Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 27, 2008

ความสูญเสีย…จากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

นักธุรกิจห่วงปิดสุวรรณภูมิฉุดท่องเที่ยวหนัก และสูญเสียความเชื่อมั่นระยะยาว ซ้ำเติมภาพรวมประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ด้าน รมว.คลังระบุ ภาคการท่องเที่ยวและลงทุนรับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 5% และหวั่นการใช้งบแสนล้านต้องขออนุมัติต่อสภามีความล่าช้าไปด้วย ส่วนโรงแรมเซ็นทรัลยอมรับรายได้ลดลง 20 ล้านบาท
ทั้งนี้มีการประเมินเบื้องต้นผลกระทบเสียหายต่อวัน จากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง โดยผู้ส่งออกที่ต้องส่งผ่านคาร์โกสูญพันล้านบาท ท่องเที่ยวขาดรายได้ 240 ล้านบาท ขณะที่การบินไทยต้องขาดทุน 500 ล้านบาทรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิที่สูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมถึงวันละ 50 ล้านบาท เนื่องจากมีเที่ยวบินขึ้น-ลงวันละ 700 เที่ยว ขณะที่ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ว่า ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและการลงทุนจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศขณะนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ที่อาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ หรือต่ำกว่า 5% ส่วนปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ลดลง หรือขยายตัว 3-4%”ปัญหาการเมืองขณะนี้ แน่นอนว่า กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาไทยเฉลี่ยปีละ 1.7 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศเฉลี่ยปีละ 7 แสนล้านบาท ซึ่งนอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงแล้ว ยังจะทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นจากการที่สายการบินต้อง Charge ค่าประกันภัยเพิ่มขึ้น และรัฐบาลประเทศต่างๆ อาจขอให้ผู้ที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยจำนวนมาก เช่น ประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ นักลงทุนย่อมมีทางเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นได้” นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเรื่องโครงสร้างภาษี ไม่ได้เป็นการช่วยเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นเรื่องที่จะช่วยเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่การลดดอกเบี้ยจะไม่ได้ช่วยเรื่องสภาพคล่องของภาคธุรกิจในขณะนี้ เพราะภาคธุรกิจคำนึงถึงความเสี่ยง ในการลงทุนมากกว่า

ส่วน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากการกระทำที่ปิดทางเข้าออกย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงไปทั่วโลก

“กระทบเศรษฐกิจแน่ อะไรที่ปิดประตูเข้าออกบ้านเมือง จะกระทบชื่อเสียงไปทั่วโลก” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

โรงแรมเซ็นทรัลรายได้ลด 20 ล้านบาท

ขณะที่ นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารและการเงิน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา กล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิปิดให้บริการและหยุดทำการบิน ขณะนี้ลูกค้าขอยกเลิกจองห้องพัก ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลต่อการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2551

“ไตรมาส 4 นี้ เรากระทบแน่นอน ประเมินความเสียหาย เบื้องต้นเราคิดว่ารายได้เราจะลดลงไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทจากที่ประเมินไว้ว่าธุรกิจโรงแรมจะมีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4 นี้โดยเชื่อว่าจะมียอดผู้เข้าพักหายไปประมาณ 3% ” นายรณชิต กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนจะสิ้นปี 2551 จึงคาดรายได้รวมของบริษัทจะยังทำได้ตามเป้าหมายที่ 8 พันล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมารายได้ของบริษัทเติบโต 16% จากปีก่อนในช่วงเดียวกัน ขณะเดียวกัน คาดกำไรสุทธิปี 2551 ยังคาดว่าสูงกว่าปีก่อน

นายรณชิต กล่าวว่า เบื้องต้นปี 2552 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเพิ่มขึ้นไว้ที่ 9.1 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10% โดยมีสัดส่วนธุรกิจโรงแรม 42% ใกล้เคียงกับปี 2551 ซึ่งประมาณการรายได้ปีหน้าได้ประเมินผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลกแล้ว จึงได้ปรับลดลงมาจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 20% จากปี 2551 แต่จะมีการทบทวนอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิครั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโรงแรมในกลุ่มเซ็นทารา จำนวน 10 แห่ง และปีหน้าจะเพิ่มเป็น 12 แห่ง

ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอี

ด้าน นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า จากวิกฤติการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะกลัวว่าสต็อกสินค้าที่มีอยู่อาจถูกคู่ค้าต่างประเทศขอยืดการชำระและรับสินค้า ขณะเดียวกันในด้านเงินทุน จะมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะธนาคารจะมีการเข้มงวดปล่อยกู้มากขึ้น

ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่า ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะเป็นรัฐบาลที่มีแต่ความขัดแย้งและมีปัญหา และเหตุการณ์ในปัจจุบันจะเกิดผลกระทบเลวร้ายเพิ่มขึ้นเรื่อย แต่หากไม่สามารถจัดการปัญหาการชุมนุมได้ ความเลวร้ายจะแรงขึ้น ความเชื่อมั่นจะหายไป สุดท้ายประเทศก็จะไม่รอด เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่าปัญหาใหญ่มากๆ

ส่วนภาคเอกชนจะมีบทบาทในการช่วยเหลือวิกฤติการเมืองได้อย่างไร หอการค้าจะมีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์นี้ (1 ธ.ค.) ควรมีจุดยืนอย่างไร หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ก็เหมือนกับเป็นการยอมรับสภาพ

ความเชื่อมั่นเสียหายระยะยาว

นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แม้ไทยจะมีปัญหาการเมืองถึงขั้นปฏิวัติ แต่ทุกคนรับรู้ว่ากรุงเทพฯมีความปลอดภัย สามารถค้าขายและทำธุรกิจต่อได้ จนเป็นสัญลักษณ์ แต่ถึงขณะนี้ มีคนละเมิดสิทธิคนอื่น ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย จากอดีตที่นักธุรกิจยังทำงานได้ แม้จะมีปัญหาการเมือง เพราะฝ่ายเศรษฐกิจยังเดินต่อไปได้ แต่ขณะนี้ ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ ทำงานไม่ได้ การปิดสนามบิน และประท้วงขณะนี้ ทำให้ไทยได้รับความเสียหาย ไม่ใช่แค่เม็ดเงินจากท่องเที่ยว การเดินทางหรือสิ่งของ แต่ความเชื่อมั่นจะเสียหายในระยะยาว

“ตอนนี้ภาพลักษณ์ไทยกู่ไม่กลับแล้ว เราได้รับผลกระทบ ความเสียหายก็กู่ไม่กลับแล้ว” นายเดช กล่าว

ส่วนนายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการเลขากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กระทบต่อนักลงทุนไทยและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อศรัทธาการลงทุนของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งภาวการณ์ดังกล่าวถือว่าซ้ำเติมภาพรวมประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโลกอยู่แล้ว

เขากล่าวว่า จากเดิม กบข.ให้น้ำหนักวิกฤติการเงินโลกมากกว่าปัญหาการเมืองในประเทศ แต่สถานการณ์ปัญหาการเมืองล่าสุดที่เกิดขึ้นถือว่า มีผลมากกว่าปัจจัยภายนอกแล้ว เพราะประเทศอื่นๆ ซึ่งเจอวิกฤติการเงินสหรัฐเหมือนกัน แต่ประเทศต่างๆ เหล่านี้ไม่มีปัญหาการเมือง

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่รับผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ครั้งนี้ คือ ภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ตลาดหุ้นไทย มีโอกาสลงทุนมาก เพราะบริษัทจดทะเบียนมีผลการดำเนินงานที่เป็นกำไร แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มองปัจจัยลบของประเทศไทยมี 2 วิกฤติคือวิกฤติทั้งในประเทศและวิกฤติจากนอกประเทศ

ขณะที่นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชิน คอร์ปอเรชั่น ยอมรับว่า จากสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และการปิดสนามบินไม่ใช่แค่ทำให้ผู้โดยสารมีปัญหาเรื่องการเข้าออกในประเทศเข้านั้น แต่ยังลามไปถึงภาคธุรกิจที่มีการติดต่อกับต่างประเทศ ต้องชะงักลง และการตัดสินใจการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศก็เริ่มมีความกังวลมากขึ้น โดยกลุ่มที่กระทบตรงคือภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม

ชี้ท่องเที่ยว-การบิน-รพ.อ่วม

บทวิเคราะห์ บล.นครหลวงไทย ระบุว่า ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิผลกระทบเชิงลบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนของรายได้คิดเป็น 5%ของจีดีพี หากพิจารณาผลกระทบโดยตรงเบื้องต้นจะมีมูลค่าความเสียหายรายได้จะสูญไป 60,000- 100,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน คือ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบิน และกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มปรับประมาณการในอนาคตลงชัดเจน เพราะการเติบโตจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2551 ลดลงมากเป็นประวัติการณ์ และลดลงต่ำกว่าวิกฤตการณ์ระเบิดที่ตึกเวิลด์เทรด และเหตุการณ์สึนามิในปี 2545 ที่ระดับ -2% และ 2548 ที่ระดับ-1%

ส่วนผลกระทบกับธุรกิจการบิน ระยะสั้นได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานที่หยุดชะงักจากผลของการปิดสนามบิน ทั้งนี้ สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินหลักของบริษัทท่าอากาศยานไทย (AOT) ผลกระทบทางตรงในระยะสั้นจากการปิดสนามบินคาดจะกระทบรายได้ต่อปีวันละ 0.29% หรือเบื้องต้นวันละ 52-53 ล้านบาท ทั้งนี้ AOT มีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่โดยสัดส่วนหลัก เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายพนักงานรวม 47 ล้านบาท/วัน

บริษัทการบินไทย ซึ่งสัดส่วนรายได้ที่กระทบโดยตรงมาจากรายได้ค่าโดยสาร และค่าน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 81% ของรายได้รวมทั้งนี้ หากจำนวนผู้โดยสารปรับลดไปทุก 1% คาดว่าจะกระทบรายได้ทั้งปีประมาณ 0.81%

นักธุรกิจจี้รัฐตัดสินใจกู้สนามบิน

นักธุรกิจจี้รัฐแก้ปัญหาปิดสุวรรณภูมิ จี้นายกฯ ลาออก เพื่อชาติ ในขณะที่ คาร์โก้ระบุ ส่งออกอาหารเสียหายหนัก ด้านธุรกิจโรงแรมฟุบ 6 เดือน ไร้อนาคต ส่วนบริษัทข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ประชุมแผนปลายปีระดับภูมิภาค ไร้เงา ทีมไทย เหตุไร้เครื่องบินเดินทาง

นายภูษิต ศศิธรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ โกลบอล เน็ทเวอร์ค จำกัด กล่าวว่า เหตุการณ์ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิส่งผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ ที่ลูกค้ายกเลิก รวมถึงบริษัทต่างประเทศอีก 4-5 รายที่มีกำหนดเข้ามาเจรจาธุรกิจในช่วงนี้ก็ยกเลิกไปเช่นกัน

“คงไม่สามารถประเมินความเสียหายออกมาได้ แต่อยู่ในระดับรุนแรงมาก โดยเฉพาะภาพพจน์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของต่างชาติ ซึ่งหากไม่สามารถจบได้เร็ว จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในระยะยาว ยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจให้แย่หนักลงไปอีก”

ทั้งนี้มีความเห็นว่า ทางออกทางเดียว คือ รัฐบาลต้องลาออก เพราะได้เลยจุดเจรจากันไปแล้ว และอยากให้มองว่า การลาออกของรัฐบาลเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อการแสดงความรับผิดชอบ

ข้ามชาติร้องรัฐแก้ปัญหา-ลาออก

ขณะที่รายงานข่าวจากบริษัท ยูนิลีเวอร์ไทยเทรดดิ้ง จำกัด แจ้งว่ามีพนักงานจำนวนมากที่จะต้องเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ ติดค้างอยู่ภายในสนามบิน ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากการประชุมดังกล่าวเป็นการวางแผนสำหรับปีหน้า

แหล่งข่าวกล่าวว่า บริษัทผู้ค้าข้ามชาติส่วนใหญ่ที่ได้ประสบกับเหตุการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทุกบริษัทได้ให้ความเห็นตรงกันโดยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด และยังเรียกร้องให้ลาออกจากการเป็นรัฐบาลเพื่อให้เห็นแก่บ้านเมืองและเศรษฐกิจ

ส่งออกอ่วม กลุ่มอาหารสดเสียหายหนัก

นายธีรนิติ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอสเอ เอเชีย คาร์โก้ ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศ กล่าวว่า การส่งออกทางอากาศเสียหายอย่างรุนแรง โดยในส่วนของผู้ประกอบการ ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำมัน ค่าแรง ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออก ผู้ใช้บริการแอร์คาร์โก้ และต้องส่งออกสินค้าประเภทอาหารสด, อาหารทะเล เช่น เที่ยวบินจากไทยไปเกาหลี สินค้าก็เสียหายทันที ส่วนสินค้าบางประเภทที่ต้องแนบเอกสารไปด้วยก็ไม่สามารถดำเนินการได้

“วันนี้ผู้ส่งออกได้รับความเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าไปเกาหลี เรามีดิวกับการบินไทย โคเรียนแอร์ ก็ต้องรอการท่าฯ ว่าจะเคลียร์อย่างไร” นายธีรนิติ์กล่าว

อัดรัฐทำอะไรก็รีบทำ

นางปรารถนา มงคลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ Mint กล่าวว่า การปิดสนามบินสุวรรณภูมิกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศมากที่สุด และสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติมาก

“อีก 6 เดือนธุรกิจท่องเที่ยวจะฟื้นหรือเปล่า ถ้าทำให้ยอดจองห้องพักตามโรงแรมกลับคืนมาได้ 60 % นั้นถือว่าเก่งแล้ว” นางปรารถนา กล่าวและว่า การหวังพึ่งยอดของลูกค้าที่เป็นองค์กรก็คงลำบากเพราะสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้มีเพียง 5% ของสัดส่วนนักท่องเที่ยว

นางปรารถนากล่าวว่า วิกฤติการเงินโลกช่วงที่ผ่านมาทำให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลง 10-15% แต่พอเกิดปัญหาปิดสนามบินภูเก็ตยอดหายเพิ่มขึ้นอีกกว่า 50% และการปิดสนามบินสุวรรณภูมิครั้งนี้ก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น

“จะประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือประกาศอะไรออกมาก็ขอให้รีบทำ ถ้าจะช่วยปลดล็อกปัญหาได้” นางปรารถนา

โคคา ระบุ 2 วันไม่คลี่คลาย ยากแก้สถานการณ์

นายพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ยุติลง ก็คงต้องรอดูเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายว่าจะเป็นอย่างไร ในส่วนของบริษัทยอมรับว่าธุรกิจภัตตาคารร้านอาหารได้รับผลกระทบ เนื่องจากลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ 70%

“รัฐบาลควรจะแก้ไขสถานการณ์ และเห็นว่าทุกคนควรใช้วิจารณญาณก่อนตัดสินใจไปชุมนุมซึ่งจำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน เพราะตอนนี้เหตุการณ์ยังไม่เลวร้ายพอหรือ เพราะประเทศลงหลุมแล้ว หากมีการปิดสนามบินต่ออีก 2 วัน ก็ฝังดินได้เลย” นายพิทยา กล่าว


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: