่า การกำหนดราคาดังกล่าวไม่เหมาะสม ก็ควรจะมีวิธีการจัดการ ซึ่งในทุกตลาดที่ใช้ระบบเสรี

เมื่อเกิดปัญหา รัฐจะต้องเข้ามาดูแล โดยทางเลือกที่ทำได้คือ

1.ใช้ธนาคารรัฐนำทาง ลดดอกเบี้ยเงินกู้และเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝาก แล้วดูว่า ตลาดจะตามไหม เพราะสถาบันการเงินทุกแห่งต้องการปกป้องลูกค้าเงินฝากและลูกค้าเงินกู้ที่ดีของตัวเอง หากโดนกดดันจากธนาคารรัฐก็อาจจะดึงตัวเลขลงไปได้

2.กำหนดราคาไปเลย เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากไม่ควรต่ำกว่าเท่าไหร่ หรือดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ควรเกินเท่านี้ ในแต่กรณีต้องคิดให้ดี เพราะนั่นคือการส่งสัญญาณการแทรกแซงตลาด และเข้ามาเกี่ยวข้องกลไกของตลาด

โดยระบบการบริหารความเสี่ยง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันมาตลอดและควบคุมระบบการเงิน ที่จะสอดคล้องกับระบบการปล่อยสินเชื่อ โดยการปล่อยสินเชื่อ และการกำหนดราคาของธนาคารพาณิชย์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

ขณะที่ธปท.เองมุ่งเน้นให้สถาบันการเงินมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดีให้บริหารความเสี่ยง และตั้งราคาเหมาะสม ซึ่งการบริหารความเสี่ยงที่เป็นหัวใจของ ธปท. นี่เองที่ทำให้สถาบันการเงินไทยไม่เกิดระเบิดรอบนี้

นายบัณฑูร กล่าวย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงโดยการชี้นำของธปท.สำเร็จพอควร ถ้าเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินตะวันตก “ภาครัฐทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท. จะต้องถกกันว่า ความเหมาะสมของการกำหนดราคา ซึ่งธนาคารพาณิชย์ก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล หากมีการถกเถียงเพื่อหามาตรการที่ชัดเจน”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวอีกว่า “ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ พิสูจน์แล้วว่าระบบเสรีไม่ใช่คำตอบเสมอไป ขณะเดียวกันการแทรกแซงก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไปเช่นกัน ในขณะนี้รัฐกำลังแทรกแซงด้วยคำพูด”

“แต่การออกมาตรการแทรกแซงนั้น รัฐบาลจะต้องคิดให้ดีว่าจะแทรกแซงตรงไหนมีรูปแบบอย่างไร รวมทั้งต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดตามมาด้วย เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลตามมา ในเมื่อระบบของตลาดบีบให้ทุกคนเดินอย่างนี้” นายบัณฑูร กล่าว

นายบัณฑูร กล่าวย้ำว่า ระบบสถาบันการเงินแข็งแรง เพราะเข้มในการดูแลความเสี่ยงตามกรอบของ ธปท. การกำไรมากเกินไป ก็เป็นผลของกลไกที่มีอยู่ “หากไม่เป็นที่พอใจหรือไม่เหมาะสม ทางการก็นั่งคุยกันสิ ถ้าจะให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ก็สั่งสิ รัฐบาลต้องคิดโจทย์กันก่อนแล้วออกมาตรการมา จะเรียกไปคุยก็ได้ ไม่ใช่โต้กันผ่านหนังสือพิมพ์”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สถาบันการเงินพร้อมปฏิบัติตามกรอบ และนโยบายของประเทศอยู่แล้ว แต่หากไม่นั่งถกกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ ส่วนคำว่า เสียสละพูดยาก เป็นการพูดครอบจักรวาล ไม่เกิดผล

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาถือว่า มีความจำเป็นในภาวะปัจจุบัน ขณะที่การใช้จ่ายของภารรัฐนั้น ยอมรับว่า ถือเป็นความยากลำบากในการจัดการ เพราะมือหนึ่งต้องกระตุ้นอีกมือหนึ่ง ก็ต้องกำถุงเอาไว้ คิดว่าในที่สุดก็ต้องหาความเหมาะสมให้ได้

ทั้งนี้ นายบัณฑูร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Crisis Is Opportunity” ที่จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ถึงความหวังในการบรรเทาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จะขึ้นอยู่กับรัฐบาลในแต่ละประเทศ และแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่สามารถเห็นทางออกจากวิกฤติได้ แต่โชคดีที่ปัญหาไม่ได้ระเบิดในประเทศไทย เพราะส่วนหนึ่งไทยได้รับบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ต่างจากประเทศตะวันตกที่เป็นต้นแบบทางวิชาการมากมาย

ในภาคธุรกิจเองมีโจทย์ที่ต้องทำเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีหรือไม่มีวิกฤติก็ตาม นั่นคือการคิดค้นนวัตกรรมในการบริการที่จะตอบสนองตลาด และความต้องการของลูกค้า ถือเป็นความจำเป็นสำหรับความอยู่รอดและสามารถตามตลาดได้ทัน ขณะเดียวกันต้องหาแนวทางควบคุมต้นทุน เพราะไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ล้วนต้องเพิ่มขึ้น

“การคิดค้นนวัตกรรมในธุรกิจเป็นของคู่โลก หากคิดไม่ออกก็กดดัน ตื่นเช้ามาต้องดูว่าใครเขาทำอะไรออกมา ยิ่งในช่วงมีวิกฤติ คนไม่ซื้อของง่ายๆ ลูกค้ามีงบจำกัด ทุกคนตัดงบประมาณด้วยกันทั้งนั้น งบการทำตลาดและโฆษณา มีปฎิกิริยาลูกโซ่ตามมา

เรื่องเศรษฐกิจเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ แต่สิ่งที่ตัดไม่ได้คือต้องมีการจัดและคิดอะไรใหม่ ต่อให้อยู่ในวิกฤติแล้วมืดแปดด้าน ก็จำเป็นต้องคิด เพราะการมีวิกฤติขั้นหนึ่งเหมือนเรือใบ ที่ใบเรือต้องกินลม จึงจะวิ่ง ทุกคนต้องมีความตึงขั้นหนึ่งในชีวิตต้องมีความตึง เพื่อผลักดันให้แก้ปัญหา เป็นความกดดันที่ต่างกัน

นายบัณฑูร ยังกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้นั้น ธุรกิจจะต้องมีพื้นฐานความเข้าใจโจทย์ทางธุรกิจ เพื่อสนองตอบได้ถูก เพราะการจะนำไอทีมาใช้ หากไม่มีความเข้าใจธุรกิจจะนำไอทีมาใช้ให้สอดคล้อง

ความจำเป็นของธุรกิจจะตอบโจทย์ได้อย่างไร โดยเฉพาะการลงทุนในไอที เพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน หรือ Re-engineering ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ และลดต้นทุนให้แข่งขันได้ “คนที่อยู่ในบริษัทไอที ต้องมีความเข้าใจโจทย์หรือยุทธศาสตร์ขององค์กร ฝ่ายไอทีและฝ่ายอื่นๆ จะต้องพูดภาษาเดียวกัน คือการตอบสนองความต้องการลูกค้า และข้อจำกัด ต่างๆ ต่อให้จ้างเอาท์ซอร์ส (Outsourcing) ก็ตาม

ยิ่งในฃ่วงวิกฤติ โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่ หากจะแก้ไขระบบอะไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายต้องมาแน่ จึงเป็นโจทย์ที่ธุรกิจต้องคิดว่า จะทำอะไรก่อนหลัง ซึ่งการจ่ายปีนี้แต่รายได้อาจจะมาชาติหน้าหรือปีหน้าก็ไม่แน่ใจ แต่หากไม่ลงทุนเลยในพื้นฐานการผลิต ก็ฆ่าตัวตายระยะยาว เพราะเพื่อนตลาดพัฒนาไป แต่เราไม่ได้ทำ จึงเป็นโจทย์ที่ต้องตัดสินใจ แต่ไม่เป๋ไปกับยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้

“กรณ์”วอนแบงก์ร่วมมือรัฐแก้ปัญหาชาติ ลดดอกกู้

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงนั้น ไม่อยากให้ธนาคารพาณิชย์คอยให้ธนาคารของรัฐเป็นผู้นำร่องไปก่อน เพราะไม่ได้มีส่วนแบ่งทางการตลาดเท่ากับธนาคารพาณิชย์ แต่เห็นว่าทั้งธนาคารของรัฐและเอกชนควรมองเห็นความสำคัญในความร่วมมือแก้ปัญหาด้วยกัน เพราะหากลูกค้าของธนาคารอยู่ได้ ธนาคารก็อยู่รอด

โดยก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคลังออกมาให้ความเห็นว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลงมากนัก เพราะแม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปถึง 1% ในเดือน ธ.ค. 2551 แต่ดอกเบี้ยในระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงเพียง 0.25% เท่านั้น ทั้งนี้ เหตุผลอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น จึงต้องเผื่อสำรองส่วนต่างของดอกเบี้ยไว้

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีทางเลือกน้อยในการระดมเงิน และส่วนใหญ่เป็นการระดมเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ ขณะที่สเปรดธนาคารพาณิชย์ไทยยังสูงถึง 6% ส่วนต่างประเทศสเปรดอยู่ที่ 1.5% เท่านั้น และอำนาจการครอบครองส่วนแบ่งตลาดจะอยู่ที่แบงก์ใหญ่ ดังนั้น จึงเห็นว่าสเปรดดอกเบี้ยลดลงได้อีก

แต่จากภาวะตกต่ำและถดถอยของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะการใช้นโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงภึงสองครั้งซ้อนจำนวน 1.75% เพื่อหวังผลกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนักลง

และคาดหวังว่า จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศสนองตอบ ด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลงในระดับเดียวกันคือ 1-2% แต่ธนาคารพาณิชย์ได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้สองครั้งเพียงแค่ 0.5%

โดยที่ยังคงรักษาส่วนต่างกำไรดอกเบี้ยไว้สูงถึง 6-7% ตามที่รัฐมนตรีคลัง ได้ออกมาเปิดเผยในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์พยายามโต้แย้งว่า ผลกำไรที่เกิดขึ้นนั้นมีส่วนต่างดอกเบี้ยเพียง 2% เท่านั้น รวมทั้ง อ้างความเสี่ยงของการปล่อยสินเชื่อ (Credit Risk) ที่มีมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ได้แจ้งฐานะการทำกำไรในปี 2551 ผ่านตลาดหลักทรัพย์ มีกำไรสุทธิรวมกัน 8 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ กำไรสุทธิ 7.3 หมื่นล้านบาท เป็นของ 5 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: