Lateral Thinking Hat บันไดสู่การเป็น′นักสร้างสรรค์′

ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน ผู้คิดค้นระบบความคิดสร้างสรรค์ Lateral Thinking Hat และผู้บุกเบิกหลักสูตรพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทยได้เดินทางมาบรรยายให้กับพนักงานในบริษัทไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ′ประชาชาติธุรกิจ′ คัดบางส่วนที่เป็นประโยชน์มานำเสนอ

ดร.เอ็ดเวิร์ดกล่าวถึงธรรมชาติของสมองคนเราว่า มีหน้าที่สำคัญคือ การเก็บข้อมูล ทำให้คนเรามีแนวโน้มชอบทำอะไรซ้ำเดิม คิดอะไรซ้ำเดิม คิดอะไรที่แตกต่างจากเดิมไม่ค่อยได้ แต่คนที่ประสบความสำเร็จหรือคิดค้นอะไรใหม่ ๆ ได้นั้นจะต้องมีเครื่องมือการคิดที่เรียกว่า Lateral Thinking ที่สามารถทำให้เรามีการคิดสร้างสรรค์ได้ในเวลารวดเร็ว

โดยเทคนิคการคิดแบบ Lateral Thinking นั้น ดร.เอ็ดเวิร์ดกล่าวถึง 4ขั้นตอน คือ หนึ่ง การทำงานที่แตกต่างจากรูปแบบเดิม ๆ พาตัวเองออกมาจากสิ่งที่เราเคยชินอยู่จนมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้เปลี่ยนแปลง

ประการต่อมาคือ การตั้งโจทย์ให้แตกต่างจากสิ่งที่เป็นอยู่ เช่น ถ้าพูดถึง ไอศกรีม สิ่งที่เป็นคุณสมบัติหลักก็คือ ความเย็น ดังนั้นการตั้งโจทย์ก็คือต้องบอกว่า ไอศกรีมมันร้อน เป็นต้น เพื่อที่จะแตกแนวคิดที่แตกต่างไปจากเดิม

ประการที่สาม คือคิดแบบหนึ่งคอนเซ็ปต์ มีหลากหลายไอเดีย และครอบคลุมมากที่สุด และสุดท้ายคือ การสุ่มคำ เป็นวิธีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จากเรื่องใหม่ ๆ เช่น ถ้าต้องการดีไซน์ท่าออกกำลังกาย ใหม่ ๆ ก็สามารถใช้วิธีการสุ่มคำแล้วแตกความคิดจากคำคำนั้น สมมุติคำที่เราคิดได้คือ มะม่วง ก็ใช้มะม่วงเป็นคอนเซ็ปต์ในการคิด จากนั้นแตกไอเดียออกมาให้ได้ มากที่สุด ก็จะทำให้ได้ไอเดียใหม่ ๆ ออกมา

กล่าวโดยสรุป การตัดสินใจอย่างมีคุณภาพเป็นการใช้ปัญญามากกว่า อารมณ์ และต้องมั่นใจได้ว่าผลของการตัดสินใจนั้นออกมาทางบวกและสร้างสรรค์

และท้ายที่สุดเครื่องมือต่อมาที่จำเป็นต้องคิดค้นเพื่อลดความขัดแย้ง และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ คือเทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบ ที่เรียกว่า SIX Thinking Hats โดยวิธีการนี้ประกอบไปด้วยหมวกต่าง ๆ คือ หมวกสีขาว (White Hat) เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ หรือนั่นก็คือข้อมูลดิบที่ไม่มีการปรุงแต่งใส่ข้อคิดเห็น เป็นการคิดเฉพาะด้านข้อมูลเท่านั้น เช่น เรามีข้อมูลอะไรอยู่ในมือบ้าง, เรายังขาดข้อมูลอะไรบ้าง

หมวกสีแดง (Red Hat) ตัวแทนของความรู้สึก ให้ทุกคนบอกความรู้สึกออกมาได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุผล เป็นช่วงเวลาของการแสดงความรู้สึกล้วน ๆ เช่น รัก ชอบ ไม่ชอบ ชื่นชม กังวล

หมวกสีเหลือง (Yellow Hat) แทนความหมายของดวงอาทิตย์ โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ที่เราจะได้รับ สิ่งที่เป็นบวกทั้งหมด เป็นการมองส่วนที่เป็นประโยชน์ 95 เปอร์เซ็นต์ เช่น เศรษฐกิจซบเซาเป็นโอกาสดีที่ผู้บริหารจะได้มีเวลาสำหรับไปเยี่ยมเยียนลูกค้า เป็นต้น

หมวกสีดำ (Black Hat) เป็นตัวแทนของความกังวล วาดระแวง พูดถึงผลเสีย โทษและด้านลบทั้งหมด เป็นการเช็กข้อบกพร่อง 5 เปอร์เซ็นต์ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ต้องระวังไม่ให้มากเกินไป และควรใช้ตามความเหมาะสมเท่านั้น

หมวกสีเขียว (Green Hat) เปรียบเสมือนยอดอ่อนของต้นไม้ ใบหญ้าตัวแทนของแนวคิดที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหา เป็นการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างทางเลือกเพิ่มเติม

หมวกสีน้ำเงิน (Blue Hat) ตัวแทนของท้องฟ้าที่ครอบคลุมทุกสิ่ง และ เป็นตัวกำหนดเงื่อนไข ขั้นตอน รูปแบบทุก ๆ ด้าน เป็นการคิดที่ควบคุมขั้นตอนการคิดทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการคิด และได้ข้อสรุป เช่น วัตถุประสงค์ในการประชุมครั้งนี้คือ…ขั้นต่อไปขอให้ทุกคนช่วยกันคิดหาหมวกเขียว…ขอให้ช่วยกันสรุปการหารือกันครั้งนี้

การคิดแบบ SIX Thinking Hats เป็นการแยกแยะการคิดออกเป็น 6 ด้าน เวลาคิดจะคิดทีละด้าน ทำให้เกิดการคิดอย่างมีคุณภาพ คิดได้รอบคอบ ครบถ้วน สามารถตัดสินใจได้อย่างรัดกุม ไม่หลุดหรือหลงลืมบางประเด็น เป็นระบบการคิดที่ ประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะหน่วยงาน องค์กร บริษัท รวมถึงบุคคลต่าง ๆ หากสามารถนำเครื่องมือที่กล่าวมาใช้เพื่อสร้างระบบการคิด ก็จะสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน ขณะเดียวกันหากขยายกว้างขึ้นสู่ระบบเศรษฐกิจก็จะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ในที่สุด

Posted by: management2008 | มีนาคม 1, 2010

ต้นทุนประเทศไทยสูงจริง ๆ

โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ

ตอนที่เขียนต้นฉบับคือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันที่ทุกคนรอคอยด้วยหลากความรู้สึก ต่อการตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

บางคนก็รู้สึกว่า วันนี้เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย แต่อีกหลายคนก็มองว่า ไม่เห็นจะมีอะไร เป็นการทำหน้าที่ปกติของศาล เพราะคดีนี้ก็เป็นอีกคดีหนึ่งเท่านั้น

แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็น “ต้นทุนของประเทศไทย”

วันนี้คนไทย ธุรกิจไทยมีต้นทุนที่สูงมากในการใช้ชีวิตและการเป็นผู้ประกอบการ

ถ้าคิดในแง่ลบ ๆ ว่า ทำไมต้นทุนสูง ก็ต้องกลับไปที่ต้นตอของการวางโครงสร้างประเทศไทย ฟังดูเหมือนจะไกลตัวและทำยาก และหลายคนบอกว่า ฝันไปเถอะ เพราะรัฐบาล “ทำไม่ได้” แต่จริง ๆ ควรจะพูดว่า รัฐบาล “ไม่ได้ทำ” มากกว่า

โครงสร้างที่ว่าคือ การทำอย่างไรที่จะทำให้เกิด “ความสุขประเทศไทย” ที่หมายถึงการกินดีอยู่ดี มีสุข คำว่า “กินดีอยู่ดี” ตอบโจทย์ “ความสุขกายสบายใจ” ที่ครอบคลุมทั้งชีวิตครอบครัว ความปลอดภัยในทรัพย์สิน อาชีพการทำงานที่มั่นคง เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ สิ่งแวดล้อมที่ดี

แต่ภาครัฐวันนี้ยังไม่สามารถสแกนได้ว่า ประเทศไทยต้องการอะไรที่จะตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศชาติที่จะทำให้เกิด “การกินดีอยู่ดี มีสุข” มีแต่ทำให้ต้นทุนประเทศไทยเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น

ต่างจากภาคเอกชนที่เป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ ที่พยายามหาเครื่องมือมา “สแกน” ความต้องการผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภคสมัยใหม่ “เลือกได้” จากการพูดคุยกับนักธุรกิจหลายกลุ่มต่างลงทุนใน “ซอฟต์แวร์” เพื่อสแกนหรือเอกซเรย์พฤติกรรมผู้บริโภคชนิดที่เรียกว่า คุณไปทำอะไรที่ไหน อย่างไร เขาสามารถที่จะถอดและวิเคราะห์ความต้องการ ความจำเป็นของคุณต่อสินค้าและบริการของเขาได้ทันที และสามารถสื่อสารถึงผู้บริโภคแบบคนรู้ใจจริง ๆ

แต่ที่รัฐบาลทำวันนี้กลับตรงข้าม นอกจาก “คนไทย” ไม่มีความสุขแล้ว ต่างชาติอย่างญี่ปุ่นยังบอกว่า ความน่าลงทุนประเทศไทยต่อท้ายเวียดนามไปเสียแล้ว

ถ้าสังเกตคงจะเห็นว่า สังคมวันนี้มักจะ “โทษ” คนอื่นมากกว่าที่จะกลับมามองตัวเอง จึงมีแต่ “ปัญหา” เต็มไปหมด

ดูง่าย ๆ อย่างนอนตื่นสายก็โทษว่า นาฬิกาไม่ปลุก มาสายก็โทษรถติด แฟนบอลที่ตีกัน ฝ่ายที่ไปตะลุมบอนเขาก็ให้สัมภาษณ์ว่าเพราะอีกฝ่ายยั่วยุก่อนทำไม ถ้าคิดแบบง่าย ๆ ก็ควรจะถามตัวเองก่อนว่า ทำไมเราไม่อดกลั้น ไม่อดทน ถ้าเราอดทนได้ ก็ไม่เกิดเรื่อง ก่อนที่จะไปโทษคนอื่น

ความอดทนอดกลั้นนับเป็นต้นทุน และเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น เรื่อย ๆ ในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

ด้วยสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป ต้องระแวดระวังตัวมากขึ้น ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนถึงกลับบ้าน เพราะสภาพที่คนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยตั้งแต่การเดินทาง ไม่รู้จะเจอะเจอกับอะไรระหว่างทาง นักเรียนช่างกลยิงคู่อริตายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน หรือคนที่โดนลูกหลงจากนักศึกษาตีกัน การฉกชิงวิ่งราว ขับรถปาดหน้ากัน มลภาวะเป็นพิษ และอื่น ๆ อีกร้อยแปด

หรือการประท้วงของผู้ประกอบการรถบรรทุกเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ นี่ก็เป็นอีกต้นทุนของ ผู้ประกอบการ

รวมทั้งขบวนการฮั้วประมูลต่าง ๆ ล้วนมีแต่ความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ทุกคนรู้สึก เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม จะด้วยบริบทไหนก็ตามจากสังคม เชื่อว่าทุกคนคงมีประสบการณ์ในความรู้สึกแบบนั้น จะมากจะน้อยคงต่างกันไป

หรือกรณีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาลแต่ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน

หรือกรณีมาบตาพุดที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ เป็นการไม่ทำหน้าที่ของภาครัฐที่ไม่จัดตั้งองค์กรมารับผิดชอบจนปัญหาบานปลาย ขณะที่หน่วยงานที่มีหน้าที่อยู่แล้วละเลยในเรื่องการกำกับดูแลให้ใบอนุญาต ละเลยการควบคุมเรื่องมลพิษ จึงกลายเป็นต้นทุนของประเทศทั้งในส่วนผู้ประกอบการและประชาชนที่เผชิญกับปัญหามลพิษ ทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้

แตะไปตรงไหนก็พบแต่ความอ่อนแอของโครงสร้างประเทศไทย เพราะการละเลย “หน้าที่ของตัวเอง”

ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่าไปโทษคนอื่น ให้ถามตัวเอง กลับมามองตัวเอง สำรวจตัวเองให้ดี ๆ

มิเช่นนั้นแล้ว “ต้นทุนประเทศไทย” ก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

หากมองมาที่ภาคการให้บริการในธุรกิจต่าง ๆ เชื่อว่า ร้อยทั้งร้อย หลายคนคงเคยชินกับคำพูดที่ว่า ลูกค้าคือพระเจ้า หรือลูกค้าต้องมาก่อน

หรือลูกค้าต้องถูกเสมอ

ฉะนั้น ไม่ว่าลูกค้าจะทำอะไรผิด เจ้าของธุรกิจและพนักงานบริกรจะต้องจำคำนี้ให้ขึ้นใจ ลูกค้าคือพระเจ้า เพราะลูกค้าเป็นผู้นำเงินมาให้กับองค์กรเหล่านั้น

แต่สำหรับ “อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด กลับมองต่างมุมและมีความเชื่อว่า หากลูกค้าเป็นผู้ถูกให้ความสำคัญ อันดับ 2 ล่ะ และพนักงานเป็นผู้มีความสำคัญอันดับแรกล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น

เพราะพนักงานเป็นผู้ดูแลการให้บริการลูกค้า

ฉะนั้น ผู้บริหารองค์กรควรจะต้องให้ความสำคัญกับพนักงานตัวเองเสียก่อน จึงจะไปให้ความสำคัญกับลูกค้าได้ พร้อมกันนั้น “อภิวุฒิ” ก็เสนอแนวทางในการดูแลพนักงานก่อน ด้วยยุทธวิธี 5 เสาหลัก อันประกอบด้วย

เสาหลักแรก คือการพัฒนา (development) องค์กรจะต้องส่งเสริมให้พนักงานได้รับการพัฒนาจุดแข็งและจุดอ่อน เพราะหลาย ๆ องค์กรมุ่งแต่จะพัฒนา จุดอ่อนของพนักงาน โดยไม่สนใจจุดแข็ง

“เพราะหลายครั้งที่ผมถามผู้บริหารว่า บุคลากรที่ท่านดูแลต้องพัฒนาอะไรบ้าง สัก 2-3 เรื่อง ประมาณ 99% จะบอก จุดอ่อนของพนักงานที่จำเป็นต้องพัฒนา เพิ่มเติม แต่มีประมาณ 1% ที่บอกว่าเขามีจุดแข็งบางอย่างที่ควรได้รับการพัฒนา”

“ลองคิดดูซิครับว่า หากทุกคนในองค์กรได้รับการพัฒนาจุดแข็ง และได้ทำงานที่มีโอกาสใช้จุดแข็งของตัวเองบ้าง เขาน่าจะ มีความสุขมากขึ้น จริงไหม พูดง่าย ๆ คือเราต้องพัฒนาจุดแข็งและจุดอ่อน ไปพร้อม ๆ กัน”

เสาหลักที่ 2 คือการสนับสนุน (support) ซึ่งเราสามารถมองได้หลายอย่าง คือ การสนับสนุนให้มีความยืดหยุ่น (flexibility) ในองค์กร เช่น เวลาทำงานยืดหยุ่น (flexible working hours) สถานที่ทำงานยืดหยุ่น (flexible workplace) และสวัสดิการยืดหยุ่น (flexible benefits plan) พูดง่าย ๆ คือลักษณะการทำงานแบบนี้ พวกเจเนอเรชั่น y ค่อนข้างชอบ และเขาสามารถเลือก โปรแกรมสวัสดิการที่เหมาะสมกับตัวเองได้

“นอกจากนั้น คงเป็นการสนับสนุนในเรื่องของเทคโนโลยี เช่น การเข้าถึง อินเทอร์เน็ต การมีเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือสื่อสารอย่าง BlackBerry สำหรับการทำงาน”

“การสนับสนุนเรื่องการสร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกว่าที่ทำงานเหมือนบ้าน อย่างเช่นองค์กรเคทีซี, ดีแทค ที่พยายามทำให้สถานที่ทำงานเต็มไปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ มีโต๊ะสนุกเกอร์ มีสไลเดอร์ มีเก้าอี้นวดในที่ทำงาน”

เสาหลักที่ 3 คือการให้อิสระ การให้อำนาจในการทำงาน และการตัดสินใจ (empowerment) เพราะการควบคุม ใกล้ชิดในทุก ๆ เรื่องย่อมทำให้คนที่ถูกควบคุมรู้สึกได้ว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่ได้รับความไว้วางใจ หรือการให้อิสระในการคิดและตัดสินใจ

ดังนั้น เราจึงต้องทำให้คนทำงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้น ทั้งในสายตาตนเอง และในสายตาคนอื่น

“ไม่เชื่อลองจินตนาการดู หากคุณต้องติดต่อพนักงานเพื่อดูแลลูกค้าสักคน ที่เธอตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย และทุกอย่างต้องรอถามผู้บริหาร ในฐานะลูกค้า คุณจะมีความสุขไหม”

“ในทางกลับกัน หากพนักงานที่ดูแลลูกค้าสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หาทางแก้ปัญหาให้คุณได้โดยไม่อ้างว่า กฎกติกาขององค์กรห้ามไว้ คุณจะมีความสุขมากกว่าไหม เพราะองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ให้อำนาจกับพนักงานในการตัดสินใจ เพราะไม่ไว้ใจ เกรงว่าพนักงานจะตัดสินใจอะไรผิด ๆ”

“ทั้ง ๆ ที่พนักงานพวกนี้แหละ คือคนที่ใกล้ชิดกับลูกค้า และมีโอกาสสร้างความ พึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจให้กับลูกค้ามากที่สุด แต่กลับให้อำนาจผู้บริหารมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ผู้บริหารเหล่านั้นมีโอกาสสัมผัสกับลูกค้าน้อย และที่สำคัญ ยิ่งไกลจากลูกค้าเท่าไร กลับยิ่งได้อำนาจในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของลูกค้ามากเท่านั้น คุณว่าแปลกไหม”

เสาหลักที่ 4 คือให้การยอมรับ ชื่นชม (recognition) ซึ่งควรมีสิ่งที่เป็นเงิน และไม่ใช่เงิน คำชมเชย อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่คนไทยให้กันน้อยมาก ๆ และจากงานวิจัยของหลาย ๆ สำนักยืนยันตรงกันว่า คนไทยใช้คำพูดกับคนใกล้ตัว แย่กว่าใช้คำพูดกับคนไกลตัว

ผู้ใต้บังคับบัญชา, พนักงาน ล้วนเป็น คนใกล้ตัวของหัวหน้างาน และผู้บริหาร เราจึงต้องให้คำหวานจากใจจริง และ คำชมเชยที่มีความจริงใจ

“ตรงนี้จึงเกิดคำถามข้อหนึ่งในการ วัดความผูกพันของพนักงานกับองค์กร (employee engagement) โดยเฉพาะของ gallup เจ้าแห่งการทำงานวิจัย ที่ถามว่า ใน 7 วันที่ผ่านมา ท่านได้รับ คำชมเชยเกี่ยวกับการทำงานของท่าน บ้างไหม”

“ตรงนี้จึงเป็นการยืนยันว่า คำชมเชยมีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุข ความพึงพอใจ และความผูกพันของพนักงาน และหากพนักงานมีความสุข มีความพึงพอใจกับความเป็นอยู่ของเขาแล้ว คงไม่ยากที่เขาจะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่เขาดูแลด้วย เพราะคำชมเชยสามารถสร้างความผูกพันได้ แต่ที่ผ่านมา คนที่เป็นหัวหน้า หรือผู้บริหาร มักจะไม่ค่อยกล่าวคำชม”

เสาหลักที่ 5 คือความก้าวหน้าในงาน (advancement) เพราะมีความเชื่อว่า พนักงานส่วนใหญ่ในทุกองค์กร ต่างมีความหวังที่จะก้าวหน้าในอาชีพ และอยากมองเห็นอนาคตที่สดใส

ดังนั้น การวางเส้นทางในการเติบโต (career plan) ให้กับพนักงาน จึงเป็นเรื่องสำคัญ และการเติบโต ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการเติบโตในแนวตั้ง

หรือเติบโตในสายงานตัวเองเท่านั้น

การเติบโต สามารถเป็นได้ทั้งแนวนอน คือจะต้องมีความรับผิดชอบ มีอำนาจในการควบคุมและกำกับงานมากขึ้น หรือเติบโตในแนวทแยง หรือเติบโตในสายงานอื่นได้ด้วย

ฉะนั้นจะเห็นว่า กรอบแนวคิดในการดูแลพนักงานก่อน ดูแลลูกค้าทีหลัง จึงเป็นกรอบแนวคิดที่อยู่บนปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ และสมควรที่องค์กรต่าง ๆ ควรใส่ใจ

ทั้งยังจะต้องช่วยกันเร่งสร้างให้กรอบแนวคิดนี้มีมากขึ้นในทุก ๆ องค์กร เพราะหากองค์กรดูแลพนักงานได้ดี พนักงานเหล่านี้ก็จะเป็นคนที่คอยดูแลลูกค้าให้ดีมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว

เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า พนักงานที่มีความสุขเท่านั้น จึงจะสร้างความสุขให้กับลูกค้าได้

ดังนั้น กรอบแนวคิดที่ “อภิวุฒิ” มองย้อนศรครั้งนี้ จึงนับว่าเป็นมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งไม่เพียงทำให้ผู้บริหารองค์กร หัวหน้างาน หรือใครก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจภาคบริการ สามารถนำไปปรับใช้ได้

เผื่อบางที สิ่งที่เราเคยมีความเชื่อ แบบเดิม ๆ อาจจะนำกรอบความคิดนี้ไปประยุกต์ใช้บ้าง เพราะอย่างที่ทราบในภาคธุรกิจบริการ ล้วนเกี่ยวข้องกับคนล้วน ๆ

ดังนั้น การที่คนมีโอกาสสัมผัสกับคน จึงมีความถูกและผิดคละเคล้ากันไปทั้งนั้น คงขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละท่าน ว่าจะใช้ความเป็นพนักงานอย่างเดียวดูแลลูกค้า

หรือจะต้องผสมใจใส่เข้าไปด้วย

เพราะไม่ว่าลูกค้าจะถูกหรือจะผิด เราในฐานะพนักงาน จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างครบด้าน ยิ่งถ้าพนักงานคนนั้นถูกดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ก็เชื่อแน่ว่าเขาคงจะดูแลลูกค้าของเขาอย่างดีต่อไปด้วย

ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปเลย ?

Posted by: management2008 | กุมภาพันธ์ 11, 2010

Change, not shock

คอลัมน์ HR Corner

โดย ปิยะมิทน์ รังษีเทียนไชย piyamitn@promptbkk.com

ปรากฏการณ์ระทึกขวัญที่สร้างความตื่นเต้นแต่ไม่เร้าใจให้กับพนักงานในองค์กร คงหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ทุกวันนี้เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายในองค์กรไม่ว่าจะเป็น พนักงานในระดับผู้บริหาร ปฏิบัติการไปจนถึงลูกจ้างรายวันต่างต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ถดถอย การตัดทอนค่าใช้จ่ายหรือการควบคุมให้เกิดความมีเสถียรภาพขององค์กร และการปรับตัวของธุรกิจที่เปลี่ยนขนาดจากระดับประเทศไปสู่ระดับภูมิภาค

เป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโลกอินเทอร์เน็ต ระบบสื่อสารและกลไกการเชื่อมโยง เครือข่ายระดับโลก เป็นสิ่งกระตุ้นและสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมการทำงานปัจจุบัน

จะสังเกตได้ชัดเจนว่าคนสมัยนี้ไม่ต้องพึ่งพาสถานที่ทำงานเป็นฐานที่มั่นในการทำงาน เราสามารถเดินทางไปไหนต่อไหนได้อย่างสะดวกใจแค่มีอุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ที่จะอำนวยข้อมูลข่าวสาร สามารถสั่งงานได้ผ่านระบบดิจิทัลไปถึงทุกหนแห่ง

นอกจากนี้ โอกาสการรับข่าวสารก็แสนสะดวกง่ายดายไปซะหมด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมีผลดี ผลลบก็เป็นเรื่องที่ตามมาได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน

อย่างล่าสุดที่บริษัทชั้นนำของโลกทางด้านเวชภัณฑ์ยาและเครื่องใช้อุปโภคบริโภคประกาศลดจำนวนพนักงานทั่วโลกลงจำนวนนับหมื่นตำแหน่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพขององค์กร และรักษาคนส่วนใหญ่ขององค์กรเอาไว้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข่าวสารนี้ก็เป็นเรื่องที่แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วในกลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ภายนอก รวมทั้งสื่อมวลชน

หรือในอีกกรณีหนึ่ง เมื่อหลายเดือนก่อนที่บริษัทระดับโลกที่มีสำนักงานในประเทศไทยประกาศปลดพนักงานในระดับบริหารออกจากตำแหน่งกลางอากาศ และประกาศรายชื่อผู้บริหารคนใหม่ในองค์กรในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างที่ว่ากันนี้เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้เสมอ หากแต่การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ตามมาด้วยประสบการณ์ช็อกคนส่วนใหญ่ขององค์กร แล้วผลพวงที่ตามมาภายหลังเหตุการณ์นั้นน่าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับการแก้ปัญหาขององค์กร

บริษัทแห่งแรกที่ปลดพนักงานออก ทั่วโลก ได้เตรียมความพร้อมในการทำ ความเข้าใจกับบุคลากรถึงสถานภาพและความจำเป็น มีการจัดสรรเงินทุนผลประกอบการให้กับพนักงานที่จะต้องออกจากงานด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่ามาตรฐานที่กระทรวงแรงงานกำหนด และมองหาลู่ทางที่จะช่วยพนักงานในการสมัครงานใหม่ การลดจำนวนพนักงานเป็นร้อยตำแหน่งในประเทศไทยจึงไม่มีแรงกระเพื่อมของภาพลักษณ์องค์กรในทางลบ

ในทางกลับกันบริษัทกลับได้รับคำสรรเสริญยกย่องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบในการออกจากงานถึงแนวทาง วิธีการ ตลอดจนการรักษา

สัมพันธภาพที่ดีกับพนักงานที่ต้องออกจากงาน ในขณะที่บริษัทอีกหนึ่งแห่งที่ปลด พนักงานในระดับบริหารออกจากตำแหน่งทันทีทันใด แม้ว่าจะเป็นเพียงหนึ่งหรือสองตำแหน่งใหญ่ขององค์กร ทว่าชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทกลับสั่นคลอนเพราะความไม่ชัดเจน ตลอดจนการสื่อสารภายในองค์กรที่สร้างความร้าวฉานให้กับพนักงานที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ ทุกคนแค่นั่งทำหน้าที่ของตนเองอย่างไร้ใจ และเกิดรู้สึกตลอดเวลาว่าวันหนึ่งวันใดข้างหน้าตนหรือเพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบข้าง ใครจะถูกบริษัททำร้ายความรู้สึกอีก และเขาก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อของความคลุมเครือนั้น ๆ ดังนั้นตัวแปรที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงจึงหมายรวมถึงความจริงที่ถูกเปิดเผย และการถ่ายทอดความจริงที่ถูกต้องให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

“การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นย่อมไม่สร้างปรากฏการณ์ช็อกความรู้สึกของบุคลากรที่ยังคงต้องทำงานอยู่กับองค์กร หาไม่แล้วขวัญและกำลังใจในการทำงานจะเป็นปัญหาและอุปสรรคขององค์กรในก้าวต่อไป…”

ยิ่งทุกวันนี้ข่าวสารสามารถแพร่สะพัดไปถึงกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรได้มากขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงและความเสียหายจากผลของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เตรียมการรับมือ หรือเคลียร์ปัญหาอุปสรรคจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ช็อกขึ้น ย่อมมีผลต่อความรู้สึกและการรับรู้ แม้ว่าองค์กรจะพยายามให้ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์องค์กรทั้ง employment branding ก็ไม่สามารถที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นและความรู้สึกศรัทธากับองค์กรได้

ยิ่งมีผลการสำรวจล่าสุดในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ พบว่าเจเนอเรชั่นใหม่โดยเฉพาะ Yers ไม่ได้คาดหวังที่จะพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นมืออาชีพในองค์กร หากคิดแต่จะมองหาช่องทางในการดำเนินธุรกิจส่วนตัว ธุรกิจที่ปรึกษา ซึ่งนั่นหมายความว่า กลไกการสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่องค์กรจะยากขึ้นทุกวัน ๆ บุคลากรมืออาชีพจะหดหายไปเรื่อย ๆ คงเหลือแต่บริษัทที่มีชื่อเสียงโดดเด่น มีโอกาสความก้าวหน้าที่เด่นชัดเท่านั้นจึงจะสามารถรองรับกับความต้องการของคนที่มีความรู้ความสามารถ

เสียงตอบรับจากการสรรหาและ คัดเลือกแบบธรรมดาทั่วไปยากที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบุคลากรที่ใช่ บริษัทจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างแรงจูงใจกับ บุคลากรทั้งภายในและนอกองค์กร

ลำพัง “แบรนด์” หรือผลิตภัณฑ์ขององค์กรอย่างเดียวไม่สามารถที่จะสร้างแรงจูงใจได้ หากแต่วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการสร้างพื้นฐานการอยู่ร่วมของบุคลากรภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นตัวแปรสำคัญในการดึงดูดพนักงานที่มี ความรู้ความสามารถมาร่วมกันสืบสานธุรกิจ

Posted by: management2008 | กุมภาพันธ์ 8, 2010

iBook Store จุดเปลี่ยนธุรกิจสื่อเก่า

ขออนุญาตติดพันกับเรื่อง iPad อีกสักเที่ยว เพราะมีประเด็นน่าสนใจตกค้างอยู่ ตามที่เขียนถึงไปแล้วว่าประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของ iPad นั้นอยู่ที่การมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับเป็นเครื่องอ่านหนังสือพิมพ์ อีบุ๊ก-รีดเดอร์ ที่เชื่อกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่มาแรง เนื่องจากเห็นสัญญาณกันอยู่จากยอดขายเครื่องคินเดิลของอะเมซอน รวมถึงยอดขายอีบุ๊กช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมาที่แซงหนังสือเล่มได้เป็นครั้งแรกของเว็บอะเมซอน

iPad เปิดตัวพร้อมกับ iBook Store ที่แอปเปิลวาดหวังไว้เช่นเดียวกับไอพอด ไอจูนส์ ทั้งยังดึงเอาสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ ที่รวมถึงนิตยสารดัง ๆ และหนังสือพิมพ์มี ชื่อเสียงหลายฉบับเข้าไปด้วย โดยเฉพาะ ′นิวยอร์ก ไทม์ส′ ที่พัฒนาเว็บออกมาให้สอดรับกับเทคโนโลยีของ iPad โดยเฉพาะ

ผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นกับวงการสิ่งพิมพ์หลังการแจ้งเกิดของ iPad นั้นเป็นไปได้ว่าจะสูงมาก

ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าอะเมซอนจะเป็น ผู้กุมตลาดซึ่งกำลังเติบโตนี้ไว้ในมือชนิดสามารถชี้นิ้วกำหนดเอาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของส่วนแบ่งที่จ่ายให้กับสำนักพิมพ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่โดนวิพากษ์วิจารณ์มากเนื่องจากส่วนแบ่งค่อนข้างต่ำจนน่าใจหาย ถึงขนาดบางคนวิจารณ์ว่าโมเดลที่อะเมซอนใช้นั้นไม่ใช่โมเดลธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ดี

แมคซิมิเลียน เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกที่วิจารณ์อะเมซอนเอาไว้ และมีข้อขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวมานานพอสมควร แต่สำนักพิมพ์อยู่ในสภาพ จำยอมเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง

นอกจากส่วนแบ่งต่ำแล้ว อะเมซอนยังกดราคาขายอีบุ๊กไว้ต่ำด้วย แม้แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ ก็ไร้อำนาจต่อรอง

ไร้อำนาจมากถึงขนาดเมื่อไม่กี่วันมานี้ อะเมซอนถอดอีบุ๊กของแมคซิมิเลียนออกจากเว็บ แต่เพียงเวลาไม่นานนักนโยบายของอะเมซอนก็ต้องหันหลังกลับเพราะ 5 สำนักพิมพ์ใหญ่ของโลกล้วนไปเจรจาตกลงกับแอปเปิลเป็นที่เรียบร้อยด้วยข้อเสนอที่ดีกว่าสำหรับอีบุ๊กที่ขายผ่าน iBook Store นี่คือรังสีที่แผ่มาจากค่ายแอปเปิล จาก iPad และ iBook Store เอื้อให้ ′สื่อเก่า′ เริ่มมีอำนาจต่อรองเนื่องจากมีทางเลือกอื่น ๆ ให้เลือก ทั้งยังเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพมากอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ผลสะเทือนตั้งแต่ iPad และ iBook Store ยังไม่เปิดตัว ที่ตกไปถึงอะเมซอนนั้นเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่การเร่งปรับตัวของอะเมซอน การเปิดขายคินเดิลไปทั่วโลก การเปิดแอปสโตร์สำหรับเป็นตลาดแอปพลิเคชั่นของคินเดิล รวมถึงท่าทีล่าสุดที่อ่อนลงกับสำนักพิมพ์อย่างแมคซิมิเลียนอย่างน้อยที่สุดตอนนี้กลไกตลาดที่มี คู่แข่งทัดเทียมกันขึ้นมาแล้ว ทำให้อะเมซอนมีท่าทีจะยอมขึ้นราคาขายอีบุ๊กจากเดิมที่กดไว้ต่ำ แม้จะมีความเห็นว่าราคาที่สูงขึ้นนั้นไม่เกิดประโยชน์กับธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็ตาม

แต่หากท่าทีของอะเมซอนไม่อ่อนลง iBook Store ของสตีฟ จ็อบส์ ก็จะกวาดสำนักพิมพ์ไปอยู่ในมือ เพราะโมเดลของ แอปเปิลนั้น iBook Store จะเป็นเพียงคน กลางที่กินส่วนแบ่งอย่างเดียว การกำหนด ราคาขายเป็นอิสระของแต่ละสำนักพิมพ์

ซึ่งในระยะยาวเมื่อถึงจุดหนึ่งกลไกตลาดที่มีการแข่งขันและวิถีชีวิตของผู้คนจะเข้ามากำหนด ราคาขายŽ เอง

“อภิสิทธิ์” ตั้งเป้าสร้างผลงานรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมในปีนี้ กางแผนพัฒนาระบบรางหวังรถไฟวิ่ง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งพัฒนาสนามบินดอนเมือง สร้างศักยภาพของท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่และจัดระบบสวัสดิการสังคม ลั่นไม่ยอมให้การเมืองทำเสียสมาธิแก้เศรษฐกิจ เชื่อคนไทยไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ย้ำรัฐบาลต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เจโทรเผยผลสำรวจธุรกิจญี่ปุ่นชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน 73% มั่นใจยอดขายพุ่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มองข้างหน้าเพื่ออนาคตในมุมมองของอภิสิทธิ์” จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วานนี้ (5 ก.พ.) โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวเต็มที่แล้ว เห็นได้จากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกที่ฟื้นตัวเป็นตัวเลขสองหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การใช้กำลังการผลิตของบางอุตสาหกรรมที่สูงเกิน 60% และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่สูงกว่าประมาณการสอง แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้จะเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมัน นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐและจีน การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน รวมถึงปัญหามาบตาพุดและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

“การที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาอยู่ในภาวะที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยมีพื้นฐานที่ดีและยืนยันถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย เพราะเพียงแค่ชาวโลกลืมตาอ้าปากได้จากปัญหาของเขาได้ การส่งออกและการท่องเที่ยวของเราก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านภาคเกษตร เมื่อทุกอย่างเอื้ออำนวย ภาคเกษตรจะเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้และไตรมาสต่อไป เพราะพี่น้องเกษตรกรมีรายได้ในระดับค่อนข้างดี” นายกฯ ระบุ

ปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลต้องมองไปในอนาคตข้างหน้าและตั้งโจทย์ว่า ไทยจะวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไปในทิศทางใด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะกลางและระยะยาว โดยในปีนี้รัฐบาลมีความตั้งใจว่า จะดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขณะนี้รัฐบาลมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง และเอกชนจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง รวมทั้งเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อนการลงทุน รัฐบาลจะต้องปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ “เอ็กซ์ซิส สตาร์ติจี” เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัวได้ดี และธนาคารกลางกำลังจับตาอัตราภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

ดังนั้น การที่รัฐบาลเคยบอกว่าจะต้องกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อมาลงทุนนั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นหรือไม่ โดยรัฐบาลต้องการปรับสถานะทางการเงินการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่ก็ต้องการให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน และทุกฝ่ายในภาครัฐ มีความเห็นตรงกันว่าการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งฯต้องเดินหน้าต่อไป เพราะประเทศต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้เศรษฐกิจที่มีการเปิดเสรีมากขึ้น

เร่งพัฒนาดอนเมืองและแหลมฉบัง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไทยต้องมีการยกระดับขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น การขนส่งที่มีต้นทุนสูงมาก การขนส่งระบบรางจะมีความสำคัญมาก และการขนส่งนั้นจะไม่จำกัดเฉพาะการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ แต่ต้องรวมถึงการขนส่งระบบรางทั่วประเทศ

“เราจะทำให้รถไฟไทยมีความเร็วในการวิ่งอย่างน้อยที่สุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูง การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบและการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งระบบ การลงทุนแหล่งน้ำ เราคงไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินที่เราลงทุนไปแล้ว คือ สนามบินดอนเมืองสูญเปล่า เรามีความชัดเจนว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์ ในภาวะที่การแข่งขันทางการบินเพิ่มขึ้น และการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเราต้องเพิ่มศักยภาพท่าเรือแหลมฉบังให้รองรับสินค้าได้เพิ่มขึ้นและมาทดแทนการใช้ท่าเรือคลองเตย ซึ่งเราต้องสร้างความชัดเจนเรื่องเหล่านี้ภายในหนึ่งปีนี้ พร้อมทั้งจะมีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมการลงทุนขนาดใหญ่ด้วยผสมผสานกับงบลงทุนของรัฐบาลและเงินกู้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

รื้อระบบภาษีและสวัสดิการสังคม

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การเพิ่มสัดส่วนงบด้านวิจัยแบบก้าวกระโดด ขณะเดียวกันรัฐบาลจะผลักดันให้มีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีเงินได้ และภาษีทรัพย์สินและที่ดินที่จะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งรัฐบาลได้มีการปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคม โดยปรับเปลี่ยนจากระบบประชานิยมมาเป็นระบบรัฐสวัสดิการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสมทบเงินร่วมกับภาครัฐ จำกัดภาระงบประมาณของภาครัฐ และทำให้ระบบมีความยั่งยืนและโปร่งใส ประชาชนคนไทยต้องมีหลักประกันตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา ซึ่งแนวนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นการปรับเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง

“เมื่อก่อนเราพูดถึงระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน มีนโยบายชุดหนึ่งสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ คนชั้นกลาง และมีนโยบายอีกชุดหนึ่งสำหรับคนยากจนที่เรียกว่าประชานิยม แต่รัฐบาลมองว่าประเทศนี้มีระบบเศรษฐกิจเดียว สังคมเดียว การสร้างโอกาสสำหรับคนจนไม่ใช่การแยกชีวิตเศรษฐกิจของคนยากจนออกจากเศรษฐกิจหลักและทำการสงเคราะห์ แต่ต้องใช้นโยบายที่ผสมผสานกับกลไกตลาด ให้คนทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหลักได้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในชนบท และโครงการประกันรายได้ ซึ่งเป็นวิธีการแทรกแซงตลาดที่เพิ่มพูนโอกาสในภาคส่งออก รวมถึงการยกระดับวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เชื่อมเข้าสู่ตลาดภายนอกได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในอนาคตต้องมีการเติบโตที่ยั่งยืน มีความสมดุล มีความเป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการทบทวนเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ซึ่งเราต้องการใช้บทเรียนจากมาบตาพุดเป็นบทเรียนของการพัฒนา ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่ต้องการให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น อนาคตการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องมีการรับฟังความเห็นจากประชาชนล่วงหน้าและเป็นที่ยอมรับจากประชาชน ภาคใต้ต้องการอุตสาหกรรมหนักหรือไม่ ต้องมีมาตรการดูผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและประชาชนอย่างไร หรือหากไม่มีการลงทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่นโยบายสะพานเศรษฐกิจ จะต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างไรและมีความคุ้มค่าหรือไม่

ยันไม่ยอมให้การเมืองป่วน

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้พิสูจน์แล้วว่าท่ามกลางปัญหาการเมือง เรายังเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจและสังคม ไม่ทำให้เราเสียสมาธิ เรารู้ว่าต้องทำอะไรใน ระยะเวลาเท่าไหร่ แต่เราจัดการปัญหาการเมืองได้ การทำงานคงจะราบรื่นขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ มีความสบายใจ แต่ช่วงนี้ข่าวสารทางการเมืองมีความสับสนพบสมควร ทำให้ประชาชนมีความหวั่นไหว แต่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง หรืออยากเห็นคนไทยมาทะเลาะหรือฆ่าฟันกันเอง

“เหตุการณ์ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจากนี้ไป ผมได้ย้ำกับทุกฝ่ายว่า รัฐบาลไม่ได้ต่อสู้กับใคร แต่มีหน้าที่รักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ เราจะรักษาความสงบเรียบร้อย และขอให้ทุกคนยึดแนวพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา” นายกฯ กล่าว

เจโทรมั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นชัด

นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (เจโทร) แถลงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น ในประเทศไทย ปรากฏว่า นักลงทุนญี่ปุ่น 52% จากบริษัทที่ทำการสำรวจ 395 แห่ง มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ แต่ยังไม่ดีเหมือนปี 2550 โดยทุกประเภทอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น แม้จะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทยยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเหมือนในอดีต เพราะยังมีปัจจัยลบคือ การส่งออก และอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่น 73% ยังเชื่อมั่นว่ายอดขายในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับกำไรและขาดทุนก่อนหักภาษีในรอบปีดังกล่าว พบว่าสัดส่วนของบริษัทที่คาดว่าจะมี “กำไร” มีมากถึง 85% และบริษัทที่คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักภาษี “เพิ่มขึ้น” มีสัดส่วน 53%

ส่วนการลงทุนโรงงานและเครื่องจักร ในปี 2552-2553 นั้น เป็นการซื้อเครื่องจักรใหม่มาเปลี่ยนเครื่องเดิมมากที่สุด และจะมีการใช้เครื่องจักรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสัดส่วนประมาณ 70% และ 75% ตามลำดับ

ญี่ปุ่นจี้ปฏิรูปภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ในหัวข้อแผนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในรอบปี 2552 พบว่า 59.3% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในภาคพื้นเอเชีย โดยมีการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนในไทยในสัดส่วน 44.7% ส่วนในปี 2553 สัดส่วนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในไทยและในภาคพื้นอาเซียน (ยกเว้นไทย) ก็มีสัดส่วนสูงขึ้น ส่วนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลง

สำหรับหัวข้อ ข้อเรียกร้องที่มีต่อรัฐบาลไทยนั้น บริษัทญี่ปุ่น 42% ต้องการให้รัฐบาลไทยพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบด้านศุลกากรมากที่สุด รองลงมาคือ การพัฒนาปรับเปลี่ยนการใช้งานระบบภาษี 34% พัฒนาระบบสาธารณูปโภคเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 29% และพัฒนาเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 10%

Posted by: management2008 | กุมภาพันธ์ 3, 2010

เพื่อไทยส่อวงแตก

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลส่อล่ม “เพื่อไทย”เกือบวงแตก หลังจาก”เฉลิม”เดือดส.ส.หลายกลุ่มแยกตัวทำงาน จวก “บ้าน 111 บางคน”ล้วงลูกชอบทำให้พรรคปั่นป่วน วิเคราะห์การเมืองหลังโหวตไว้วางใจ โดยที่ ปชป.หักพรรคร่วม ยึดรวบกระทรวงใหญ่ ลากยาวรอตั้ง ผบ.ทบ. แม้แต่ “สุเทพ” ก็อาจจะหลุดตำแหน่ง

ความคืบหน้าการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านส่อเค้ามีปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่พอใจการเข้ามาล้วงลูกในการทำงานของส.ส.กทม. ที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานภาคกทม.อยู่เบื้องหลัง

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทย วานนี้ (2 ก.พ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น โดย ร.ต.อ.เฉลิม แสดงความไม่พอใจ กลุ่ม ส.ส.กทม.และส.ส.ภาคเหนือบางราย ที่ไม่ได้เข้าร่วมการทำงานกับคณะกรรมการที่เขาเป็นประธาน แต่กลับมีการแยกตัวออกไปทำเอง และมีการแถลงผ่านสื่อ ถึงยุทธศาสตร์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทั้งตัวบุคคล ประเด็น และวันเวลา ซึ่งไม่ใช่มติของคณะกรรมการกลั่นกรอง จึงทำให้เกิดความสับสน

“ถึงขั้นที่ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ประกาศในที่ประชุมว่า หากยังเป็นเช่นนี้ เขาขอถอนตัวจากการเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง เพราะหากยังต่างคนต่างทำงานโดยไม่มีระบบ การอภิปรายฯครั้งนี้ก็ไม่มีความสำคัญและไม่มีความหมาย”

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 14.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทย จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ซึ่งครั้งที่ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตน เพื่อต้องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และวันนี้มีดก็ยังปักอกอยู่ การอภิปรายจะเป็นก๊อก 2

ทั้งนี้ ร.ต.อ.ยอมรับว่า มีความหนักใจเรื่องการคัดเลือกผู้อภิปราย เพราะเบื้องต้นมีผู้เสนอตัวกว่า 30 คน แต่ก็ต้องคัดให้เหลือน้อยที่สุด และอีกเรื่องที่ทำให้ตนหงุดหงิดรำคาญ ก็คือ บ้าน 111 บางคน ที่มันเฮงซวยชอบทำให้พรรคปั่นป่วน ไม่มีบทบาทเอาแต่ออกข่าวซุบซิบ ถ้าไม่มีบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตำแหน่งภารโรงกระทรวงยังเป็นไม่ได้ บอกได้เลยว่าพรรคไม่แคร์”

ร.ต.อ.เฉลิม ยังชี้แจงถึงกรณีที่มีรายงานว่า จะให้เป็นตนหัวหน้าพรรคเชื่อว่าเป็นการออกข่าวเพื่อทำลายตน ขอยืนยันว่าตนไม่พร้อม ศักยภาพไม่พอ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างมาตรฐานไว้สูง ใครขึ้นมาก็เหมือนฆ่าตัวตาย เอาใครมาก็สู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ การเลือกตั้งครั้งหน้าต้องชู พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น

นอกจากนี้ เขายังวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยว่า เกมการเมืองตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้พรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเร็ว เพื่อที่จะไปทำข้อต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยอมทุกอย่างให้พรรคร่วมยกมือสนับสนุนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จากนั้นเมื่อการอภิปรายเสร็จสิ้นลง ก็จะปรับ ครม.ครั้งใหญ่

โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยึดกระทรวงหลัก เช่น มหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ และอุตสาหกรรม มาดูแลเอง ถึงเวลานั้นแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะโวยวายอย่างไรก็ไม่สน ถ้าทนไม่ไหวก็บีบให้ออก โดยยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ไปถึงช่วงสิ้นปีหลังเดือนตุลาคม เพื่อรอให้ถึงฤดูกาลโยกย้ายอีกครั้ง ซึ่งจะต้อง ผบ.ทบ.คนใหม่เป็นคนที่ไว้ใจ

โดยในช่วงดังกล่าวยังเป็นการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ รัฐบาลจะเร่งนำงบฯมาใช้ หลังเลือกตั้งใครมาเป็นรัฐบาลก็ลำบาก ทำอะไรไม่ได้ ผมประเมินว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ครบวาระแน่ เพราะมันไปไม่ไหวจากปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาพรรคร่วมวันนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ที่อยู่ก็เพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น แม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ก็มีสิทธิหลุดออกจากตำแหน่ง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

“เฉลิม” ของขึ้นอัดยับในพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเย็นวันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า ตนได้ขอลาออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งภายในพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และกันข้อครหาต่างๆ ภายหลังจากที่มีการปล่อยข่าวในทางเสื่อมเกี่ยวกับตนมาเป็นเวลานาน โดยเสนอให้ที่ประชุมโหวตเลือกกันใหม่แบบยกมือด้วย แต่ที่ประชุม ได้เสนอให้ตนกลับมารับตำแหน่งทุกตำแหน่งเหมือนเดิม และไม่มีการเสนอชื่อคู่แข่ง เพราะมองว่าตนสามารถช่วยทำงานให้กับพรรคในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นอย่างดี

วันนี้ถือว่าอาเปิดหน้าชก และยังพูดต่อที่ประชุมพรรคด้วยว่า วันนี้ที่พรรคเพื่อไทยต้องยุ่งวุ่นวายก็เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คนเดียว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็นั่งฟังอยู่ในที่ประชุมด้วย และก็ไม่เห็นพูดอะไร

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ย้ำว่า ตนยังได้พูดกลางที่ประชุมด้วยว่า เขตเลือกตั้งของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.นั้น ตนจะไม่ไปปราศรัยหาเสียงให้ด้วย เพราะถ้าหากตนไปปราศรัยให้แล้วแพ้เดี๋ยวจะมาหาว่าเป็นเพราะตนอีก

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าตนไม่เคยคิดตั้งกลุ่ม หรือจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยุติบทบาทกับพรรคเพื่อไทยเมื่อไรก็เลิกเล่น ไม่มีไปตั้งกลุ่มการเมืองอะไรที่ไหนอีก

ซัดยอมมานาน จวก “หน่อย” เละ

“ผมยอมมานาน เพราะเกรงใจท่านทักษิณ และคุณหญิงอ้อ เกรงใจพรรค แต่พอยอมมากเข้าก็จะกลายเป็นว่าถูกกำไต๋ไว้ ผมเลยต้องพูดว่าวันนี้ จะมาทะเลาะกันเองไปทำไม สู้กับประชาธิปัตย์มันง่ายนักหรือ สุดารัตน์เคยอภิปรายอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างในชีวิตการเมือง พวกนี้มันเป็นแมว ท่านทักษิณเลี้ยงดีหน่อยลายเลยใหญ่แล้ว คิดว่าตัวเองเป็นเสือ ลูกผม 3 คนก็เรียนจบปริญญาโทเท่าสุดารัตน์”

ชงสลายภาค กทม.แบ่งเป็น 3 โซน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า “ผมได้เสนอที่ประชุมให้แบ่งการทำงานภาค กทม.ออกเป็น 3 โซน คือ กทม.เหนือ กทม.ใต้ และฝั่งธนบุรี แบ่ง ส.ส.โซนละ 12 คน เพราะประธานคนเดียวดูไม่ไหว โดยประธานทั้ง 3 โซนต้องขึ้นตรงกับพรรค ไม่มีกลุ่ม เรื่องนี้ต้องทำให้เร็วที่สุด ทางที่ดีต้องก่อนเลือกตั้ง ถ้าไม่มีคนดูฝั่งธน ผมดูให้ก็ได้”

2 เด็กเจ๊ อึ้งเจอ”เหลิม”ด่ากราด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนพูดกับผู้สื่อข่าวโดยได้พูดโจมตี คุณหญิงสุดารัตน์ อย่างดุเดือดว่า ชอบต่อสายถึงคอลัมนิสต์ เพื่อให้มาโจมตีตน แล้วเข้ามายุ่มย่ามการทำงานในพรรค ขณะนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.และคนสนิทคุณหญิงสุดารัตน์ ได้ลงลิฟต์มาได้เผชิญหน้ากับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่กำลังกล่าวโจมตีคุณหญิงสุดารัตน์อยู่พอดี

โดย ร.ต.อ.เฉลิม ได้เรียกทั้ง 2 คน เข้ามาต่อว่าอย่างรุนแรง พร้อมชี้หน้าโดยต่อว่า “อนุดิษฐ์มึงกับอนุสรณ์ และศักดา (คงเพชร) มึงเป็นศัตรูกู เพราะให้สัมภาษณ์ด่ากูไว้ กูตัดหนังสือพิมพ์แปะไว้หมด มึงใกล้ชิดกับอีหน่อยมากเกินไป พยายามสกัดไม่ให้ลูกกูลงเลือกตั้ง พยายามมาเปลี่ยนลำดับปาร์ตี้ลิสต์ไม่ให้กูลงเบอร์ 2 ไม่ให้ไอ้ตู่ลงเบอร์ 4 และเชียร์ไอ้มิ่ง (มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) แต่สมัครเขาไม่เอาด้วย”

“ความจริงอีหน่อย มันควรสู้อย่าง จาตุรนต์ ไม่ใช่มาเล่นอย่างนี้ อนุดิษฐ์ พ่อมึงกับกูสนิทกัน มึงเป็นนายทหาร ไม่ควรทำอย่างนี้ มึงเลือกข้างผิดแล้ว ต้องมาอยู่กับกู มึงยังมีอนาคตไกล”

“อนุดิษฐ์” พร้อมกราบถ้าพูดโจมตี

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ได้แต่ยืนรับฟังด้วยอาการเกร็ง สีหน้าแดงก่ำ พูดได้แต่เพียงว่า “ครับๆ” พร้อมชี้แจงว่า “ไม่เคยให้สัมภาษณ์โจมตีท่าน และไม่เคยคิดร้ายกับท่าน ถ้าให้สัมภาษณ์จริงก็ยินดีจะกราบเท้าท่าน”

ส่วน น.ต.ศิธา ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้พยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย โดยแก้ต่างแทนว่า “ในที่ประชุมพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ยังสนับสนุนให้พี่กล่าวเปิดและปิดการอภิปรายเลย จะด่าพี่ได้อย่างไร” พร้อมกับเข้าไปกอด ร.ต.อ.เฉลิมให้หายเครียด จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิมจึงกล่าวว่า “ปุ่นมึง ยังดีที่ไม่ด่ากู เพราะมึงมองการณ์ไกล รู้ว่ากูจะเป็นใหญ่ ทั้งที่มึง ก็เป็นเด็กอีหน่อยเหมือนกัน”

หลุดด่าเห้ ลั่นอย่าไปหลงฟัง”เจ๊หน่อย”

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า “ถ้าอนุดิษฐ์บอกว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์ก็จบ แต่กูตัดหนังสือพิมพ์เก็บไว้หมดที่ให้สัมภาษณ์ ไอ้เหี้ยมึง เป็นนายทหารสัญญาบัตร กูก็นายตำรวจสัญญาบัตร ต่างคนก็ต่างมีศักดิ์ศรี มึงเป็นนักบินสูงสุด อย่าไปหลงฟังอีหน่อยมัน อย่ามาพูดโกหก และกูรู้ว่าอีหน่อยไปให้เสี่ยลาว (พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ) มาตั้งกลุ่ม (ส.ส.) ชนกับกู คิดว่า กูไม่รู้เหรอ กูก็ฉลาดเหมือน เพราะประชา (ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ) ก็โทรบอกกูเหมือนกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย น.ต.ศิธา พยายามคลี่คลายสถานการณ์ ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนนิ่งหน้าแดง ไม่ได้โต้เถียงใดๆ โดย ร.ต.อ.เฉลิม ได้เข้าไปตบไหล่ น.อ.อนุดิษฐ์โดยย้ำว่า “ถ้าไม่ได้พูดก็จบ แต่อามีหนังสือพิมพ์ตัดเก็บไว้หมด”

มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนมีชื่อเสียง และแม้กระทั่งบุคคลระดับรัฐมนตรีคลังในบางประเทศที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูงจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่ง (double dip recessions) กำลังสอดรับไปกับปฏิกิริยาของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ที่ปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงนี้

ทั้งสองปรากฏการณ์ได้เพิ่มน้ำหนักให้กับความวิตกกังวลต่อความแข็งแกร่ง และความยั่งยืนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์สตั้งข้อสังเกตในช่วงต้นเดือนมกราคมว่า ในสหรัฐ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) และแคนาดา ตัวเลขว่างงานที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงความไม่รีบร้อนของบรรดาบริษัทต่าง ๆ ที่จะเพิ่มการจ้างงาน แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นแล้ว ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่ชี้ว่า หลายบริษัทยังคลางแคลงใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจว่าจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทยอยยกเลิกไป

ขณะที่ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงในระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสถาบันการเงิน 70 ราย โดยบริษัทโอลิเวอร์ วายแมน ที่ปรึกษาด้านการจัดการ ซึ่งจัดเตรียมเพื่อเผยแพร่ระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส พบว่า ซีอีโอส่วนใหญ่เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั่วโลกจะดำเนินไปอย่างไม่ต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงปี 2555 เป็น อย่างน้อย โดยในจำนวนนั้น 22% เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญสถานการณ์การถดถอยทางเศรษฐกิจระลอกสอง

สัญญาณเตือน “ถดถอยรอบ 2″ กระหึ่ม

เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลกล่าสุดได้กลายเป็นเวทีในการส่งสัญญาณเตือนต่อความเสี่ยงของ double dip recessions อย่างชัดเจน บุคคลระดับแถวหน้าของโลกล้วนทำนายออกมาในทิศทางนี้ ซึ่งรวมถึง โจเซฟ สติกลิทช์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ศาสตราจารย์นูเรียล รูบินี แห่งวิทยาลัยธุรกิจสเติร์นส์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก จอร์จ โซรอส นักลงทุนชั้นนำของโลก และ อเล็กซี คูดริน รัฐมนตรีคลังรัสเซีย

โซรอสเตือนว่า การฟื้นตัวจากภาวะถดถอยที่เลวร้ายที่สุด นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และ ความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลต่าง ๆ จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโต

หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะถดถอยระลอกสองในปีหน้า

ขณะที่มุมมองของคูดรินให้น้ำหนักไปกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก จากการที่ธนาคารตะวันตกอาจจะต้องแทงหนี้สูญเพิ่มอีก เป็นมูลค่าสูงสุดถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการณ์รอบสอง ยังมีความเป็นไปได้อยู่ เขายกตัวอย่างกรณีของจีนว่าวิกฤตยังไม่ได้สิ้นสุดลง มีโอกาสที่เศรษฐกิจของจีนจะชะลอลง และเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ขึ้นในประเทศ

ด้านศาสตราจารย์รูบินียังคงเตือนถึงความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการที่นักลงทุนกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยเสีย ดอกเบี้ยต่ำ และได้นำไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทโดยเฉพาะสินทรัพย์คอมโมดิตีส์ 4 ตัว ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าไปลงทุนมาก ได้แก่ น้ำมัน พลังงาน อาหาร และทองคำ

รูบินียังเตือนด้วยว่า แม้ในขณะนี้เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเติบโต แต่ต้องระวังความเสี่ยง หากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ยกเลิก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

หลายประเทศคงนโยบายรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ความวิตกกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกผลักดันให้หลายรัฐบาลยังไม่สามารถยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำมาใช้รับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก

รองนายกรัฐมนตรี หลี่ เก๋อเจียง ของจีน ยืนยันว่าแม้เศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวแล้ว หลังรัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อจัดการกับวิกฤต แต่รัฐบาลยังจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินผ่อนคลายในระดับปานกลางไว้ต่อไป เช่นเดียวกับการคงจุดยืนทางการคลังเชิงรุก แม้ว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2553 ก็ตาม เนื่องจากมองว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังคงย้ำเป้าหมายของรัฐบาลในการพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้จีนลดการพึ่งพาการส่งออกลง

การชะลอการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงพบเห็นในหลายประเทศ ในจำนวนนั้นรวมถึงสหรัฐ ดังการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำที่ 0-0.25% ต่อไป ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และลดอัตราการว่างงานลง หลังการประชุมวันที่ 27 มกราคมเสร็จสิ้นลง

ในแถลงการณ์ของเฟดหลังการประชุม ได้ฉายภาพเศรษฐกิจทั้งแง่ลบและแง่บวก โดยระบุว่าธนาคารมีการปล่อยกู้น้อยลง แต่ไม่กล่าวถึงว่าตลาดบ้านกำลังปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เคยระบุไว้ในแถลงการณ์ฉบับก่อนนั้น

ส่วนในแง่บวก เฟดชี้ว่า การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น และกิจกรรมทางธุรกิจได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เฟดยังคาดว่าจะสามารถยุติโครงการมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ คือวันที่ 31 มีนาคมนี้ แต่ย้ำว่าสามารถเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาได้หากจำเป็น

ขณะเดียวกันรายงานยอดขายบ้านของสหรัฐล่าสุดแสดงให้เห็นว่าตลาดบ้านยังคงเปราะบางอยู่ โดยวอชิงตัน โพสต์ ได้อ้างข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐว่า ยอดขายบ้านใหม่ร่วงลง 7.6% ในเดือนธันวาคมปีกลาย เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน หรือมาอยู่ที่ระดับ 342,000 หลัง เมื่อเทียบอัตราทั้งปี

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ประเมินว่ายอดขายบ้านจะเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขที่น่าผิดหวังนี้ถือเป็นหนึ่งในปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับคนสร้างบ้านในทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อมองยอดรวมทั้งปี พบว่าปีกลายมียอดขายบ้านใหม่เพียง 374,000 หลัง หรือลดลง 22.9% จากปี 2551 และต่ำกว่ายอดขายในสภาพตลาดปกติกว่า 50% ทั้งนี้ในช่วงตลาดบูมสุดในปี 2548 มียอดขายบ้านใหม่เกือบ 1.3 ล้านหลัง

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า อากาศหนาวอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ยอดขายบ้านเดือนธันวาคมลดลง และอาจเป็นผลจากการที่เหล่า ผู้ซื้อบ้านเร่งโอนบ้านก่อนมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายน แต่ต่อมาทางการสหรัฐ ได้ขยายเวลาไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้

ดานา ซาพอร์ต้า นักเศรษฐศาสตร์ของสโตน แอนด์ แมคคาธี รีเสิร์ช เผยกับเอบีซีว่า รายงานยอดขายบ้านไม่ได้ทำลายความคิดว่าตลาดบ้านกำลังฟื้นตัวไปทั้งหมด แต่เน้นถึงความเปราะบางของการฟื้นตัว ซึ่งไม่ใช่ข่าวดีสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม

เอเชียเจอทางตันนโยบายการเงิน

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ฉบับวันที่ 29 มกราคม ตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารกลางหลายแห่งของเอเชียมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย และพบว่าพวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต เพราะที่ผ่านมา เอเชียจะรอดูทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ในช่วงเวลานี้ เอเชียไม่สามารถรอเช่นนั้นได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะรอจนถึงปลายปีนี้ จึงจะขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อควบคุมปริมาณเงิน แม้ว่าการเติบโตของสหรัฐจะฟื้นแล้ว และราคาก็ขยับสูงขึ้น ความไม่สอดคล้องกันดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เงินสกุลท้องถิ่นของเอเชียแข็งค่าขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ม.ค.) ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ระดับเดิม แต่เปลี่ยนไปขยับดอกเบี้ยในกลไกเงินกู้อื่นแทน พร้อมส่งสัญญาณว่า วัฏจักรนโยบายการเงินเข้มงวดได้เริ่มต้นแล้ว เช่นเดียวกับธนาคารกลางมาเลเซีย ซึ่งแม้จะยังไม่ขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ได้เตือนถึงความเสี่ยงของความไม่สมดุลทางการเงิน ที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเกินไป และเป็นระยะเวลายาวนาน ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียเริ่มปรับเนื้อหาในคำแถลง โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาท้าทายต่าง ๆ อาทิ การฟื้นตัวของอินโดนีเซียจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของนโยบายการยกเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศสำคัญ ๆ รวมถึงประเทศคู่ค้าของอินโดนีเซีย

Posted by: management2008 | มกราคม 29, 2010

“เรียนอย่างไร ?” จึงจะมีงานทำ

เพราะเหตุใดบัณฑิตใหม่จึงตกงาน ทั้ง ๆ ที่ความต้องการของตลาดนั้นมหาศาลโดยเฉพาะภาคการผลิต

สัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.ส่งศรี บุญบา รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทยภายหลังเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นว่า จากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในขณะนี้ ยอมรับว่าทำให้ภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทเริ่มขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเมื่อปีที่แล้วพบทางเลือกใหม่หลังกลับสู่ภาคการ เกษตร ขณะที่แรงงานที่จบใหม่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมน้อยลง

แม้ว่ารองอธิบดีกรมการจัดหางาน จะยืนยันว่าสถานการณ์ในปัจจุบันแรงงานยังไม่ขาดแคลนมากถึง 4-5 แสนคนตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกมาระบุ เพราะเชื่อว่าตัวเลขนี้อาจเป็นความต้องการแรงงานในปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของแรงงานไทย ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40-59 ปี ซึ่งอีกไม่นานแรงงานกลุ่มนี้จะเข้าสู่วัยเกษียณอายุ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีแรงงานใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่เป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานช่วงอายุ 25-39 ปีมีปริมาณน้อยมาก และคาดว่าจะลดลงทุกปีซึ่งเป็นผลจากการคุมกำเนิดที่ได้ผล และในปี 2552 ที่ผ่านมาแรงงานกลุ่มดังกล่าวหายไปจากระบบกว่า 200,000 คน

ซึ่งจากผลวิจัยแนวโน้มความต้องการแรงงานในปี 2553-2557 โดยกองวิจัยตลาดแรงงาน พบว่าความต้องการแรงงานไทยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในภาคการผลิตทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ โดยคาดว่าประเทศไทยจะมีความต้องการแรงงานไม่ต่ำกว่า 38 ล้านคน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนักในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากกำลังแรงงานทดแทนที่มีอยู่ไม่สามารถทดแทนกำลังแรงงานของ ผู้สูงอายุที่กำลังจะเกษียณอายุได้

 

หากสถานการณ์แรงงานไทยยังไม่ดีขึ้น ภาคการผลิตทั้งหมดโดยเฉพาะอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวโดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยีการผลิตแทนแรงงานคนให้มากขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้คนน้อย แต่มีการใช้เทคโนโลยีสูง ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขยาก ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

ด้าน นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวยอดการส่งออกย่อมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมมีความต้องการแรงงานในการผลิตมากขึ้น ในขณะที่จำนวนแรงงานยังคงเท่าเดิมและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ทำให้สถานการณ์แรงงานระดับล่างอยู่ในภาวะตึงตัว ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ หันมาใช้แรงงานต่างด้าวแทนแรงงานไทยที่ขาดแคลน

เกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างแรงงาน ในแต่ละปีสถาบันอุดมศึกษาไทยจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง จะผลิตบัณฑิตออกมาปีละเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีประมาณ 1,000,000 คน แต่บัณฑิตใหม่เหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการหางานทำหรือการว่างงานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และนายจ้าง ว่าทำอย่างไร ? นักเรียนนักศึกษาที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนอะไร ? หรือเรียนอย่างไร ? แล้วมีงานทำในยุคของการแข่งขันสูง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจำนวน 2,157 คน (น.ร./น.ศ. 1,029 คน 47.71% ผู้ปกครอง 621 คน 28.79% ครู/อาจารย์ 383 คน 17.76% และนายจ้าง 124 คน 5.74%) ระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม 2553 สรุปผลได้ดังนี้

เหตุผลของผู้สำเร็จการศึกษาในการเลือกหางานทำในเรื่องของการใช้ความรู้ความสามารถตรงกับที่เรียนมา มีอิสระ ในการทำงาน ภาพรวมให้ความสำคัญสูงสุดถึง 34.51%

รองลงมาเป็นเรื่องของชื่อเสียง ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ไปทำงานด้วยจะต้องเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ร้อยละ 26.88%

เรื่องของเงินเดือน โบนัส สวัสดิการ โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพตามมาเป็นอันดับสาม 23.96%

ที่บอกว่าเป็นความต้องการของครอบครัว และเลือกเพราะใกล้บ้าน เดินทางสะดวก มีจำนวน 9.49% และ 5.16% ตามลำดับ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ “ผู้สำเร็จการศึกษา” ไม่มีงานทำ (ไปสมัครแล้วไม่ได้รับเลือก) อันดับแรก 25.35% มาจากการที่นายจ้างหรือหน่วยงานยังยึดติดอยู่กับสถาบันการศึกษาที่จบ ประกอบกับบุคลิกลักษณะของผู้หางานไม่ตรงกับที่องค์กรต้องการ

สาเหตุที่ 2 เนื่องมาจากนักศึกษาไม่สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการ ร้อยละ 21.27%

สาเหตุที่ 3 เป็นเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่เก่งทฤษฎีแต่ไม่เก่งปฏิบัติ 20.00%

สาเหตุที่ 4 อ่อนภาษาอังกฤษ และสื่อ IT ขาดความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์ระบบ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 19.55%

สาเหตุที่ 5 สาขาที่จบมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด 13.83%

ในส่วนของสาขาวิชาที่คิดว่าสามารถหางานได้ง่ายหรือเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนักศึกษา ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ นายจ้างเห็นตรงกันว่าเป็นแพทย์/พยาบาล 27.55%

รองลงมาเป็นคอมพิวเตอร์ 25.62% ตามด้วยบัญชี/การตลาด 18.56% บริหาร/การจัดการ 16.70% นิติศาสตร์/รัฐศาสตร์ 11.54%

เมื่อถามต่อว่า “เรียนอย่างไร ?” จึงจะมีงานทำ

23.52% ระบุว่าต้องเก่งทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เมื่อจบแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการทำงานได้จริง

22.92% รู้ว่าตัวเองรักหรือชอบอะไร วางแผนล่วงหน้าดูสถานการณ์ปัจจุบัน ติดตามข่าวตลาด

20.34% ดูความต้องการของตลาดว่าต้องการนักศึกษาที่จบสาขาใด และเลือกเรียนตามนั้น

19.51% บอกว่าต้องตั้งใจเรียน ทำคะแนนให้ดี มีความสามารถโดดเด่นอยู่ในเกณฑ์ที่ตลาดต้องการ

13.71% เห็นว่าระหว่างเรียนต้องทำกิจกรรมควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างทักษะการทำงานร่วมกันหรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

วันนี้คงถึงเวลาแล้วที่นายจ้างผู้ใช้ประโยชน์จากแรงงานไทยจะต้องมานั่ง จับเข่าคุยกับผู้ผลิตบัณฑิตเพื่อปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการพัฒนาประเทศไทยยังไปคนละทิศละทาง ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ตรงจุด ทำให้ศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยยังไปไม่ถึงฝัน

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลท์

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com

ช่วงปีสองปีผ่านมามีคนถามและเขียนอีเมล์เข้ามาหามากมายเกี่ยวกับวิธีการแจ้งข่าวร้ายภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานได้รับทราบและไม่ตกใจจนเกินไป ซึ่ง ข่าวร้ายมีตั้งแต่ผลกระทบที่องค์กรได้รับจากสภาวะเศรษฐกิจ จนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเอง

พูดจริง ๆ ในช่วงชีวิตของคนแต่ละคน ล้วนผ่านการได้ยินข่าวร้ายมาแล้วทั้งสิ้น และยิ่งในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่ามีข่าวร้ายมากมายเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะถดถอยของตลาดหุ้น การขึ้นลงของดอกเบี้ย น้ำมัน และทองคำ หรือแม้แต่เรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งแนวทางการแจ้งข่าวเหล่านี้ เราสามารถเห็นได้จากโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ อินเทอร์เน็ต

ดังนั้น เราจึงสามารถเก็บเกี่ยวความรู้จากแนวทางการแจ้งข่าวร้ายที่เราได้ยิน และเห็นกันเป็นประจำ มาปรับใช้ใน องค์กร

อย่างไรก็ดี ผมสรุปแนวทางเหล่านั้น และได้สิ่งที่ควรทำมาสี่ข้อ ซึ่งสี่ข้อนี้เป็นแนวทางที่อยากแนะนำให้กับคนที่เป็นผู้นำที่ต้องทำหน้าที่ในการแจ้งข่าวร้ายให้คนภายในองค์กรได้รับทราบ ได้ลองนำไปใช้ดู

โดยแนวทางในการแจ้งข่าวร้ายอย่างแรกคือ การบอกเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริง หลาย ๆ ครั้งที่ผู้บริหารหลายคน พยายามที่จะเคลือบข่าวร้ายด้วยคำพูดที่ สวยหรู และหนึ่งในสองเหตุผลในการที่ ผู้บริหารทำเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการที่จะสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นภายในหมู่พนักงาน หรือสองผู้บริหารไม่คิดว่า พนักงานจะสามารถรับมือกับข่าวร้าย พวกนี้ได้

ซึ่งเหตุผลทั้งสองประการนี้เกิดมาจาก ผู้บริหารมีความคิดว่า ตนเองเปรียบเสมือนผู้ดูแลหรือผู้ปกครองของพนักงานในองค์กร และมองว่าพนักงานเปรียบเสมือนลูก ๆ หรือเด็ก ๆ ที่ต้องการปกป้องและคุ้มครองจากผู้ดูแล

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่มีข่าวร้ายเกิดขึ้น องค์กรต้องการความร่วมมือจากพนักงานในการฝ่าฟันให้พ้นจากสถานการณ์ข่าวร้ายเหล่านี้ การไม่บอกตามความเป็นจริง จะทำให้พนักงานไม่สามารถให้ความร่วมมือได้อย่างเต็มที่

และนอกจากนี้แนวทางการแก้ไขอาจจำกัดอยู่ที่ความคิดของผู้บริหารเท่านั้น ซึ่งบางครั้งพนักงานอาจมีความคิดที่ดีกว่าก็ เป็นได้

นอกจากการบอกตามความเป็นจริงแล้ว ผู้บริหารควรบอกที่มาที่ไปและ/หรือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข่าวร้ายเหล่านั้น เพราะเหตุผลและ/หรือที่มาที่ไป จะช่วยในการกำจัดข่าวลือที่ไม่พึงประสงค์ได้

รวมทั้งพนักงานเองก็จะมีความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องต่อองค์กร ยกตัวอย่างเช่น การควบรวมกิจการ ถ้าผู้บริหารออกมาแจ้งข่าวแค่ว่าจะมีการควบรวมกิจการ พนักงานหลาย ๆ คนก็จะพากันกลัวเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเอง แม้ในความเป็นจริง จุดประสงค์ของการควบรวมกิจการนั้น อาจทำเพื่อขยายองค์กรและสร้างความมั่นคงทาง การเงินเท่านั้น

ต่อมาคือการพูดคุยถึงสิ่งที่ต้องทำร่วมกัน ถ้าองค์กรไม่คิดจะปิดกิจการลง สิ่งที่คุณต้องการคือความร่วมมือร่วมใจจาก พนักงานในการทำงานให้ดีที่สุด ระบุให้ชัดเจนว่าพนักงานต้องปฏิบัติตัวอย่างไร บางคนอาจต้องทำงานเหมือนเดิม

ขณะที่บางคนอาจจะได้รับการมอบหมายงานใหม่หรืองานเพิ่มให้ทำ ไม่ว่าอย่างไรผู้บริหารก็ควรจะบอกความคาดหวังที่มีต่อพนักงานให้ชัดเจน และถ้าเป็นไปได้ ลองเชิญชวนพนักงานให้มีส่วนร่วมในการคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ไม่แน่คุณอาจจะได้คำตอบที่ดีที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

สุดท้ายคือการกระตุ้นผู้อื่นให้มามีส่วนร่วมกับคุณ จงคิดเสมอว่าไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับการตัดสินใจ หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาของคุณ กระตุ้นให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม และเสนอแนวความคิดที่ดีกว่า หรือไม่เช่นนั้นก็ดึงความร่วมมือจากพวกเขาให้ได้มากที่สุด เพราะเวลาแห่งการโต้แย้งนั้น เรามีไม่มากนัก แต่เวลาแห่งการร่วมมือกันจำเป็นต้องมีให้ยาวนานที่สุด

ด้วยสภาวะที่โลกกำลังเข้าสู่การเป็นโลกาภิวัตน์ มีเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง และมีเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดน องค์กรจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุกคน และหนึ่งในวิธีที่จะสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งได้คือการพูดความจริง ไม่ว่าจะเป็นข่าวดี หรือข่าวร้ายก็ตาม

ฉะนั้นควรจะต้องใช้เครื่องมือทางการสื่อสารให้ดีที่สุด ถึงจะทำให้ข่าวร้าย กลายมาเป็นข่าวดีได้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป ?

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.