Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 10, 2008

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เผาจริงหรือเผาหลอก

ผู้รู้หลายท่านมองเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะ ย่ำแย่ถึงขั้นเผาจริงบ้าง เผาทั้งเป็นบ้าง อันเป็นผลจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมเห็นว่าเจตนาแท้จริงของผู้รู้ส่วนใหญ่ต้องการส่งสัญญาณเตือนภัยว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ กับภาวะถดถอยครั้งสำคัญที่สุด อาจเป็นในรอบ 80 ปี อย่างไรก็ดี ภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540-2541 ส่วนธุรกิจต่างๆ จะเจอเผาหลอกหรือเผาจริง คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะกรณีไป ไม่ถึงขั้นย่ำแย่แบบยกเข่งทุกธุรกิจ

4658

สมัยปี 2540-2541 ต้นตอของวิกฤตเริ่มต้น ในบ้านเราและแพร่ออกไปทั่วเอเชีย จนขนานนามว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตครั้งนั้นเป็นวิกฤตการเงินซ้อนกับวิกฤตขาดดุลบัญชีการชำระเงิน

ในส่วนของวิกฤตการเงินนั้น มีต้นตอมาจากปัญหาเอ็นพีแอลในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เก็งกำไรเกินตัว จนถึงขั้นฟองสบู่แตก และลุกลามจนเป็นวิกฤตความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงิน ผู้ฝากเงินแห่กันไปถอนเงินจนสถาบันการเงินส่วนใหญ่ขาดสภาพคล่อง กว่า 50 แห่ง ต้องถูกปิดกิจการและรัฐต้องเข้าแทรกแซงควบรวมสถาบันการเงิน

การลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ยังผลให้ค่าเงินบาทเสื่อมค่าลงอย่างรุนแรง ธุรกิจที่กู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศต้องแบกหนี้ในรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากต้องกลายเป็นเอ็นพีแอล มีการปลดพนักงาน ขายสินทรัพย์หรือธุรกิจรอง จำนวนมากย่ำแย่หนักถึงขั้นล้มละลายต้องปิดตัวลง ในเวลาต่อมาการบังคับขายหลักทรัพย์ในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นสาเหตุสำคัญที่กดดันให้ราคาสินทรัพย์ รวมถึงดัชนีหุ้นไทยทรุดตัวลงอย่างรุนแรงกว่า 50% ในเวลาเพียง 12-18 เดือน หลังลอยตัวค่าเงิน

ช่วงเวลาแห่งความยุ่งยากดังกล่าว ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบมีไม่เพียงพอต่อปริมาณธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากสถาบันการเงินต้องดึงสินเชื่อกลับ และแทบไม่ปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินหดตัวอย่างรุนแรง ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจจริงพลอยขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจต้องล้มลุกคลุกคลานไปตามๆ กัน เช็คเด้งกันระนาว จนคนทำธุรกิจขอใช้แต่เงินสด ไม่รับเช็ค ตัวเลขเอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินพุ่งขึ้นไปสูงสุดแตะ 47%! ของสินเชื่อรวม สถาบันการเงินที่เพิ่มทุนไม่ทันกับการตั้งสำรองหนี้เสียต้องล้มลงเป็นลูกระนาด

ในส่วนของวิกฤตขาดดุลบัญชีการชำระเงินนั้น ช่วงที่เราลอยตัวเงินบาทนั้น ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิหดเหลือต่ำสุดเพียง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบไม่ได้เลยกับหนี้ต่างประเทศก้อนมหึมากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และพอให้ชำระหนี้นำเข้าได้แค่เดือนเดียว ทำให้เงินบาทแทบจะกลายเป็นแบงก์กงเต๊กในสายตาชาวต่างชาติ

สาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้ทุนสำรองฯ หดหายอย่างรวดเร็วเกิดจากความผิดพลาดในการแทรกแซงป้องกันค่าเงินบาท แต่ประเมินสถานการณ์ผิด และภาวะการเมืองไร้เสถียรภาพมีส่วนซ้ำเติมให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง กล่าวได้ว่า ทางการไทยสอบตกในการบริหารวิกฤตเศรษฐกิจช่วงนั้น

ก่อนหน้านั้นเราเผชิญกับปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง แต่ไฟแนนซ์การขาดดุลนี้ด้วยการกู้ยืมหนี้ระยะสั้นเข้ามาอุด เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง สถาบันการเงินต่างชาติไม่ยอมต่อสัญญาเงินกู้ให้เหมือนเดิม แถมเร่งให้ชำระคืนหนี้เร็วที่สุด จึงมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทปลิวไปไกลแตะหลัก 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นปี 2541 ซึ่งมีส่วนซ้ำเติมให้บริษัทเอกชนไทยส่วนหนึ่งที่กู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศต้องล้มละลายกันเป็นแผง

ที่เล่ามายืดยาวเพื่อจะชี้ว่า สถานการณ์ยังแตกต่างกับในขณะนี้มาก กล่าวคือ แทบไม่มีปรากฏการณ์ฟองสบู่ในครั้งนี้ เนื่องจากสถาบันการเงินไทยเพิ่งผ่านประสบการณ์ต้มยำกุ้งมาไม่นาน มีระดับการกันสำรองเผื่อหนี้เสียในเกณฑ์สูงเพียงพอที่จะรับมือกับเอ็นพีแอลระลอกใหม่ ขณะที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนสินเชื่อทั่วไป นอกจากนั้นภาวะการเมืองที่ไร้เสถียรภาพในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน แม้จะใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเกิน 70% ไปนานแล้วก็ตาม บริษัทเอกชนขณะนี้จึงมีหนี้สินโดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศไม่มากนัก สามารถบริหารจัดการได้ กล่าวคือ หากใช้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเป็นตัวแทนบริษัททั่วไป พบว่า ปัจจุบันบริษัทที่มิใช่สถาบันการเงินมีหนี้สินต่อทุนเพียง 1 เท่าเท่านั้น เทียบกับหลังลอยตัวค่าเงินบาทใหม่ๆ สัดส่วนนี้เคยวิ่งลิ่วขึ้นไปสูงสุดถึง 8 เท่า! ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้นจากช่วงลอยตัวค่าเงินใหม่ๆ กว่า 6 เท่าตัว เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

ด้านสถาบันการเงินไทยโดยเฉลี่ยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเกิน 10-12% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.5% ขณะที่สภาพคล่องในสถาบันการเงินยังอยู่ในเกณฑ์สูง และสามารถควบคุมให้เอ็นพีแอลอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ที่สำคัญมีการลงทุนและปล่อยสินเชื่อในต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จึงได้รับผลกระทบไม่มากนักจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ นอกจากนั้น ธปท.ยังมีเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องดีกว่าสมัยปี 2540-2541 มาก กล่าวคือ หากมีเงินไหลออกอย่างรวดเร็ว ก็สามารถแทรกแซงอัดฉีดเสริมสภาพคล่องผ่านการซื้อคืนพันธบัตรได้ทันที

ด้านเศรษฐกิจมหภาค ปัจจุบันไทยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นถึง 4 เท่าตัวของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเป็นบวกอยู่ ความเสี่ยงที่เงินจะไหลออกอย่างรุนแรงเหมือนปี 2540-2541 จึงอยู่ในวิสัยที่จะรับมือได้

อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยเฉพาะกลุ่ม G3 อันประกอบด้วย สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันกว่า 60% ของเศรษฐกิจโลก G3 เป็นตลาดส่งออกหลักของเรา หรือเป็นตลาดหลักของประเทศคู่ค้าของเรา ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยจะทำให้ภาคส่งออกที่เคยมีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากในช่วงปีหลังๆ ผ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ขณะนี้ภาคส่งออกมีขนาดใหญ่ถึง 70% ของเศรษฐกิจไทย การชะลอของภาคส่งออกจะส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องชะลอตัวตามไปด้วย จุดนี้จะต่างจากช่วงวิกฤต ต้มยำกุ้งที่ภาคส่งออกได้ประโยชน์เต็มๆ จากการลอยตัวค่าเงินบาท

การดูแลเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภาคส่งออก รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก เอฟทีเอต่างๆ เพื่อขยายตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดเดิม จึงเป็นทางเลือกที่ต้องเร่งดำเนินการ

ลำพังวิกฤตการเงินโลกก็ยากจะรับมืออยู่แล้ว รอบนี้เรายังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตการเมืองในประเทศ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ลงทุน ตลอดจนก่อให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันเมกะโปรเจกต์ เศรษฐกิจปีหน้าจึงมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่า 3% หากทางการไทยไม่ทำอะไรเลย อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยจัดทำงบประมาณปี 2552 ขาดดุลเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของ GDP แม้จะยังไม่เห็นแผนการใช้เงิน แต่เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจปีหน้ามีโอกาสขยายตัวได้ราว 3% กลางๆ

สิ่งที่อยากเห็นต่อไปคือ เงินส่วนใหญ่จากงบประมาณ 1 แสนล้านบาท ควรจะถูกใช้ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิต แทนที่จะถูกนำไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำผ่านการแจกจ่ายเพื่อการบริโภค

นอกจากนั้น ธปท.ยังมีช่องว่างที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก หลังธนาคารกลางทั่วโลกหั่นดอกเบี้ยไปแล้วหลายระลอก และมีแนวโน้มจะกดดอกเบี้ยลงต่อ นอกจากนั้นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดลงจนไม่น่ากังวล คำถามคงอยู่ที่เมื่อใดจึงจะเริ่มต้นลดดอกเบี้ย ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจขาลงได้อีกทางหนึ่ง

ปัจจัยภายนอกอยู่นอกเหนือการควบคุม ของเรา ในยามนี้เราต้องพยายามทำการเมืองให้ “นิ่ง” โดยเร็ว เพื่อระดมปัญญาและสรรพกำลังนำพารัฐนาวาไทยฝ่าสึนามิวิกฤตการเงินโลกที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสงบลงเมื่อใด วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเป็นปีเผาจริงหรือไม่ ส่วนหนึ่งอยู่ภาคการเมือง อีกส่วนอยู่ภาคธุรกิจเองที่ต้องทำตัวให้เบา กดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ และมีกระแสเงินสดอยู่ในเกณฑ์สูง เพียงพอที่จะดูแลธุรกิจตัวเอง หากสภาพคล่องจะตึงตัวตามตลาดโลก เสียดายพื้นที่จำกัด ไว้ว่ากันต่อสัปดาห์ครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: