Posted by: management2008 | พฤศจิกายน 7, 2008

โอบามา ฟีเวอร์ แต่การลงทุนสหรัฐยังไฟเวอร์

เนื้อหาจาก www.posttoday.com

“ข้างหน้ายังอีกยาวไกล ต้องปีนป่ายทางที่สูงชัน เราอาจไม่ถึงจุดหมายภายใน 1 ปี หรือแม้แต่ภายในสมัยของประธานาธิบดีคนหนึ่ง แต่อเมริกาผมไม่เคยมีความหวังมากเท่าคืนนี้ว่า เราจะต้องไปถึงจุดหมายผมสัญญาว่าเราจะต้องไปถึงจุดนั้น อาจต้องมีการถอยหลังหรือพลาดพลั้ง อาจมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ หรือนโยบายของผมในฐานะประธานาธิบดี และเราทราบดีว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ได้ทุกปัญหา แต่เราจะยืนหยัดกับทุกคนในสิ่งที่เราเผชิญ เราจะรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นที่แตกต่าง…
ขอเราจงจดจำว่า วิกฤตการเงินครั้งนี้คือบทเรียนสอนเราว่า เราจะไม่ปล่อยให้ตลาดหุ้นวอลสตรีตกอบโกย ขณะที่เศรษฐกิจหลักต้องบอบช้ำ เราจะยืนหยัดและล้มลงพร้อมกันทั้งประเทศ เสมือนหนึ่งเป็นคนคนเดียวกัน ขอให้เราอย่าหวนกลับไปสู่การเมืองที่แบ่งพรรคแบ่งพวก ความคิดคับแคบ และไร้วุฒิภาวะ เป็นยาพิษบ่อนทำลายการเมืองของเรามานาน”

ขอบคุณ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กับสุดยอดสุนทรพจน์ ที่ฟังแล้วอยากจะให้มี “โอบามา” สัญชาติไทยงอกขึ้นมาสักคน รับรองว่าจะเชียร์สุดใจขาดดิ้นเลย แบบไม่สนมือตบ ตีนตบ ลืมสีเหลือง สีแดง เหลือแต่ “สีน้ำเงิน” อยู่ในใจ

อาจจะไม่ใช่แค่คนอเมริกันเท่านั้นที่ฝากความหวังไว้กับ “ฮีโร่ผิวสี” คนนี้ เพราะคนทั้งโลกต่างก็หวังว่า เขาจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามากอบกู้โลกให้พ้นจากวิบัติภัยที่ชาวโลกกำลังถูกคุกคาม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ คงจะให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของอเมริกันชนมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเห็นชัดแล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ และลากยาวไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2552 หรืออาจจะนานกว่านั้น

“ดังนั้น มาตรการในระยะสั้นของโอบามา คงจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลภาคเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานและภาวะการชะลอตัวของการใช้จ่ายในประเทศ โดยคาดว่า มาตรการที่เอื้อประโยชน์ทางภาษีต่อประชาชนที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงต่ำ (คิดเป็น 95% ของผู้มีรายได้ทั้งหมด) จะถูกเร่งผลักดันออกมาเป็นลำดับต้นๆ” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด

เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายในประเทศของสหรัฐ น่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการเร่งด่วนนี้

ขณะที่ ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า โอบามาต้องการให้สหรัฐเพิ่มบทบาทในการเป็นประเทศผู้ส่งออกมา มากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ที่สหรัฐเป็นพี่ใหญ่ในด้านนี้อยู่แล้ว

หากประเมินจากนโยบายที่โอบามาให้ความสำคัญอีกประกาศหนึ่ง คือ การ สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ด้วยการ อัดฉีดงบประมาณสนับสนุนถึง 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5.23 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 10 ปี ก็จะพบว่าโอกาสที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด

“กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้มีมูลค่าตลาดมากนัก เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมของสหรัฐ จึงไม่ได้มีผลต่อดัชนีโดยรวม แต่จากการประกาศใช้งบประมาณสูงขนาดนี้ เชื่อว่าในระยะยาวกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ เพราะการสนับสนุนด้าน พลังงานทดแทนก็ต้องมีการลงทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสนับสนุนอะไร อย่างไร จึงยังไม่สามารถประเมินได้ว่า ผลดีที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร”

แต่อย่างน้อยๆ ถ้าคิดจะไปดักรอรับผลประโยชน์จากงบประมาณของโอบามาก็ไม่ยาก เพราะมีกองทุนที่ลงทุนพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทน 2 กองทุน คือ เค อัลเทอเนทีฟ เอนเนอร์จี แอกวิตี (K-ALEN) ของ บลจ.กสิกรไทย และ ธนชาต นิวเอนเนอร์จี ฟันด์ (T-NewEnergy) ของ บลจ.ธนชาต

กองทุน K-ALEN เน้นลงทุนในกองทุน Lyxor Dynamic Alternative Energy Equity Fund ที่ลงทุนหุ้นบริษัทที่มีรายได้หลักจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนทั่วโลก

ขณะที่ กองทุน T-NewEnergy เน้นลงทุน กองทุน MLIIF NEW ENERGY FUND ซึ่งจดทะเบียนในประเทศ Luxembourg

และถ้าเชื่อมั่นในตัวโอบามาและหวังว่า เขาจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐให้ผ่านพ้นความยากลำบากไปได้ คงต้องมองไปที่ กองทุนเปิด วรรณ ยูเอส รีคอฟเวอรี่ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ (1US-OPP) บลจ.วรรณ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา 15 ตัว หุ้นละ 7% ใน 6 กลุ่ม ได้แก่ ภาคการเงิน, สินค้าเพื่อการบริโภค ตามฤดูกาล, สินค่าอุตสาหกรรม, สินค้าคงทน, เทคโนโลยี และการสื่อสาร

แต่โอบามาไม่ใช่ซูเปอร์แมน!

แถมยังไม่มีใครรู้ว่า นโยบายสวยๆ ที่เขาประกาศเอาไว้จะออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้มากแค่ไหน และจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่เขาจะนำพาให้สหรัฐอเมริกาหลุดออกจากวิกฤตที่รุนแรง เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังบอกว่า อาจจะไม่ใช่เวลา 1 ปี หรือแม้แต่ช่วงเวลา 4 ปีแห่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

“ตลาดหุ้นอาจจะได้ประโยชน์จากการทยอยประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา แต่ในระยะสั้นๆ ความผันผวนยังไม่หมดไป เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมายังไม่เป็นบวก และน่าจะยังคงได้ยินข่าวแบบนี้อยู่ต่อไปอีก” ธนวัฒน์ กล่าว

เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นทั่วโลกจะกลับมาให้ความสำคัญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล Private Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า บล.ภัทร แนะนำให้ลูกค้าลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นสหรัฐและยุโรปเหลือ 0%

“สหรัฐและยุโรปได้รับผลกระทบไปเต็มๆ คงต้องใช้เวลาในการปรับตัว เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสในตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะในประเทศไทย ก็น่าสนใจมากกว่า” จิรวัฒน์ กล่าว

ดังนั้น อาจจะเร็วเกินไปที่จะเข้าไปหอบหิ้วเงินเข้าไปลงทุนในตอนนี้

แต่เชื่อหรือไม่ว่า จากสถิติที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่มีประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ตลาดหุ้นสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น 62% ขณะที่ตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 28% ในสมัยของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน

“ยังเลือกลงทุนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตชัดเจน แต่ไม่ใช่ลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ และที่ต้องหลีกเลี่ยง คือ สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่ทุกคนต้องประหยัด กลุ่มนี้คงจะไม่ดีแน่” ธนวัฒน์ กล่าว


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: