Posted by: management2008 | ตุลาคม 27, 2008

การรับมือวิกฤตการเงินโลก: เคล็ดลับกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้นำเอาเคล็ดลับของหลายๆองค์กร ที่ใช้ในการฝ่าฟันวิกฤตทางการเงินของโลก อยากให้เราของศึกษาเพื่อหาแนวทางในการรับมือกับวิกฤตที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ครับ

เจาะเคล็ดลับ “300 องค์กร” “อยู่รอด” ท่ามกลางวิกฤต ชูปรัชญา “พอเพียง” ค้ำจุนปรากฏการณ์การล่มสลายของบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจอันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกา และวิกฤตได้ลามออกไปทั่วยุโรป และล่าสุดได้เข้ามาถึงเกาหลี จนเชื่อกันว่าอีกไม่นาน หายนะจะมาเคาะประตูบ้านเรา ในเร็วๆ วันนี้

คำถามใหญ่ก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับองค์กรธุรกิจระดับโลกที่มีอายุ 158 ปี ซึ่งผ่านวิกฤตการณ์ ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน

แล้วจู่ๆ เลห์แมน บราเธอร์ส ก็ปิดฉาก ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งโลก องค์กรแห่งนี้มิใช่หรือที่เต็มไปด้วยบุคลากรชั้นยอด ที่นี่มีแต่พวกสมองก้อนโตๆ

ช่วงที่ผ่านมา ทั้งนักวิชาการ นักการเงิน นักวิเคราะห์จึงต่างตั้งคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า แล้วองค์กรธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนบนโลกแบนๆ ใบนี้จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างไรกันแน่เพื่ออยู่รอด

วันนี้แม้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ แต่ข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจที่หลายเวทีหยิบยกมาพูดกัน คือ เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีการนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

แนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงช่วยให้องค์กรธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร ? เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร หัวหน้ากลุ่มวิจัยภาวะผู้นำ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้หยิบผลการศึกษาวิจัยเรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กรธุรกิจที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอีไปจนถึงบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มาชี้ให้เห็นพลานุภาพของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวทางการดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมที่กำลังคุกคามองค์กรธุรกิจไปทั่วโลกไว้อย่างน่าคิด

“วันนี้คำว่าองค์กรยั่งยืนไม่ได้หมายความถึงองค์กรที่อยู่มา 100 ปี 120 ปีแล้ว แต่มีองค์ประกอบอื่นที่ต้องพิจารณาอีกหลายประการ จากการทำวิจัยเรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กรธุรกิจ โดยดูจาก 3 เงื่อนไขหลัก คือ ผลการดำเนินงานที่ดี มีความสามารถทนทานต่อความยากลำบากได้ไม่ว่าจะมีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจใดๆ ก็ตาม และจุดที่เห็นว่ายากที่สุดคือจะต้องมีความสามารถที่จะรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจ อยู่ได้อย่างต่อเนื่อง”

“ดร.สุขสรรค์” บอกถึงนิยามที่เปลี่ยนไปขององค์กรธุรกิจที่ยั่งยืนในวันนี้พร้อมอธิบายต่อว่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบอกไว้ว่า จะต้องทำ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข จึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ในเบื้องต้นจึงต้องดูว่า องค์กรเหล่านี้มีหรือเปล่า ที่นอกเหนือจากนั้นคือจะต้องดูว่า เขามีการสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองไหม เช่น มีการบริหารความเสี่ยงหรือเปล่า

ซึ่งในจำนวน 300 องค์กรธุรกิจที่เคยศึกษาไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท บ้านอนุรักษ์กระดาษสา โรงพยาบาลเทพธารินทร์ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) หรือองค์กรอื่นมีเหมือนกันหมด เป็นผลให้องค์กรเหล่านี้ ผ่านวิกฤตปี 2540 มาได้อย่างสบาย

ในปีนี้ ทีมวิจัยได้ต่อยอดการศึกษาโดยเจาะเข้าไปที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะเห็นว่าบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มทำกำไรระยะสั้น แต่ปรากฏว่าทั้งเครือซิเมนต์ไทย ธนาคารกสิกรไทย true ทิปโก้ และบริษัท แพน กรุ๊ป จำกัด ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ก็ล้วนแต่ดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสิ้น

จากการสังเคราะห์ข้อมูลพบว่า ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่คล้ายกันใน 10 ข้อหลัก

สิ่งแรกที่พบคือ องค์กรเหล่านี้จะมองการณ์ไกลในด้านการบริหารจัดการและการตัดสินใจเชิงนโยบาย ไม่มุ่งหวังเพียงกำไรระยะสั้น แต่จะคิดถึงผลกระทบในระยะยาว จึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เช่น BMW จะคำนึงถึงทรัพยากรน้ำที่มีความจำเป็นต่อประชากรของโลกในอนาคต

เครือซิเมนต์ไทยหลังวิกฤตปี 2540 ก็ได้หันกลับมาเน้นการทำธุรกิจ หลักของตน ดูแลป่า ดูแลสังคมมากขึ้น ตรงจุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก แห่งความพอประมาณ หลักของความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันบน พื้นฐานของความรอบรู้ รอบคอบ

ในฐานะผู้วิจัย “ดร.สุขสรรค์” กล่าวว่า เคยตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไม ผู้บริหารองค์กรธุรกิจจึงพยายามที่จะสร้างกำไรระยะสั้น ซึ่งจากผลการศึกษาก็พบว่า หลายครั้งผู้บริหารในตลาดหลักทรัพย์จะถูกแรงกดดันจากการที่ต้องรายงานผลการดำเนินงานทุกไตรมาส เพราะตรงนี้ถือเป็นการวัดผลการทำงานของผู้บริหาร

ศาสตราจารย์ Warren Bennis ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาวะผู้นำ เคยกล่าวไว้ว่า การเน้นผลการดำเนินงานระยะสั้นนั้นจะนำไปสู่การโกหก หลอกลวง และเหตุการณ์อื้อฉาว

ซึ่งสอดคล้องกับศาสตราจารย์ Gayle C. Avery ที่กล่าวไว้ว่า

ความพยายามที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ผู้ถือหุ้นในระยะสั้นเพียงอย่างเดียวนั้น จะเป็นการวางระเบิดให้กับองค์กรธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดกับบริษัท Arthur Andersen บริษัท Enron หรือบริษัท Worldcom และเลห์แมน บราเธอร์ส ของสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา

สิ่งที่พบประการต่อมาในองค์กรที่ทำการศึกษา คือ องค์กรเหล่านี้จะให้คุณค่าแก่พนักงานอย่างจริงใจ มีการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้พนักงานได้เติบโตไปเป็นผู้บริหารองค์กร และไม่ว่าบริษัทจะประสบวิกฤตอย่างไร ก็จะไม่มีการเลย์ออฟพนักงาน เพราะทุกองค์กรมองว่า บุคลากรคือสินทรัพย์ที่มีค่าของบริษัท

เนื่องจากพนักงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากทำงานมานานแล้ว พนักงานกลุ่มนี้ยังรู้ใจลูกค้า รู้พฤติกรรมของตลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับองค์กรมาก

ตัวอย่างจากกรณีศึกษาที่เห็นได้ชัด คือ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ซึ่งมีการพัฒนาวิชาชีพใหม่ๆ ในการให้บริการมากมาย เช่น นักกำหนดอาหาร ผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับ โรคเบาหวาน ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาเท้า ฯลฯ ซึ่งองค์ความรู้ตรงนี้เป็นเรื่องเฉพาะ ถ้าโรงพยาบาลเทพธารินทร์ให้พนักงานออกในวันที่เศรษฐกิจตกต่ำ แล้ววันที่เศรษฐกิจหวนกลับมาจะทำอย่างไร ดังนั้นองค์กรแห่งนี้จึงเลือกที่จะรักษาและพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่พบ คือ คำว่าผู้ถือหุ้นขององค์กรเหล่านี้จะกว้างมากๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะกลุ่มลูกค้าหรือพนักงานเท่านั้น แต่รวมไปถึงสังคมในอนาคต ประชากรทั้งโลกและสิ่งแวดล้อมด้วย

“ดร.สุขสรรค์” กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับองค์กรธุรกิจในประเทศไทยขณะนี้ คือ ทุกองค์กรอ้างว่าตนเองมีความรับผิดชอบต่อพนักงาน ต่อลูกค้า ต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เช่น ทำไมยังมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมบริโภคนิยมในหมู่นักเรียน นักศึกษา ธุรกิจเหล่านี้แท้จริงแล้วมีความ รับผิดชอบต่อสังคมอย่างที่อ้างจริงหรือไม่

ตัวอย่างขององค์กรธุรกิจที่จริงใจและหวังดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของธุรกิจ เช่น HSBC ที่จำกัดการให้เงินกู้แก่ธุรกิจผลิตอาวุธ หรือไม่ให้เงินกู้กับธุรกิจที่ผลิตหรือ ส่งออกระเบิด หรือ BMW ลงทุนทำโรงงานที่ไม่ส่งเสียงรบกวนต่อชุมชนใกล้เคียง

ลำดับต่อมาที่พบและสำคัญมาก คือ องค์กรเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมทั่วทั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โดยทั่วไปถ้ากล่าวถึงคำว่านวัตกรรม หลายคนจะนึกถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบใหม่ๆ ที่ได้จากห้องทดลอง ซึ่งแน่นอนว่ามีความสำคัญต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ เพราะตราบใดที่ธุรกิจสามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่ดีออกสู่ตลาด ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้

แต่จากการศึกษาพบว่ามีนวัตกรรมอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อธุรกิจยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้ นั่นคือนวัตกรรมสะสมที่เกิดขึ้นในขบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กร

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า นวัตกรรมสะสมคืออะไร

ผู้วิจัยได้ยกตัวอย่าง บริษัท Nordstrom ที่ไม่ได้มีการฝึกอบรมพนักงานให้มีการให้บริการในแบบมาตรฐานเดียวกัน เหมือนธุรกิจหลายแห่งในประเทศไทยที่จะกล่าวต้อนรับลูกค้าในแบบเดียวกันเหมือนหุ่นยนต์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่จริงใจที่จะต้อนรับ แต่ Nordstrom จะบอกกับพนักงานว่าให้บริการที่ดีที่สุดกับลูกค้า เหตุนี้จึงเกิดนวัตกรรมสะสมในการให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านก็จะได้รับบริการที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่เงื่อนไขของลูกค้าที่พนักงานทราบ

ต้องยอมรับว่านวัตกรรมสะสมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานในองค์กรนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความตั้งใจที่จะอุทิศตนให้กับการทำงาน แต่เรื่องนี้ก็มีความสำคัญมากที่จะทำให้องค์กรมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีองค์กรไหนที่จะลอกเลียนแบบได้แม้จะมีเงินมหาศาลก็ตาม

ฉะนั้นสิ่งที่เห็นได้ในองค์กรเหล่านี้ คือ การให้คุณค่ากับพนักงานด้วยความจริงใจ มีการจ่ายเงินเดือนให้มากกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม มีการเทรนนิ่งพนักงานอย่างต่อเนื่อง ลำดับถัดไป องค์กรแห่งความพอเพียงจะใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด องค์กรธุรกิจที่ยั่งยืนจะมีความระมัดระวังเรื่องนี้มาก

เช่น บ้านอนุรักษ์กระดาษสา จะมีการนำเศษชิ้นส่วนของกระดาษสามาผ่านกระบวนการง่ายๆ เพื่อนำมาใช้ใหม่อีกครั้ง หรือการที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ไม่ลงทุนในเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นตามกระแสสังคม แต่พยายามใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพแต่ราคาไม่สูง โดยใช้เทคโนโลยีแบบไทยๆ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่องค์กรธุรกิจเหล่านี้เลือกนำมาใช้ที่เห็นได้ชัดคือ บ้านอนุรักษ์กระดาษสาสร้างระบบขจัดน้ำเสียเองโดยใช้วัสดุพื้นบ้าน ที่ทำให้ลดต้นทุนในการสั่งซื้อและการติดตั้งระบบขจัดน้ำเสียจากต่างประเทศ และเมื่อควบคุมต้นทุนได้ก็สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

องค์กรที่ดำเนินธุรกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แม้ว่าจะมีความพร้อมในทุกด้าน แต่จากการเก็บข้อมูลก็ยังพบอีกว่า การขยายธุรกิจขององค์กรเหล่านี้จะทำในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป มีการตรวจสอบตลาดให้ดีก่อนว่าเป็นอย่างไร ภาวการณ์ แข่งขันรุนแรงขนาดไหน ที่มากกว่านั้นองค์กรเหล่านี้มีการลดความเสี่ยงโดยการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เจาะตลาดที่หลากหลาย และลงทุนที่หลากหลาย ทำให้มั่นใจได้ว่า ถ้าหากผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งมีปัญหา ขายไม่ได้ ธุรกิจก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจอันหนึ่ง คือ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ ที่มีการกระจายความเสี่ยงในทางการตลาดที่ชัดเจน โดยมีตลาดที่หลากหลายอยู่ในหลายส่วน มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย หากวันใดประเทศยุโรปเศรษฐกิจไม่ดี ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ เพราะยังมีตลาดอเมริกา ตลาดเอเชียรองรับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น การผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความชำนาญและความรู้ขององค์กรธุรกิจด้วย

นอกจากนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดในองค์กรธุรกิจแห่งความพอเพียงอีกประการหนึ่ง คือ การแบ่งปันที่มีความหมายรวมไปถึงองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสังคมไม่เว้นแม้แต่คู่แข่งขันด้วย

แนวปฏิบัติที่พบจะมีการแบ่งปันความรู้กัน ทั้งในระดับพนักงานด้วยกันเอง ระหว่างธุรกิจ ซึ่งมีทั้งความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และความรู้เกี่ยวกับการให้บริการ

ประการสุดท้ายซึ่งถือว่าเป็นหัวใจขององค์กรธุรกิจเหล่านี้ คือมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งมากๆ ทั้งผู้นำองค์กร สมาชิกในองค์กรมีความอดทน ขยันหมั่นเพียร

เช่น ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท มีทั้งความขยันอดทน จนสามารถฝ่าวิกฤตการณ์ทางการเงินไปได้ บ้านอนุรักษ์กระดาษสา เจ้าของธุรกิจเป็นคนที่จนมากที่สุดในหมู่บ้าน แต่ด้วยความมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร ก็สามารถประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจได้

หรือแม้แต่โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ช่วงแรกของการก่อตั้งไม่มีทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับโรคต่อมไร้ท่อ ไม่มีลูกค้าเพราะประชาชนไม่รู้จักโรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ ทำให้ผลการดำเนินงานขององค์กรขาดทุนต่อเนื่องอยู่หลายปี แต่ด้วยความตั้งใจ ความมีมานะอดทน จึงฝ่าวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้

เมื่อเปรียบเทียบการดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจของเลห์แมน บราเธอร์ส จะเห็นได้ชัดว่ากรณีของเลห์แมน บราเธอร์ส เป็น ลักษณะของทุนนิยมอเมริกันที่สร้างกำไรระยะสั้น ต้องการเงินเข้ามาในองค์กรเยอะๆ จึงมีการออกตราสารอนุพันธ์บนพื้นฐานของความเสี่ยงหลายอย่างเพื่อล่อให้ผู้บริโภคมาซื้อ ใครขอกู้เงินให้หมด ไม่พิจารณาถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ โลภมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากผู้บริหารของเลห์แมน บราเธอร์ส เป็นมือปืนรับจ้างที่รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ประกอบกับมีแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นในการประเมินผลงานทุก 3 เดือน ทำให้พวกเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้กำไรเพิ่มขึ้นทุก 3 เดือน จุดจบของเลห์แมน บราเธอร์ส จึงเป็นเช่นที่ปรากฏ

“ดร.สุขสรรค์” กล่าวต่ออีกว่า หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทุนนิยมหรือ ?

จริงๆ แล้วเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นทุนนิยมเช่นกัน แต่เป็นทุนนิยมที่เอาสังคมเป็นตัวตั้ง แล้วมองการณ์ไกล หวังผลในระยะยาว ไม่ใช่หวังแค่กำไรระยะสั้นทุก 3 เดือน วันนี้หากองค์กรใดที่กำลังหาแสวงหาความยั่งยืนให้กับองค์กร สามารถนำหลัก 10 ประการที่ได้จากการสังเคราะห์องค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจแบบพอเพียงไปประยุกต์ใช้สร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรได้

เพราะปีหน้า กล่าวกันว่าเป็นปีเผาจริง ไม่ใช่เผาหลอก ถ้าผู้นำองค์กรกลับตัว เปลี่ยนวิธีคิด วิกฤตในวันข้างหน้าอาจไม่รุนแรงอย่างที่หลายคนคาดการณ์


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: