Posted by: management2008 | ตุลาคม 24, 2008

รวมพล 3 ขุนคลัง เสนอแนวทางประคองเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโลก

วันนี้เอาข่าวเศรษฐกิจมาให้อ่านกัน ลองดูกันครับว่าผู้กำหนดนโยบายของประเทศเขามองปัญหาในขณะนี้อย่างไร และมีแนวทางในการวางแผนรับมืออย่างไร

แต่อ่านแล้วหมดหวังยังงัยชอบกล….

 

รวมพล 3 ขุนคลัง เสนอแนวทางประคองเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโลกการสัมมนา “สู่ทศวรรษที่ 3 น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ” ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอคองคอร์ด ได้เปิดเวที “2009 Thailand Economic Forum” ระดมความคิดเห็นต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยมี นายทนง พิทยะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อตีดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ปาฐกถา ดังนี้

นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ปาฐกถาในหัวข้อ “11 ปี วิกฤตเศรษฐกิจกับบทเรียนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน” ว่า บทเรียนและจุดอ่อนที่สำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ได้แก่ ระบบที่ผิดพลาดและร้ายแรงจากการขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยขณะที่เปิดเสรีทางการเงิน นั่นคือเหตุผลที่อเมริกาเมื่อเกิดวิกฤตอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่กลับลดอัตรา ดอกเบี้ยลง และอีกสาเหตุที่ทำให้ไทยมีปัญหาวิกฤตในช่วงนั้น คือความไม่กล้าตัดสินใจของผู้บริหารนโยบาย โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่กล้าตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท

ปัญหาประเทศไทยในขณะนี้ คือ หลังที่ผ่านมามีการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจใน 2 ด้านหลัก พบว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน ทำได้เพียงระดับหนึ่ง จำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อลดระดับความยากจน กับการเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ยังมีจุดอ่อนสำคัญคือการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม การเกษตรที่เน้นพึ่งการส่งออกสินค้าเกษตรในลักษณะวัตถุดิบ ทำให้เกิดความผันผวนเมื่อมีผลผลิตล้น ขณะที่นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีการเดินหน้าสลับถอยหลังตลอดเวลา

ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตในระยะต่อไป ภาครัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนสร้างความมั่นใจ ที่สำคัญต้องมีเสถียรภาพและความโปร่งใสในการดำเนินการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหรือเมกะโปรเจ็กต์ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าทำ จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และเจอปัญหา “คอขวด” ทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ต้องมีสถาบันสนับสนุนตลาดส่งออกของไทย เป็น สิ่งจำเป็นที่ต้องทำ และเป็นหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมต้อง รับผิดชอบ และในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจจะต้องสร้างความเป็นธรรมในตลาด ไม่ใช่แค่เปิดเสรีตลาด เพราะในโลกความเป็นจริงไม่มีตลาดเสรี เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละผู้เล่นในตลาดไม่เท่าเทียมกัน และมีการบิดเบือนของตลาด

ส่วนการดำเนินนโยบายเศรษกิจในยุคโลกาภิวัตน์ เสนอว่าต้องสร้างความสมดุลภายในและภายนอกให้เหมาะสมกระแสโลกาภิวัตน์ ที่สำคัญจะต้องวางกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือหรือดูแลกันในกลุ่มประเทศภูมิภาคเดียวกัน

สำหรับปัญหานวัตกรรมทางการเงินในยุคโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน และเป็นตัวก่อให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกิน ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตในโลกได้ตลอดเวลาจากนี้ไป เพราะฉะนั้นหัวใจคือไทยจะอยู่กับมันได้อย่างไร ในกรณีนี้เห็นว่า ถ้าจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า เพราะถ้าระดับราคาถูกบิดเบือนโดยตลาดก็ต้องปรับราคาหรือควบคุมปริมาณ ที่สำคัญอีกประเด็นคือในช่วง 1-2 ปีนี้มองไม่ออกว่าค่าเงินในภูมิภาคต่างๆ จะเป็นอย่างไร เพราะมองไม่เห็นทิศทางของค่าเงินดอลลาร์และยุโรปที่ชัดเจน
สุดท้ายที่ ดร.ทนงฝากการบ้านให้กับรัฐบาลคือ ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไปจะเป็นอย่างไร เป็นการบ้านที่รัฐบาลนี้ต้องคิดและเตรียมรับมือ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ภาพการล้มของสถาบันการเงินขนาดใหญ่กำลังแพร่ไปทั่วโลก ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบถูกแทนที่ด้วยความกลัว ความวิตก และความตื่นตระหนก ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้จะสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก

“ภาพตลาดหุ้นที่ตกอย่างถล่มทลาย บางวันหุ้นร่วงไปเกือบ 1,000 จุด ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ความตื่นตระหนกทำให้เราเห็นภาพที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี 2540 เพียงแต่ว่าครั้งนี้เกิดขึ้นในสหรัฐกับยุโรป ที่ความเชื่อมั่นถูกแทนที่ด้วยความไม่ไว้วางใจ สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อระหว่างกัน ไม่เชื่อในตัวลูกค้า ลูกค้าดีๆ ไม่ได้รับการปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจก็ซื้อขายกันเป็นเงินสดมากขึ้น และภาพนี้จะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศ”

ความวิตกต่อวิกฤตในสหรัฐมีสูงมาก แต่ดีที่ทางการตัดสินใจ ดำเนินนโยบายได้เด็ดขาดและรวดเร็ว จึงดำเนินนโยบายทุกอย่างที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ห้ามไม่ให้ประเทศไทยทำเมื่อปี 2540 ทั้งการฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ อุ้มสถาบันการเงิน การันตีเงินฝาก สินเชื่อ เพราะเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ว่าหากไม่ดำเนินนโยบายนี้ต้องตายสถานเดียว

อย่างไรก็ตามทางการสหรัฐดูแลปัญหาได้เพียงระดับหนึ่ง เพียงพยุงไม่ให้เกิดการล้มละลาย แต่สิ่งที่ตามมาคือความกังวลเศรษฐกิจจะชะลอไปเพียงใด เพราะก่อนเกิดวิกฤตรอบนี้ทั่วโลกก็มีสัญญาณการชะลอตัวมาก่อนแล้ว ทั้งจากยุโรปและญี่ปุ่นเมื่อมีวิกฤตในสหรัฐจึงเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจโลกจะต้องอ่อนแอลงอีก

ในสถานการณ์นี้ดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ตัวจูงใจให้เกิดการลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีความเชื่อมั่น “เบอร์นันเก้” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ก็ให้สัญญาณชัดว่าต้องใช้เวลาระยะหนึ่งที่จะจัดการให้กลไกสถาบันการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ ตอนนี้ปัญหายังอยู่ในภาคสถาบันการเงิน ยังไม่เข้าไปในภาคเศรษฐกิจจริง ถ้าไม่สามารถดูแลให้ระบบการเงินดีขึ้นเศรษฐกิจจริงจะต้องถดถอยแน่

นายสมคิดกล่าวว่า วิกฤตของประเทศไทยในปี 2540 เป็นวิกฤตสภาพคล่อง หนี้ดีก็กลายเป็นหนี้เสีย สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นถ้ามองกลับไปวิกฤตครั้งนั้น ประเทศไทยต้องเตรียมตัวอยู่หลายประการด้วยกัน คือต้องมีการเตรียมสภาพคล่องให้พร้อม โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังต้องมีการคุยกันอย่างลึกซึ้ง ว่าระบบควรมีสภาพคล่องอยู่เท่าไหร่ และจะได้มาอย่างไร ขณะที่สมาคมทางธุรกิจควรมีการคุยเป็นการภายใน ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เหมือนปี 2540 คือสถาบันการเงินไม่ปล่อย สินเชื่อจะจัดการปัญหาอย่างไร

ต้องสื่อความที่ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เพราะในวิกฤตการสื่อความเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เช่น ข้อมูลว่าถ้าสหรัฐมีปัญหาแล้วตอนนี้ประเทศไทยส่งออกไปสหรัฐเท่าไร หรือถ้าเกิดปัญหาสภาพคล่องในประเทศจะจัดการอย่างไร

นอกจากนี้ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นคือเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปมีปัญหา ถึงเวลาแล้วที่ต้องมาโฟกัสที่ตลาดประเทศ ตะวันออก โดยเฉพาะประเทศจีนที่แข็งแกร่งมหาศาล ไทยกับจีน มีความสัมพันธ์กันดี มีคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ที่แต่ละฝ่ายต่างเอื้อ ประโยชน์ต่อกันในการกระชับความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตามแม้การส่งออก การลงทุน และการบริโภคจะชะลอตัว แต่ก็ยังเหลือการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งอยากให้ดูประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่มีความพยายามสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจในและต่างประเทศ โดยการเข้าไปปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาการท่องเที่ยว หากรัฐบาลลงทุนในส่วนนี้จะไม่เสียเปล่าเพราะนอกจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพในอนาคต

นายสมคิดกล่าวว่า เศรษฐกิจรอบนี้หนัก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของประเทศไทย โจทย์ไม่ได้ยากเพราะประเทศไทยมี พื้นฐานที่ดีพอ แต่น่าเป็นห่วงผู้ที่จะมาทำโจทย์ ไม่ใช่เพราะไม่มีความสามารถ แต่เพราะมีประเด็นความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมรับกับสึนามิเศรษฐกิจรอบนี้หรือไม่ เพราะจากสถานการณ์ในประเทศสะท้อนให้เห็นว่าอาจไม่มีความพร้อม คือสภาพปัญหาบ้านเมืองเหมือนปกครองไม่ได้ ไม่เป็นปึกแผ่น รัฐบาลมีความเปราะบาง ทำงานลำบาก มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี

โดยสรุปต้องบอกว่า พื้นฐานของประเทศไม่ได้มีปัญหา แต่ต้องหาทางออกไว้แต่เนิ่นๆ เราจะทำอย่างไรให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม ซึ่งมันยากมาก เพราะวิกฤตการเมืองตอนนี้เป็นผลพวงของความล้มเหลวของระบบการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการปฏิรูป ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องมีการเจรจาและต้องเคารพกันด้วย

สิ่งสำคัญคือต้องมีรัฐบาลที่ทำงานได้เพื่อผลักดันการแก้ปัญหา เพราะถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ ก็ไม่มีพลัง ไม่สามารถสื่อความเพื่อสร้างความเชื่อมั่นไปถึงประชาชนได้ และเรากำลังมาถึงจุดเสี่ยง ทางการต้องมีการพูดคุยกัน มีแผนออกมา อย่าให้ซ้ำรอย ปี 2540 และเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปฟังฝรั่ง

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้ามี แนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องทั้งภาคการบริโภคและภาคการลงทุน ส่วนภาคการส่งออกคาดว่าปีนี้จะขยายตัวที่ 25% แต่ปีหน้าจะขยายตัวแค่ 10% ของมูลค่าการส่งออก 6 ล้านล้านบาท ซึ่งจะลดลงถึง 6 แสนล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายเงินภาครัฐรวมกับรัฐวิสาหกิจมีมูลค่ารวมกัน 2.5 ล้านล้านบาทเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนแค่ 20% ของ GDP คงจะมาทดแทนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่นที่ชะลอตัว ได้ยาก ดังนั้นปีหน้าเศรษฐกิจคงจะขยายตัวไม่ถึง 4% ต่อปี

“เมื่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าโตไม่ถึง 4% ต่อปี ผลที่ตามมาคือประชาชนหางานทำยากขึ้น เงินเดือนขึ้นน้อย จะบริหารเศรษฐกิจอย่างไร ผมจึงเสนอทางออกที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว เหมือนกับที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีเกิดและทำมาก่อนในอดีต ที่มีการทำให้ค่าเงินอ่อนลงเล็กน้อย โดยแนวคิดที่ว่านี้ยังไม่ถือเป็นนโยบาย ยังต้องมีการพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียอีกพอสมควร ผมไม่ได้ไปบอกให้แบงก์ชาติตั้งเป้าทำค่าเงินบาทอ่อนลง 5% จะทำให้ส่งออกโต 10% กรณีนี้เป็นการยกตัวอย่างทำความเข้าใจเท่านั้น”

ซึ่งทุกครั้งที่ประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจวิธีการที่ถูกจะต้องแก้ที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ อย่างเช่นการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ, โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง, โครงการ SML, เร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจ SMEs

นอกจากนี้ ธปท.ควรพิจารณาขยายการคุ้มครองเงินฝากไปอีก 3 ปี เพราะประเทศใหญ่ก็รับประกันเงินฝากเต็มจำนวน รวมทั้งให้ความคุ้มครองเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารด้วย และควรเลื่อนบังคับสถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BASEL 2) อย่างไม่มีกำหนด เพราะในช่วงที่เกิดวิกฤตสถาบันการเงินโลก หากให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามกฎ BASEL 2 เกรงว่าจะทำให้สถาบันการเงินมีภาระที่จะต้องกันสำรองเงินเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว แต่ยังจะต้องมีการนำเข้าไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติด้วย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: