Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 20, 2008

“บัณฑูร”มองภาพลบเศรษฐกิจไทย

“บัณฑูร” คาดจีดีพีปีหน้าเติบโตหดเหลือ 3% ระบุอาจจะลดลงได้อีก พร้อมปรับเป้าสินเชื่อ 6% หลังประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในและนอกประเทศบวกกับปัจจัยการเมืองในประเทศที่ยังไม่จบ ขณะที่นายธนาคารรายอื่นชี้สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีหน้ายังเติบโตต่อเนื่องได้มาตรการภาษีจากภาครัฐที่ขยายออกไปอีก 1 ปี แต่ระบบสินเชื่อจะเข้มงวดมากกว่าเดิม ตรวจสอบรายได้ถี่ยิบ
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีหน้าธนาคารได้ปรับเป้าหมายจีดีพีลง จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 4-5% มาอยู่ที่ 3% พร้อมได้ปรับเป้าสินเชื่อลงจาก 10-16% มาอยู่ที่ 6-7% เนื่องจากธนาคารได้ประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งปัจจัยทางต่างประเทศและการเมืองไทย ทำให้ธนาคารต้องขยายสินเชื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น”ปีหน้าดีที่สุดจีดีพีคงอยู่ที่ 3% และมีแนวโน้มอาจลดลงได้อีก เราจึงได้ปรับเป้าลงมาเพราะไม่อยากดันทุรัง รวมทั้งต้องคุมเข้มสินเชื่อ ซึ่งผู้กู้ก็มีความระมัดระวังมากเช่นกัน แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยคงไม่เข้าขั้นเผาจริง หรือ เข้าขั้นเศรษฐกิจถดถอย”

ในส่วนของผู้ประกอบการไทย ควรจะมีการปรับตัวและเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำธุรกิจต้องปรับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้มีสินค้าตรงกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องลดต้นทุน และไม่ใช้เงินเกินตัว สำหรับการปรับลดแรงงาน ถือว่าเป็นไปตามวงจรเศรษฐกิจ ซึ่งเมืองไทยยังถือว่าไม่รุนแรงเท่าต่างประเทศ ในต่างประเทศ หากขาดทุนปรับลดคนทันที ของไทยหากยังไม่มีการล้มก็ยังไม่มีการเลิกจ้างในส่วนของธนาคารกสิกรไทย ในปีหน้ายังคงรับพนักงานอยู่

ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เนื่องจาก กำลังซื้อของโลกลดลง ซึ่งไทยพึ่งพิงการส่งออกในส่วนที่สูง หากมีผลกระทบคงไม่รุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ล้มระเนระนาด ประเทศไทยในขณะนี้มีบทเรียนจากเหตุการณ์ฟองสบู่ในช่วง 10 ปีก่อน ทำให้ไม่มีการกู้เงินเกินตัว รวมทั้งไม่มีการเก็งกำไรในที่ดินและหุ้นเหมือนปี 2540 ซึ่ง ธปท.และสถาบันการเงินต่างก็คุมเข้มในการปล่อยสินเชื่อเพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไร

ภาคธุรกิจส่งออกที่ยังพอไปได้คือ อาหารเช่นปลากระป๋อง กุ้งกระป๋อง ซึ่งจะขายได้มากขึ้นในช่วงที่คนมีเงินน้อยลง แต่ธุรกิจที่ผู้ซื้อรอได้ เช่นรถยนต์ หรือ สินค้าราคาแพงชิ้นใหญ่ ซึ่งอาจมีกำลังซื้อน้อยลง ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้ไหวตัวทันลดการพึ่งพิงสหรัฐลงและหาตลาดใหม่ไปตะวันออกกลาง หากบริษัทใดทำได้ก็จะมีฉนวนป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

“10 ปีที่ผ่านมาเป็นการเรียนรู้ของเศรษฐกิจไทยและสะท้อนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทำอะไรเกินตัว และสามารถซึมซับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ทำให้แม้มีผลกระทบ ความเสียหายก็แค่เซแค่เจ็บตัวไม่ถึงกับล้ม”

อุปสรรคการเมืองไม่ชัดเจน

นายบัณฑูร กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองที่ไม่มีความชัดเจน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง เห็นได้จากตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงโดยเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจะหนีไปลงทุนที่อื่น ส่วนประเทศญี่ปุ่นที่ยังเลือกให้ประเทศไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนรถยนต์ก็ยังยึดเป้าหมายอยู่แต่เลื่อนการลงทุนออกไปก่อน

ดังนั้นประเทศไทยยังถือว่ามีความน่าสนใจระยะยาว แต่อาจกระทบความเชื่อมั่นทางการเมือง นอกจากนี้ไทยยังมีจุดเด่นเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ถือเป็นสินค้าส่งออกที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง หากการเมืองมีทางออกเชื่อว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น

สำหรับการทำธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย จะต้องคิดสูตรในการสร้างธุรกรรมทางการเงินที่สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้า เพื่อให้ชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการสร้างความรู้ในการใช้เงินนี้ต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นสิ่งที่ธนาคารพยายามสร้างองค์ความรู้

ไทยขาดมาตรฐานบริษัทประเมิน

นายกิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กับสถานการณ์การเงินที่อยู่อาศัยไทย” เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) ว่าภาคสินเชื่อที่อยู่อาศัยของไทย มีความแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา เพราะของไทยมีธนาคารเป็นแหล่งเงินทุน ในขณะที่ของสหรัฐมีตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทุน ผู้ให้กู้ของสหรัฐคือบริษัท ไม่ใช่ธนาคาร และส่วนใหญ่ใช้ระบบซีเคียวริไทเซชั่น และต้องมีผู้ค้ำประกันด้วย และระบบการคิดอัตราดอกเบี้ยก็ต่างจากไทย

ประเทศไทยยังขาดมาตรฐานการประเมินอสังหาริมทรัพย์ และใช้ความคิดส่วนตัวในการประเมิน ซึ่งต่างจากสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังเชื่อว่าระบบสถาบันการเงินไทย ยังมีวิธีการพิจารณาเพื่อไม่ให้มูลค่าของสินทรัพย์ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งในเรื่องการประเมินควรมีกฎหมายออกมาควบคุมดูแล

“อสังหาฯ ไทยไม่ได้รับผลกระทบจากซับไพร์มมาก แต่สิ่งที่น่าให้ความสำคัญคือ บริษัทประเมินไม่มีมาตรฐาน ไม่มีจรรยาบรรณ เพราะฉะนั้นควรออกกฎหมายมาควบคุมผู้ประเมิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์รอบใหม่”

สินเชื่ออสังหาฯ ปีหน้าเดินหน้าต่อ

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าเชื่อว่าทั้งระบบจะมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในอัตราที่ใกล้เคียงกับปีนี้เนื่องจาก รัฐบาลจะนำมาตรการภาษีเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อขยายมาตรการภาษีต่อไปอีก 1 ปี

ในด้านของระบบธนาคารก็ยังมีการแข่งขันให้สินเชื่อบ้านกันอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการให้สินเชื่อในอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำด้วย จึงถือว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ในขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ในระบบของธนาคารเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านนั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4-5% ซึ่งได้ลดลงมาอย่างต่อเนื่องจาก 5-6 ปีที่ผ่านมา

นายชาติชาย กล่าวว่า สำหรับสินเชื่อบ้านของธนาคารกสิกรไทย ณ ปัจจุบันมีการเติบโต 15% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่สินเชื่อบ้านในระบบมีการเติบโตแค่ 8% ในขณะที่ปีที่ผ่านมาเติบโต 9.4% ซึ่งในปีนี้ธนาคารได้ทำตลาดมาต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าทั้งปีจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ส่วนในปีหน้าก็ยังเชื่อว่าเติบโตได้ต่อเนื่อง

วิกฤติโลกลากยาว

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า วิกฤติการเงินครั้งนี้เท่าที่เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เขาได้เปรียบเทียบว่าเป็นวิกฤติที่แย่กว่าการหย่ากับภรรยา เพราะเงินหายไปกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดหุ้น แต่การหย่าภรรยาจริงแต่ยังเหลือภรรยาอยู่ไม่ได้สูญไปไหน

แม้ว่าวิกฤติไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อตลาดที่อยู่อาศัยของไทย แต่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเนื่อง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ตลาดหุ้นตกต่ำ การส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตัวลง กำลังซื้อที่อยู่อาศัยลดลง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และมีแนวโน้มลดลงส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านการชำระหนี้และเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการมีแนวโน้มชะลอการลงทุนด้านที่อยู่อาศัยออกไป

ในด้านของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ก็เชื่อว่าการประชุมของ กนง.ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้มีแนวโน้มจะปรับลดลงตามแนวโน้มโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลงมาก เพราะฉะนั้นต้องรอดูว่าในวันที่ 3 ธ.ค.นี้จะพิจารณาอย่างไร เพราะเฟด ลดดอกเบี้ยลงไปแล้วหนึ่ง 1%

สำหรับสินเชื่อของ ธอส.คงปรับเป้าลดลง หน้าที่ของเราปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยจะตรวจสอบรายได้ของลูกค้ามากขึ้นว่ารายได้ของลูกค้าได้มาจริงหรือเปล่า และสนับสนุนโครงการบ้านเอื้ออาทรและบ้านมั่นคง เน้นเงินฝากระยะยาวที่มีต้นทุนต่ำ สรุปว่าปัญหาซับไพร์ม ไม่ส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยของไทยโดยตรง แต่กระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

ธนาคารกำลังพิจารณาลูกค้าที่เป็นเอ็นพีแอล และพยายามแยกออกมาจากห่าง เพราะบางคนอาจถูกเลิกจ้าง แต่ยังมีเงินก้อนอยู่ เช่นเงินประกันสังคม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งคนพวกนี้ยังมีโอกาสเป็นลูกค้าของเรา เพราะฉะนั้นต้องดูแล และเป็นงานสำคัญที่ต้องทำ และเราก็ต้องปล่อยสินเชื่อเป็นหน้าที่ของเราที่ต้อง

“มาตรการนี้จะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดและพยายามออกมาให้ทันสิ้นปีเพื่อช่วยลูกหนี้ที่กู้บ้านกลุ่มนี้”

ปีหน้าสิ่งที่ ธอส.ต้องดำเนินการคือ 1.บริหารความเสี่ยง 2.บริหารค่าใช้จ่ายเพราะหากลูกค้ามีปัญหาดอกเบี้ยรับลดลง 3.ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นลูกค้าต่อไป และต้องปล่อยสินเชื่อเพื่อให้อยู่ต่อไปได้

แบงก์ปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำซื้อบ้าน

นายอภิชาต อรรฆย์ฐากูร ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสินเชื่อเคหะ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีหน้าคงต้องดูเป็นภาคๆ เพราะภาคการผลิตความต้องการตลาดโลกลดลง ส่งผลให้รายได้ของภาคส่งออกลดลง ทำให้เกิดการเลิกจ้าง ผู้ที่ทำงานภาคนี้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งภาคบริการด้วย หากท่องเที่ยวลดลง ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะโรงแรมมีต้นทุนที่สูง

ผลกระทบแบบนี้ทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่ง กลุ่มขนส่งกับโรงแรมน่าจับตามองมากที่สุด ส่วนภาคการเงินตอนนี้เริ่มอยู่ในภาวะหวาดระแวงมากขึ้น เพราะ สินเชื่อที่อยู่อาศัยแบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยได้ปรับเกณฑ์พิจารณาสูงขึ้น จากเดิมที่กำหนดเงินเลี้ยงชีพ 7,000 บาท เป็น 8,000 บาท สัดส่วนปล่อยกู้ลดลงจากเดิม 100% เหลือ 70-80% ขณะเดียวกันธนาคารยังได้ปรับเกณฑ์ฐานรายได้ในการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าจากเดิม 10,000 บาท เป็น 13,000 บาทต่อเดือน

กลุ่มลูกค้าโรงงานมีความอ่อนไหวมาก แบงก์จะดูปัจจุบันกับอนาคตแล้วไม่ได้ดูอดีตแล้ว ส่วนสินเชื่อผู้ประกอบการ แบงก์จะปล่อยยากขึ้นเมื่อเทียบกับลูกค้าบุคคลทั่วไป คนที่จะอยู่ในธุรกิจอสังหาฯ ได้ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแบงก์ได้ปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อโดยผู้ประกอบการการต้องมียอดพรีเซลส์ก่อนห้าสิบเปอร์เซ็นต์ กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่จะกู้ยากขึ้น ส่วนโครงการระดับล่างแบงก์ชะลอการปล่อยสินเชื่อเพราะลูกค้าที่ซื้อบ้านกลุ่มนี้มีความเสี่ยง รวมถึงบ้านพักตากอากาศที่พึ่งพิงต่างชาติ

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีลูกค้าได้โทรมายกเลิกในการขอสินเชื่อที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยเฉลี่ย 5% ระดับราคาบ้านอยู่ที่ระดับ 3 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกค้าไม่มีความมั่นใจในสถานะด้านรายได้และความมั่นคงในอาชีพ รวมถึงที่ผ่านมามีลูกค้าบางกลุ่มที่ซื้ออสังหาฯ เพื่อลงทุนและเก็งกำไร ซึ่งพร้อมที่จะทิ้งเงินดาวน์และเงินจองทันที หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยง

ยอดลูกค้าใหม่ที่มาขอสินเชื่อในปีนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นเอ็นพีแอลเพียง 0.2% ถือว่าน้อยซึ่งไม่มีนัยสำคัญกระทบต่อธนาคาร และยังมองว่ากลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ไม่ประจำมีความเสี่ยงที่สูง และธนาคารจะพิจารณาอย่างละเอียดก่อนปล่อยสินเชื่อ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: