Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 10, 2008

โอบามาเจอเศรษฐกิจ ถดถอยหนักสุดมัดมือทำงาน

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และเงินงบประมาณที่เหือดแห้ง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐ และคณะที่ปรึกษา กำลังพยายามที่จะคำนวณออกมาให้ได้ว่า จะสามารถดำเนินการคำมั่นสัญญาใด ที่ให้ไว้ระหว่างการหาเสียง ในช่วงเดือนแรกของการเข้ารับตำแหน่ง และนโยบายใดที่จำเป็นต้องวางไว้ก่อน
ถึงแม้นายโอบามาจะย้ำว่า เป้าหมายแรกของเขา คือ มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้ระบบธุรกิจของประเทศกลับเข้ามาอยู่ในสภาพปกติ และประชาชนได้กลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่บรรดาที่ปรึกษา ระบุว่า ปัญหาสำหรับเรื่องนี้ อยู่ตรงที่ว่าพวกเขาจะสามารถจัดการกับปัญหาด้านการประกันสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และพลังงาน ไปพร้อมกันทีเดียวได้หรือไม่ หรือจะต้องค่อยๆ ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ไปทีละเรื่อง

บรรดาที่ปรึกษาด้านการถ่ายโอนอำนาจของนายโอบามา ยังได้ศึกษาถึงวิธีที่อดีตประธานาธิบดีคนก่อนๆ ใช้ในเดือนแรกของการดำรงตำแหน่ง และได้ข้อสรุปว่า ถึงแม้จะมีหลายหน่วยงานเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในหลายทิศทาง แต่ผู้นำประเทศคนใหม่จะต้องเน้นการใช้พลังงานของตัวเองไปในเรื่องสำคัญๆ มากที่สุดไม่ควรเกิน 3 เรื่อง พร้อมยกตัวอย่างอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ที่พุ่งเป้าการทำงานในช่วงแรกไปที่การลดภาษี และการใช้จ่ายด้านทหาร

“ประธานาธิบดีทุกคน ตกอยู่ภายใต้ความยั่วยวนที่จะทำทุกเรื่องให้ได้มากที่สุด แต่มีประธานาธิบดีที่มีความพิเศษอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำได้ ดังนั้น คำถาม ก็คือ เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปหรือไม่สำหรับประธานาธิบดี ที่จะกระตือรือร้นมากเกินไป” ที่ปรึกษารายหนึ่ง ระบุ

นายจอห์น ทัก อดีตที่ปรึกษาอดีตประธานาธิบดีเรแกน ชี้ว่า เรื่องราวส่วนใหญ่อาจเหนือความสามารถของนายโอบามาที่จะจัดการได้ และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์ของรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ยิ่งทำให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอยู่ในภาวะที่แย่หนักกว่าเดิม

“ชายผู้น่าสงสารรายนี้ โดนมัดมือไว้ด้วยความยุ่งเหยิงทางการเงิน และเศรษฐกิจ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ผมไม่รู้ว่าเขาจะมีทางเลือกอะไรอยู่อีก มันมีอยู่อย่างจำกัดมากจริงๆ”

กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป ภายใต้การนำของนายแจน แฮทซิอุส ชี้ว่า ในการเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐนั้น นายโอบามา ต้องรับมรดกเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุด นับแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน นั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศมาด้วย

นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ ชี้ว่า ในปี 2552 ซึ่งเป็นปีแรกที่นายโอบามา เข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐนั้น มีความเป็นไปได้ ที่เศรษฐกิจแดนอินทรี จะหดตัวลงมาอยู่ที่ 2% ต่อปี ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า หลังจากที่อาจตัวลงมาอยู่ 3.5% ต่อปี ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

การคาดการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานว่า อัตราว่างงานในประเทศ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปีครึ่ง เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จากการที่นายจ้างสหรัฐปลดพนักงานลง 240,000 ตำแหน่ง

นายแฮทซิอุส ระบุว่า ตัวเลขข้างต้นบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างร้ายแรง โดยอัตราการว่างงานอาจพุ่งขึ้นสู่ 8.5% ภายในสิ้นปี 2552

ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.) ตามด้วยการแถลงผ่านวิทยุในวันเสาร์ (8 พ.ย.) ว่าที่ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐ ส่งสัญญาณว่า ตั้งใจที่จะมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาการเงินของประเทศ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ตาม

นายโอบามา ยังยอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจอาจทำให้ปรับแผนการใหม่ แต่ยืนยันว่า จะไม่ยอมผิดคำพูดที่ให้ไว้

“เราไม่สามารถชะลอการก้าวไปข้างหน้าในเรื่องหลักๆ ที่ผมพูดไว้ระหว่างการหาเสียงได้ ซึ่งรวมถึง เรื่องพลังงานสะอาด ประกันสุขภาพ การศึกษา และลดหย่อนภาษีสำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง” นายโอบามาย้ำ

ทางด้านนายโรเบิร์ต สติกลิทซ์ นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ระบุว่า นายโอบามาอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 18 เดือน กว่าที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นขึ้นมาได้ แม้เขาจะทำทุกอย่างได้ “อย่างสมบูรณ์แบบ” ก็ตาม

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ปีนี้มีแรงงานในภาคเอกชนตกงานไปแล้วมากกว่า 1.2 ล้านคน และภายในปลายปีนี้ คาดว่าจะมีมากกว่า 1.15 ล้านคน ที่ใช้เงินผลประโยชน์จากประกันการว่างงานหมด” นายสติกลิทซ์ ระบุไว้ในบทความ ที่ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์

นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ แสดงความเห็นด้วยว่า นายโอบามาผู้มีแนวคิดไม่เห็นด้วยกับนโยบายลดภาษีให้คนอเมริกันฐานะร่ำรวย ควรพิจารณาที่จะทำนโยบายลดภาษีของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในช่วงปี 2544-2546 กลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการเรียกเก็บภาษีจากเงินปันผล และกำไรจากการลงทุน ในอัตราเดียวกับภาษีธรรมดาทั่วไป

“นโยบายดังกล่าว จะช่วยลดการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วได้ในระยะเวลาอันสั้น และทำให้การเรียกเก็บภาษีมีความยุติธรรมมากขึ้น” นายสติกลิทซ์ กล่าวพร้อมแนะว่า ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ควรห้ามธนาคารที่เข้ารับการช่วยเหลือจากภาครัฐ นำเงินที่ได้รับการอัดฉีดไปจ่ายเงินปันผล โบนัส หรือการควบกิจการ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: