<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Management2008's Weblog</title>
	<atom:link href="http://management2008.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://management2008.wordpress.com</link>
	<description>Just another WordPress.com weblog</description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Nov 2009 04:55:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='management2008.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/750c8ff3f657e418b7e6b0f02b438d25?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Management2008's Weblog</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>ดูไบ! เหยื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/28/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/28/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Nov 2009 04:55:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economic Issues]]></category>
		<category><![CDATA[economic]]></category>
		<category><![CDATA[รอบรั้วเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการเงิน...Hamburger Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[ดูไบ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูไบ เวิลด์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติดูไบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=548</guid>
		<description><![CDATA[การเคลื่อนไหวอันน่าประหลาดใจของดูไบ เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างบริษัทที่เป็นดั่งเพชรเม็ดงาม พร้อมประกาศขยายเวลาชำระหนี้ของบริษัทดูไบ เวิลด์ สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนในแวดวงธนาคารและผู้บริหารในดูไบ ซึ่งดูเหมือนเพิ่งหายจากอาการอกสั่นขวัญแขวน สืบเนื่องจากวิกฤติการเงินโลก
คำประกาศนี้ ได้ทำให้บรรยากาศในดูไบสะดุดลง หลังจากช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเครื่องชี้หลายประการว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง จากภาวะตกต่ำเมื่อปลายปี 2552 แม้ดูไบไม่ได้ผลิตน้ำมันในปริมาณมากนัก แต่รายได้จากการขายน้ำมันก็หล่อเลี้ยงนครรัฐแห่งนี้
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดูไบเป็นศูนย์กลางของความเฟื่องฟูอันน่าละลานตาในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนปี 2551 เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานแตะระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเนื่องให้มีการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และการใช้จ่ายอย่างเพลิดเพลิน
ในช่วงที่ดูไบเรียกทั้งเสียงวิจารณ์และชื่นชมครั้งใหญ่ เมื่อเปิดตัวโรงแรมมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ (660 ล้านบาท) บนเกาะรูปต้นปาล์มที่รังสรรค์โดยฝีมือมนุษย์เมื่อปลายปี 2551 นั้น วิกฤตการเงินโลกก็เริ่มส่งผลกระทบมาถึงดูไบ ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มดิ่งลง ความวุ่นวายที่ตามมาอยู่ในรูปของการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลและเอกชน พากันชะลอ หรือยกเลิกโครงการ ลดคนงาน และหยุดชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ
เมื่อไม่มีแหล่งรายได้จากน้ำมันเข้ามามากนัก ดูไบจึงต้องพึ่งพาตลาดตราสารหนี้ เพื่อระดมทุนไปใช้จ่ายในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และชำระหนี้ที่กู้ยืมมาก่อนหน้านี้ อันเป็นเงินก้อนที่นำไปอุดหนุนการเติบโตจนพุ่งลิ่วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประเมินว่าดูไบและบริษัทของรัฐบาลมีหนี้ที่ต้องชำระในช่วง 3 ปีหน้า เกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถชำระหนี้ระหว่างประเทศได้ครบจำนวนตามกำหนด พร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือทางการเงินสำหรับบริษัทของรัฐบางแห่ง
แต่กระนั้น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=548&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>การเคลื่อนไหวอันน่าประหลาดใจของดูไบ เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างบริษัทที่เป็นดั่งเพชรเม็ดงาม พร้อมประกาศขยายเวลาชำระหนี้ของบริษัทดูไบ เวิลด์ สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนในแวดวงธนาคารและผู้บริหารในดูไบ ซึ่งดูเหมือนเพิ่งหายจากอาการอกสั่นขวัญแขวน สืบเนื่องจากวิกฤติการเงินโลก</p>
<p>คำประกาศนี้ ได้ทำให้บรรยากาศในดูไบสะดุดลง หลังจากช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเครื่องชี้หลายประการว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง จากภาวะตกต่ำเมื่อปลายปี 2552 แม้ดูไบไม่ได้ผลิตน้ำมันในปริมาณมากนัก แต่รายได้จากการขายน้ำมันก็หล่อเลี้ยงนครรัฐแห่งนี้</p>
<p>ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดูไบเป็นศูนย์กลางของความเฟื่องฟูอันน่าละลานตาในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนปี 2551 เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานแตะระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเนื่องให้มีการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และการใช้จ่ายอย่างเพลิดเพลิน</p>
<p>ในช่วงที่ดูไบเรียกทั้งเสียงวิจารณ์และชื่นชมครั้งใหญ่ เมื่อเปิดตัวโรงแรมมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ (660 ล้านบาท) บนเกาะรูปต้นปาล์มที่รังสรรค์โดยฝีมือมนุษย์เมื่อปลายปี 2551 นั้น วิกฤตการเงินโลกก็เริ่มส่งผลกระทบมาถึงดูไบ ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เริ่มดิ่งลง ความวุ่นวายที่ตามมาอยู่ในรูปของการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลและเอกชน พากันชะลอ หรือยกเลิกโครงการ ลดคนงาน และหยุดชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ</p>
<p>เมื่อไม่มีแหล่งรายได้จากน้ำมันเข้ามามากนัก ดูไบจึงต้องพึ่งพาตลาดตราสารหนี้ เพื่อระดมทุนไปใช้จ่ายในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และชำระหนี้ที่กู้ยืมมาก่อนหน้านี้ อันเป็นเงินก้อนที่นำไปอุดหนุนการเติบโตจนพุ่งลิ่วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประเมินว่าดูไบและบริษัทของรัฐบาลมีหนี้ที่ต้องชำระในช่วง 3 ปีหน้า เกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถชำระหนี้ระหว่างประเทศได้ครบจำนวนตามกำหนด พร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือทางการเงินสำหรับบริษัทของรัฐบางแห่ง</p>
<p>แต่กระนั้น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งที่เป็นของรัฐ ยังค้างชำระผู้รับเหมาระหว่างประเทศเป็นเงินก้อนใหญ่ โฆษกสมาคมที่ปรึกษาและวิศวกรรมในกรุงลอนดอนเผยว่าบริษัทดูไบยังค้างชำระเงินถึง 200 ล้านปอนด์ (1.1 หมื่นล้านบาท) เฉพาะกับผู้รับเหมาะอังกฤษชาติเดียว ซึ่งตัวเลขนี้นับว่าลดลงแล้วจาก 400 ล้านดอลลาร์ เมื่อตอนต้นปี</p>
<p>นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ และแม้แต่ผู้บริหารในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับของเมื่อปี 2551 เพราะซัพพลายที่ยังเหลือค้างอยู่ตั้งแต่ช่วงเฟื่องฟู</p>
<p>บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ คอลลิเออร์ อินเตอร์เนชันแนล ชี้ว่าแม้มีการชะลอหรือยกเลิกโครงการไปหลายร้อยในปีนี้ แต่ก็คาดว่าการก่อสร้างใหม่ๆ จะทำให้พื้นที่อาคารสำนักงานของดูไบเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในปี 2554 ขณะที่การศึกษาพบว่าอัตราการครอบครองอาคารสำนักงานในตึกที่สร้างเสร็จเมื่อเร็วๆ นี้ อยู่ที่ระดับเพียง 41% พร้อมประเมินว่าเมื่อช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ราคาพื้นที่สำนักงานและที่อยู่อาศัยลดลง 58% และ 43% ตามลำดับ</p>
<p>นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เรื่องยุ่งเหยิงเข้าไปอีก เพราะชีคโมฮัมเหม็ด เจ้าผู้ครองนครดูไบ ได้ปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ โดยดูเหมือนได้มีการกันผู้บริหาร 3 คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ออกไป จากนั้นก็ปลดผู้บริหารดาวรุ่งที่เพิ่งถูกดึงตัวเข้าไปดูแลหน่วยงานด้านการเงินของรัฐบาล</p>
<p>หากถามความเห็นของชาวดูไบเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังเผชิญหลังจากเศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วมา 6 ปี ชาวดูไบบางคนกลับไม่รู้สึกประหลาดใจ อย่างนักธุรกิจในอุตสาหกรรมสิ่งทอรายหนึ่งที่กล่าวว่าแม้รัฐบาลไม่ปริปากเรื่องนี้และผู้คนก็ไม่ได้พูดถึง แต่ข่าวเกี่ยวกับปัญหาของดูไบไม่ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับคนที่นี่เลย</p>
<p>เพราะผู้คนวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์มาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมยกตัวอย่างค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นมา 2 ครั้งนับจากเดือนกรกฎาคม แม้นักธุรกิจรายนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ทราบมาว่าหลายคนในธุรกิจดังกล่าวหายตัวไปในชั่วข้ามคืน โดยหากไปที่สนามบินจะพบว่ามีรถยนต์ถูกจอดทิ้งไว้มากมาย</p>
<p>ผู้บริหารจากอีกบริษัทหนึ่ง กล่าวว่า ดูไบก็เหมือนหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการเงินโลก แต่ข่าวลือที่ว่ามีรถยนต์ 5,000 คันถูกจอดทิ้งไว้ที่สนามบิน ซึ่งมีที่จอดรถแค่ 1,950 คัน เป็นเรื่องไม่จริง</p>
<p>พลิกเบื้องหลังวิกฤติ</p>
<p>ดูไบ เป็นนครรัฐ 1 ใน 7 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งแต่ละนครรัฐมีการปกครองโดยตระกูลของนครรัฐเอง และสมาชิกของแต่ละนครรัฐก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจจำนวนมหาศาล โดยดูไบปกครองโดยตระกูลอัล มัคทูม</p>
<p>รัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของบริษัทที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ดูไบ โฮลดิง ที่บริหารงานโดยโมฮัมเหม็ด อัล เจอร์กาวี ดูไบ เวิลด์ ซึ่งบริหารงานโดยสุลต่านบิน ซูลาเยม และบริษัทอินเวสต์เมนต์ คอร์ปอเรชั่น ออฟ ดูไบ (ไอซีดี) โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ปกครองดูไบได้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการของไอซีดี ด้วยการแต่งตั้งบุตรชาย 2 คนเป็นกรรมการ และปลดนายเจอร์กาวี และนายโมฮาเหม็ด อาแลบบาร์ ประธานบริษัทอีมาร์ พรอพเพอร์ตีส์</p>
<p>ในส่วนของดูไบ เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนของชีคโมฮาเหม็ด ไบ ราชิด อัล มัคทูม นั้น ประกอบด้วย บริษัทดีพี เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการบริหารท่าเรือ และบริษัทนาคีล ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเป็นเจ้าของโครงการชื่อดังซึ่งเป็นคฤหาสน์หรูบนหมู่เกาะ ซึ่งสร้างขึ้นเป็นรูปต้นปาล์ม</p>
<p>สำหรับดูไบ โฮลดิง นั้น รวมถึงบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซามา ดูไบ ดูไบ พรอพเพอร์ตีส์ และทัตเวียร์ ซึ่งกำลังจะถูกรวมเข้ากับบริษัทอีมาร์ของนายอาแลบบาร์โดยเป็นส่วนหนึ่งของไอซีดี</p>
<p>หนี้ส่วนใหญ่ของดูไบซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินได้เพิ่มสูงขึ้นจากบริษัทดูไบ เวิลด์ โดยการประกาศของรัฐบาลดูไบมีขึ้น เนื่องจากดูไบ เวิลด์ ต้องการที่จะเลื่อนการชำระหนี้พันธบัตรซูกัก วงเงิน 3.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 14 ธ.ค. และมีตราสารหนี้ในวงเงิน 3.6 พันล้านเดอร์แฮม ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 13 พ.ค. 2010 ขณะที่บริษัทลิมิทเลส ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบ เวิลด์ อีกรายหนึ่ง มีหุ้นกู้ในวงเงิน 1.2 พันล้านดอลลาร์ ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 31 มี.ค. 2010</p>
<p>นครรัฐอาบู ดาบี ซึ่งปกครองโดยตระกูลอัล นาฮายัน ยังไม่ได้เข้าดำเนินการช่วยเหลือดูไบโดยตรง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทางการเมืองโดยตรงต่อความเป็นอิสระของดูไบในการดำเนินงานในฐานะสมาชิกที่สำคัญของยูเออี</p>
<p>ทั้งนี้ ดูไบยังคงมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับอิหร่าน แม้มีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องระหว่างอิหร่านและยูเออี เกี่ยวกับความขัดแย้งด้านดินแดนและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน</p>
<p>ด้านธนาคารกลางของรัฐบาลกลางยูเออี ซึ่งตั้งอยู่ในอาบู ดาบี ได้ซื้อพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลดูไบในช่วงต้นปีนี้เป็นมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากทั้งหมด 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อกลางสัปดาห์ธนาคาร 2 แห่งของอาบูดาบีได้ซื้อพันธบัตรดูไบอีก 5 พันล้านดอลลาร์</p>
<p>อาบู ดาบี เป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำมันส่วนใหญ่ของยูเออี โดยยูเออี ซึ่งมีประชากรน้อยกว่า 5 ล้านคน เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และมีกองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้แก่ สำนักงานการลงทุนแห่งอาบู ดาบี ซึ่งบริหารสินทรัพย์ราว 5-7 แสนล้านดอลลาร์</p>
<p>โฉมหน้าอภิมหาโครงการ</p>
<p>ดูไบ ขยายตัวอย่างพุ่งลิ่วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพราะได้แรงหนุนจากโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวจำนวนมาก ในบรรดาโครงการล่าสุดที่ใกล้เสร็จสิ้นรวมถึง เบิร์จ ดูไบ อาคารสูงที่สุดในโลกที่ระดับความสูงกว่า 800 เมตร มีกำหนดเปิดตัววันที่ 4 ม.ค. อาคาร 160 ชั้น ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี 2547 แห่งนี้ ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ดาวน์ทาวน์ เบิร์จ ดูไบ มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ประกอบด้วย ดูไบ มอลล์ ซึ่งมีร้านค้า 1,200 ร้าน และได้รับการอ้างถึงว่าเป็นชอปปิงเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก</p>
<p>เมื่อปลายปีที่แล้ว ดูไบ ประกาศโครงการขนาดใหญ่ อย่างเมืองใหม่ จูเมราห์ การ์เดนส์ มูลค่า 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และ นักฮีล ฮาร์เบอร์ แอนด์ ทาวเวอร์ ความสูง 1 กิโลเมตร ในย่านธุรกิจมูลค่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์</p>
<p>โครงการ ปาล์ม จูเมราห์ 1 ใน 3 เกาะที่เนรมิตขึ้นมาใหม่เป็นรูปต้นปาล์ม ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเป็นแหล่งที่ตั้งของอพาร์ตเมนต์ โรงแรม และ วิลล่าแบบหรูหรานับพันแห่ง โดยมีคนดัง อย่าง แบรด พิตต์ และ เดวิด เบ็คแฮม เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของ</p>
<p>โรงแรมหรู &#8220;แอตแลนติส เดอะ ปาล์ม&#8221; บนเกาะ ปาล์ม จูเมราห์ ถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยจำนวนห้องพัก 1,539 ห้อง ขณะที่ เบิร์จ อัล-อาหรับ อวดอ้างตัวเองว่าเป็นโรงแรมระดับ 7 ดาว</p>
<p>อย่างไรก็ดี &#8220;เดอะ เวิลด์&#8221; หมู่เกาะจำลองแผนที่โลก ซึ่งประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยจำนวน 300 เกาะ ยังห่างไกลจากคำว่าแล้วเสร็จ และแผนการสร้าง ดูไบแลนด์ สวนสนุกมูลค่า 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็หยุดชะงัก</p>
<p>โปรลีดส์ บริษัทวิจัยการตลาด ประเมินว่า โครงการต่างๆ มูลค่า 5.82 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 45% ของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก แต่โครงการเก่าหลายโครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว และสามารถเปิดบริการได้ รวมถึง เฟสติวัล ซิตี้ ซึ่งประกอบด้วยอพาร์ตเมนต์ 20,000 หลัง อาคารสำนักงาน 50,000 แห่ง ห้องพัก 3,500 ห้อง ภัตตาคาร 100 แห่ง และศูนย์การค้า 2 แห่ง</p>
<p>นอกจากนี้ ดูไบยังมีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกสองแห่ง คือ มอลล์ ออฟ เอมิเรตส์ เปิดดำเนินการเมื่อปี 2548 และ สกี ดูไบ ลานสกีในร่มขนาดใหญ่ที่สุดในโลก</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/548/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/548/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/548/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/548/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/548/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/548/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/548/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/548/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/548/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/548/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=548&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/28/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;ดูไบ เวิลด์&#8221;ป่วนศก.โลก!</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/28/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/28/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Nov 2009 03:09:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economic Issues]]></category>
		<category><![CDATA[economic]]></category>
		<category><![CDATA[รอบรั้วเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการเงิน...Hamburger Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[ดูไบ เวิลด์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Dubai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=545</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ดูไบ เวิลด์&#8221;อภิมหาโปรเจ็กต์ของดูไบประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้หุ้นกู้และพันธบัตรอิสลามกว่า3.5พันล้านดอลลาร์ไปกลางปีหน้า หลังหนี้ท่วม 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ด้านมูดี้ส์ปรับลดเครดิตบ.อสังหาฯ-นิคมอุตฯ-การลงทุนสู่ระดับจังก์บอนด์ ระบุนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นกู้เริ่มวิตกมีความเสี่ยง เหตุยังไม่มีการเปิดเผยการชำระหนี้ 9พันล้านดอลลาร์ที่ใกล้ครบกำหนด
จากกลุ่มทุนอาหรับที่ภาคภูมิใจกับคำขวัญ &#8220;พระอาทิตย์ไม่เคยตกที่ดูไบ เวิลด์&#8221; กลายเป็นอาณาจักรหนี้ท่วม 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และอยู่ระหว่างเจรจาขอขยายเวลาการไถ่ถอนออกไปจากกำหนดเดิมในช่วงกลางปีหน้า
สำนักงานการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นดูไบ รัฐสำคัญ 1 ใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แถลงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า บริษัทดูไบ เวิลด์ กลไกการลงทุนหลักของรัฐ เตรียมเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อขอชะลอการชำระหนี้หุ้นกู้และพันธบัตรอิสลามออกไปก่อน อย่างน้อยถึงวันที่ 30 พฤษภาคมปีหน้า ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงหนี้ในรูปพันธบัตรอิสลาม 3.52 พันล้านดอลลาร์ ออกโดยนาคีล บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2552
ดูไบ เวิลด์ เป็น 1 ใน 3 กลไกการลงทุนสำคัญของรัฐ ทำงานคู่ขนานดูไบ โฮลดิ้ง และบรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งดูไบ (Investment Corporation of Dubai) นอกเหนือจากมีบริษัทลูกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว บริษัทลูกอื่น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=545&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>&#8220;ดูไบ เวิลด์&#8221;อภิมหาโปรเจ็กต์ของดูไบประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้หุ้นกู้และพันธบัตรอิสลามกว่า3.5พันล้านดอลลาร์ไปกลางปีหน้า หลังหนี้ท่วม 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ด้านมูดี้ส์ปรับลดเครดิตบ.อสังหาฯ-นิคมอุตฯ-การลงทุนสู่ระดับจังก์บอนด์ ระบุนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นกู้เริ่มวิตกมีความเสี่ยง เหตุยังไม่มีการเปิดเผยการชำระหนี้ 9พันล้านดอลลาร์ที่ใกล้ครบกำหนด</p>
<p>จากกลุ่มทุนอาหรับที่ภาคภูมิใจกับคำขวัญ &#8220;พระอาทิตย์ไม่เคยตกที่ดูไบ เวิลด์&#8221; กลายเป็นอาณาจักรหนี้ท่วม 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และอยู่ระหว่างเจรจาขอขยายเวลาการไถ่ถอนออกไปจากกำหนดเดิมในช่วงกลางปีหน้า</p>
<p>สำนักงานการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นดูไบ รัฐสำคัญ 1 ใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แถลงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า บริษัทดูไบ เวิลด์ กลไกการลงทุนหลักของรัฐ เตรียมเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อขอชะลอการชำระหนี้หุ้นกู้และพันธบัตรอิสลามออกไปก่อน อย่างน้อยถึงวันที่ 30 พฤษภาคมปีหน้า ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงหนี้ในรูปพันธบัตรอิสลาม 3.52 พันล้านดอลลาร์ ออกโดยนาคีล บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2552</p>
<p>ดูไบ เวิลด์ เป็น 1 ใน 3 กลไกการลงทุนสำคัญของรัฐ ทำงานคู่ขนานดูไบ โฮลดิ้ง และบรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งดูไบ (Investment Corporation of Dubai) นอกเหนือจากมีบริษัทลูกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้ว บริษัทลูกอื่น ๆ ได้แก่ดีพี เวิลด์ และอิสติธมาร์ บรรษัทเงินทุน ที่มีการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ในสาขาบริการการเงิน สินค้าอุปโภคบริโภค จนถึงภาคอุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์</p>
<p>การขอขยายเวลาการชำระหนี้ เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างธุรกิจในดูไบ เวิลด์ ทั้งนี้ กลไกการลงทุนของรัฐดูไบเคยชี้แจงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้มากถึง 800 ล้านดอลลาร์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า และนำไปสู่การปรับลดกำลังคนที่มีอยู่ทั่วโลก 15% เหลือประมาณ 70,000 คน</p>
<p>แรงกระเพื่อมของการตัดสินใจขอขยายเวลาการชำระหนี้ โดยนอกเหนือผลกระทบต่อตลาดหุ้น และตลาดการเงินในประเทศ สถาบันจัดอันดับระหว่างประเทศอย่างน้อย 2 แห่ง ได้แก่มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ตัดสินใจปรับลดเรตติ้งความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัทต่าง ๆ ที่มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัฐดูไบหลายราย</p>
<p>ในส่วนของมูดีส์ฯได้ปรับลดบริษัทอีมาร์ พร้อพเพอร์ตีส์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทเจเบล อาลี ฟรี โซน ผู้ดำเนินธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทดีไอเอฟซี อินเวสต์เมนต์ และบริษัทดูไบ โฮลดิง คอมเมอร์เชียล โอเปอเรชั่น กรุ๊ป ลงสู่ระดับต่ำกว่า &#8220;น่าลงทุน&#8221; หรือที่เรียกกันว่าระดับของพันธบัตรขยะ (Junk bond) แต่ดีพี เวิลด์ ผู้ให้บริการท่าเรือรายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง บริษัทลูกของดูไบ เวิลด์ การประปา และการไฟฟ้าดูไบ ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงเช่นกัน โดยมาอยู่ที่ระดับ Baa2 แต่สูงกว่าระดับพันธบัตรขยะ 2 ขั้น</p>
<p>ขณะที่เอสแอนด์พีปรับลดเรตติ้งบริษัทในกลุ่มแรก รวมถึงดีพี เวิลด์ ลงมาเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่สูงกว่าระดับ &#8220;ไม่น่าลงทุน&#8221; อยู่ 3 ขั้น เหนือระดับพันธบัตรขยะ โดยมีตั้งแต่ระดับ BBB+ จนถึง BBB-</p>
<p>สำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยงผูกพันอยู่กับดูไบ เวิลด์ เริ่มวิตกกังวลมากขึ้น เนื่องจากทางการดูไบไม่ได้เปิดเผยว่าจะชำระหนี้มากกว่า 9 พันล้านดอลลาร์ ที่กำลังจะครบกำหนดไถ่ถอนในอีก 4 ปีนี้อย่างไร ประกอบกับเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดูไบ เวิลด์ ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารของรัฐบาลอาบู ดาบี เป็นจำนวนเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ชี้ค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคตูม ผู้ครองนครรัฐดูไบ วางแผนระดมทุนภายในสิ้นปีนี้</p>
<p>ทั้งนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมโดยดอยช์แบงก์ พบว่าดูไบมีหนี้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน 4.3 พันล้านดอลลาร์ และอีก 4.9 พันล้านดอลลาร์ จะครบกำหนดไถ่ถอนในไตรมาสแรกของปี 2553 ซึ่งเป็นทั้งหนี้ที่เกิดจากการออกพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ขณะที่คณะกรรมการการคลังดูไบได้ว่าจ้างดีลอยต์เป็นผู้รับผิดชอบการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับดูไบ เวิลด์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ทางด้านชีคอาห์เหม็ด บิน ซาเอ็ด อัล-มัคทูม ประธานคณะกรรมาธิการการเงินสูงสุดของดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออกมาแถลงปกป้องข้อเสนอพักชำระหนี้ของรัฐบาลดูไบ สำหรับกลุ่มบริษัท &#8220;ดูไบ เวิร์ลด์&#8221; ซึ่งเป็นของรัฐบาล</p>
<p>ชีคอาห์เหม็ด บิน ซาเอ็ด อัล-มัคทูม กล่าวว่า ได้มีการวางแผนการอย่างรอบคอบ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงเรื่องนี้ และกระทำไปโดยตระหนักดีถึงปฏิกิริยาตอบสนองจากตลาดโลก พร้อมระบุว่าจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในต้นสัปดาห์หน้า</p>
<p>รายงานข่าวระบุว่า คำแถลงนี้มีขึ้นขณะที่ตลาดหุ้นโลกตกหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นในยุโรป ท่ามกลางความวิตกว่าจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้อย่างกว้างขวาง ภายหลังที่กระทรวงการคลังดูไบแถลงเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า กลุ่มบริษัท &#8220;ดูไบ เวิร์ลด์&#8221; ซึ่งเป็นของรัฐบาล ได้ขอทำข้อตกลงกับเจ้าหนี้เพื่อพักชำระหนี้นาน 6 เดือน โดยขยายเวลาชำระหนี้ไปอย่างน้อยจนถึง 30 พฤษภาคมปีหน้า รวมถึงหนี้พันธบัตรอิสลามมูลค่า 3,520 ล้านดอลลาร์ ของ&#8221;นักฮีล&#8221; ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ที่เดิมมีกำหนดชำระคืนใน 14 ธันวาคม ซึ่งนับเป็นมาตรการแรกในความพยายามของรัฐบาลที่จะปรับโครงสร้าง &#8220;ดูไบ เวิลด์ &#8220;</p>
<p>ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้ของรัฐบาลดูไบครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนในตะวันออกกลาง และเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้สาธารณะครั้งมโหฬาร</p>
<p>นายนิค ชามี หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดเกิดใหม่ อาร์บีซี แคปิตอล มาร์เก็ต ของแคนาดา กล่าวว่า ดูไบเป็นเครื่องหมายสำคัญของความเฟื่องฟูของสภาพคล่องทั่วโลก การขอเลื่อนเวลาชำระหนี้ครั้งนี้ บ่งบอกว่าอาจมีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ในตลาดเกิดใหม่และทั่วโลก</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/545/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/545/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/545/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/545/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/545/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/545/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/545/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/545/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/545/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/545/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=545&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/28/%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%84%e0%b8%9a-%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a8%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แบร้ด พิทท์ , เดวิด เบ็คแค่ม และไมเคิล โอเว่น เป็นเหยื่อวิกฤติดูไบ</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/27/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%94-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/27/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%94-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 06:12:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economic Issues]]></category>
		<category><![CDATA[economic]]></category>
		<category><![CDATA[รอบรั้วเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการเงิน...Hamburger Crisis]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจเกี่ยวข้องอะไรกับเรา]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แบร้ด พิทท์]]></category>
		<category><![CDATA[เดวิด เบ็คแค่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเคิล โอเว่น]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤติดูไบ]]></category>
		<category><![CDATA[ดูไบ]]></category>
		<category><![CDATA[beckham]]></category>
		<category><![CDATA[owen]]></category>
		<category><![CDATA[brad pitt]]></category>
		<category><![CDATA[ดูไบ เวิร์ลด์]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะต้นปาล์ม จูไมราห์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=542</guid>
		<description><![CDATA[เว็บไซท์หนังสือพิมพ์ เดลี่ เมล รายงานว่า เดวิด เบ็คแค่ม ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการลูกหนัง และแบร้ด พิทท์ ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมายาฮอลลีวู้ด ต่างได้รับการคาดหมายว่าจะอยู่ในกลุ่มของคนที่มีชื่อเสียง ที่พลอยฟ้าพลอยฝนเข้าไปในอยู่ในวิกฤติเครดิตของดูไบด้วย เพราะมูลค่าของสินทรัพย์ที่พวกเขาซื้อไว้ในดูไบ ดิ่งฮวบลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ดูไบกำลังดิ้นรนรับมือกับสภาพหนี้จำนวนมหาศาล
สถานการณ์ในดูไบ ได้แปรสภาพจากแย่เป็นแย่ลง หลังจาก &#8221; นัคฮีล &#8221; บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทแม่คือ กลุ่มบริษัท &#8221; ดูไบ เวิร์ลด์ &#8221; ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง คอมปานี ที่สำคัญของ ดูไบ ได้ขอพักการชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือน มีรายงานด้วยว่า รัฐบาลดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 รัฐที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเป็นต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสำนักตรวจสอบบัญชี ดีลอยต์ มาให้คำแนะนำในการปรับโครงสร้างทางการเงิน ในขณะที่เศรษฐกิจใกล้จะพังทะลายเพราะหนี้สินมูลค่ามหาศาลถึง 8 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือราว 2 ล้าน 8 แสนล้านบาท
ดูไบ เวิร์ลด์ กลุ่มบริษัทที่เป็นแรงผลักดันอันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็วของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ร้องขอให้บรรดาเจ้าหนี้ยอมระงับการเรียกชำระไถ่ถอนตราสารหนี้ของบริษัทและบริษัทในเครือคือ นัคฮีล มูลค่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=542&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เว็บไซท์หนังสือพิมพ์ เดลี่ เมล รายงานว่า เดวิด เบ็คแค่ม ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการลูกหนัง และแบร้ด พิทท์ ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการมายาฮอลลีวู้ด ต่างได้รับการคาดหมายว่าจะอยู่ในกลุ่มของคนที่มีชื่อเสียง ที่พลอยฟ้าพลอยฝนเข้าไปในอยู่ในวิกฤติเครดิตของดูไบด้วย เพราะมูลค่าของสินทรัพย์ที่พวกเขาซื้อไว้ในดูไบ ดิ่งฮวบลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ดูไบกำลังดิ้นรนรับมือกับสภาพหนี้จำนวนมหาศาล</p>
<p>สถานการณ์ในดูไบ ได้แปรสภาพจากแย่เป็นแย่ลง หลังจาก &#8221; นัคฮีล &#8221; บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทแม่คือ กลุ่มบริษัท &#8221; ดูไบ เวิร์ลด์ &#8221; ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง คอมปานี ที่สำคัญของ ดูไบ ได้ขอพักการชำระหนี้เป็นเวลา 6 เดือน มีรายงานด้วยว่า รัฐบาลดูไบ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 รัฐที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเป็นต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสำนักตรวจสอบบัญชี ดีลอยต์ มาให้คำแนะนำในการปรับโครงสร้างทางการเงิน ในขณะที่เศรษฐกิจใกล้จะพังทะลายเพราะหนี้สินมูลค่ามหาศาลถึง 8 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือราว 2 ล้าน 8 แสนล้านบาท</p>
<p>ดูไบ เวิร์ลด์ กลุ่มบริษัทที่เป็นแรงผลักดันอันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็วของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ร้องขอให้บรรดาเจ้าหนี้ยอมระงับการเรียกชำระไถ่ถอนตราสารหนี้ของบริษัทและบริษัทในเครือคือ นัคฮีล มูลค่า 59,000 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาท ออกไปก่อนเป็นเวลา 6 เดือน ท่ามกลางความวิตกที่ว่า บริษัทนัคฮีลจะไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาเกาะต้นปาล์ม จูไมราห์ และโครงการอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้อีกต่อไป และที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้น ก็คือเรื่องที่ดูไบอาจจะผิดนัดการชำระหนี้ด้วย</p>
<p>เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ก่อให้เกิดวิกฤติด้านความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ในสภาพที่ยังเปราะบาง และอาจจะทำให้บรรดาธนาคารที่ให้เงินกู้แก่ ดูไบ เวิร์ลด์ ต้องประสบหายนะด้วยเช่นกัน ขณะที่คนดังระดับซูเปอร์สตาร์ ไม่ว่าจะเป็นเบ็คแค่ม , พิทท์ , ไมเคิล โอเว่น , โจ โคล , แอนดี้ โคล , เดวิด เจมส์ และเคียรอน ไดเออร์ ต่างก็ได้รับการคาดหมายว่า ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เอาไว้บนเกาะแห่งนี้</p>
<p>มีการสันนิษฐานกันว่า อาบู ดาบี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาจจะให้เงินกู้แก่ดูไบ แต่นักลงทุนยังไม่แน่ใจ แต่อาบู อาบี ก็เคยช่วยเหลือทางการเงินแก่ดูไบมาแล้ว 1 หมื่นบ้านดอลล่าร์ หรือราว 350,000 ล้านบาทในปีนี้ และอาบู ดาบี เองก็กำลังเผชิญสภาพหนี้จำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน</p>
<p>เจ้าหน้าที่จากสำนักตรวจสอบบัญชี ดีลอยต์ ในอังกฤษ ได้ออกเดินทางจากกรุงลอนดอน ไปยังดูไบแล้ว เพื่อให้คำปรึกษาด้านการปรับโครงสร้างทางการเงิน มีความเป็นไปได้ที่ดูไบ เวิร์ลด์จำเป็นจะต้องขายสินทรัพย์ หลังจากวิกฤติเครดิตทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลดลง ขณะที่การเงินล่มสลายเช่นเดียวกับการท่องเที่ยว ราคาบ้านในดูไบ ร่วงลงไปถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงไตรมาส 2 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อ 1 ปีก่อน</p>
<p>รัฐบาลดูไบ ได้ปลดประธานของดูไบ โฮลดิ้ง และดูไบ เวิร์ลด์ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของรัฐ ธนาคารด๊อยเช่อ ของเยอรมนี ระบุว่า ดูไบจะต้องจ่ายหนี้มูลค่า 4,300 ล้านดอลล่าร์ ในเดือนหน้า และอีก 4,900 ล้านดอลล่าร์ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/542/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/542/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/542/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/542/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/542/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/542/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/542/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/542/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/542/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/542/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=542&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/27/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%94-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b9%87%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ท่องเที่ยวไทย&#8230;จะขายอะไรดี</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/26/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/26/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 08:07:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=540</guid>
		<description><![CDATA[ท่องเที่ยวไทย&#8230;จะขายอะไรดี
คอลัมน์ สามัญ สำนึก
โดย ทวี มีเงิน
ในที่สุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย &#8220;ททท.&#8221; มีหัวเสียที หลังจาก &#8220;ไร้หัว&#8221; มานานหลายเดือน เป็นคนในอดีตรองผู้ว่าการ ชื่อ &#8220;คุณสุรพล เศวตเศรนี&#8221; มากอบกู้วิกฤตท่องเที่ยว ผู้ว่าการคนใหม่แถลงนโยบายว่า จะไม่เน้นแผนงานเดิม แต่จะเน้นวิสัยทัศน์ 4 ประเด็นหลัก
แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้นเพราะเพียงอาศัยโรดโชว์หรือเทรดโชว์เพียงอย่างดียวไม่ได้ ต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น
ตรงนี้น่าสนใจ หลังจากที่เราไม่ให้ความสนใจในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารการท่องเที่ยว
&#8220;ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์&#8221; เลขาธิการอังค์ถัด เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว &#8220;อีทัวริซึ่ม&#8221; กำลังมาแรง ตนได้ติดต่อรัฐบาลไทยและการท่องเที่ยวฯในสมัยนั้นรีบปักธงเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาใหญ่เพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทยเพราะเป็นงานใหญ่ระดับโลก ทั้งรัฐบาลและการท่องเที่ยวฯต่างเงียบเฉย มาเลเซียจึงฉกไป มีนักธุรกิจ บริษัทท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามากันจำนวนมาก แต่กลับไม่เห็นนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่คนไทยไปร่วมงานนี้
มันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี วิสัยทัศน์ที่แถลงอาจจะเพริศแพร้วศิวิไลซ์แต่จะไม่มีประโยชน์อันใดถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติ นโยบายข้อหนึ่งที่ผู้ว่าการคนใหม่ควรต้องทำอย่างยิ่ง คือ &#8220;ต้องไม่ทำเหมือนกับที่ผู้ว่าการคนก่อน ๆ เคยทำมา&#8221;
ที่ผ่านมาเราหากินกับมรดกทางธรรมชาติ มรดกจากประวัติศาสตร์ ได้ใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างฟุ่มเฟือย และใช้งบประมาณอย่างเละเทะ
การท่องเที่ยวฯเป็น &#8220;ขุมทรัพย์&#8221; ของนักการเมืองกลุ่มธุรกิจบันเทิงรายใหญ่ที่อิงพรรคการเมือง เอเยนซี่ และบริษัทรับจัด อีเวนต์มากมายที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์มาทุกยุคทุกสมัย
กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะวิ่งหานักการเมืองโดยเป็นผู้สนับสนุนในการเลือกตั้งหรือวิ่งเข้าหาผู้บริหารระดับสูงในองค์กรที่ให้การสนับสนุน โดยแลกกับการ &#8220;คิกแบ็ก&#8221; กลับ
จึงอย่าแปลกใจที่เห็นการโปรโมตการท่องเที่ยวฯออกมาในราคาที่แพงเกินจริง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=540&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ท่องเที่ยวไทย&#8230;จะขายอะไรดี</p>
<p>คอลัมน์ สามัญ สำนึก</p>
<p>โดย ทวี มีเงิน</p>
<p>ในที่สุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย &#8220;ททท.&#8221; มีหัวเสียที หลังจาก &#8220;ไร้หัว&#8221; มานานหลายเดือน เป็นคนในอดีตรองผู้ว่าการ ชื่อ &#8220;คุณสุรพล เศวตเศรนี&#8221; มากอบกู้วิกฤตท่องเที่ยว ผู้ว่าการคนใหม่แถลงนโยบายว่า จะไม่เน้นแผนงานเดิม แต่จะเน้นวิสัยทัศน์ 4 ประเด็นหลัก</p>
<p>แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้นเพราะเพียงอาศัยโรดโชว์หรือเทรดโชว์เพียงอย่างดียวไม่ได้ ต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น</p>
<p>ตรงนี้น่าสนใจ หลังจากที่เราไม่ให้ความสนใจในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารการท่องเที่ยว</p>
<p>&#8220;ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์&#8221; เลขาธิการอังค์ถัด เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว &#8220;อีทัวริซึ่ม&#8221; กำลังมาแรง ตนได้ติดต่อรัฐบาลไทยและการท่องเที่ยวฯในสมัยนั้นรีบปักธงเป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาใหญ่เพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทยเพราะเป็นงานใหญ่ระดับโลก ทั้งรัฐบาลและการท่องเที่ยวฯต่างเงียบเฉย มาเลเซียจึงฉกไป มีนักธุรกิจ บริษัทท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามากันจำนวนมาก แต่กลับไม่เห็นนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่คนไทยไปร่วมงานนี้</p>
<p>มันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี วิสัยทัศน์ที่แถลงอาจจะเพริศแพร้วศิวิไลซ์แต่จะไม่มีประโยชน์อันใดถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติ นโยบายข้อหนึ่งที่ผู้ว่าการคนใหม่ควรต้องทำอย่างยิ่ง คือ &#8220;ต้องไม่ทำเหมือนกับที่ผู้ว่าการคนก่อน ๆ เคยทำมา&#8221;</p>
<p>ที่ผ่านมาเราหากินกับมรดกทางธรรมชาติ มรดกจากประวัติศาสตร์ ได้ใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างฟุ่มเฟือย และใช้งบประมาณอย่างเละเทะ</p>
<p>การท่องเที่ยวฯเป็น &#8220;ขุมทรัพย์&#8221; ของนักการเมืองกลุ่มธุรกิจบันเทิงรายใหญ่ที่อิงพรรคการเมือง เอเยนซี่ และบริษัทรับจัด อีเวนต์มากมายที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์มาทุกยุคทุกสมัย</p>
<p>กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะวิ่งหานักการเมืองโดยเป็นผู้สนับสนุนในการเลือกตั้งหรือวิ่งเข้าหาผู้บริหารระดับสูงในองค์กรที่ให้การสนับสนุน โดยแลกกับการ &#8220;คิกแบ็ก&#8221; กลับ</p>
<p>จึงอย่าแปลกใจที่เห็นการโปรโมตการท่องเที่ยวฯออกมาในราคาที่แพงเกินจริง เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ</p>
<p>ครั้งหนึ่ง ททท.ทุ่มงบประมาณหลายสิบล้าน เอาซูเปอร์สตาร์ตกรุ่นมาโปรโมตท่องเที่ยว คนในวงการวิจารณ์กันแซดถึงความเหมาะสมกับเงินงบประมาณที่จ่ายเป็นค่าตัว</p>
<p>ยังมีอีกหลาย ๆ งานที่ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวฯ แต่ก็พยายามจัดขึ้นมาเพื่อใช้งบประมาณ อย่างบางกอกฟิล์มเฟสติวัลที่ลงทุนหลายร้อยล้านจนกลายเป็นช่องทางทำมาหากิน มีการฟ้องร้องเอาผิดกับผู้บริหารจนอื้อฉาว หรืออย่างงานมหกรรมคอนเสิร์ตที่พัทยา เห็นแต่มีวัยรุ่นท้องถิ่นมาเที่ยวแถมยังตีกันวุ่นวายทุกปี แทนที่จะส่งเสริมกลับกลายเป็นการทำลาย</p>
<p>ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวฯใช้งบฯมหาศาลทุมเทไปกับการทำหนังโฆษณา อีเวนต์มาร์เก็ตติ้งโรดโชว์ต่างประเทศ สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไร้ทิศทางตามใบสั่งของการเมืองแทนที่จะนำงบประมาณเหล่านั้นมาใช้ในการทำวิจัย มาบริหารจัดการทรัพยากร ด้านการท่องเที่ยว เป็นการลงทุนที่ยั่งยืนกว่า</p>
<p>การทำแผนการตลาดไม่ใช่สิ่งที่เสียหายและเป็นสิ่งจำเป็น แต่ทุกอย่างต้องมีแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวจริง ๆ เปิดให้ทุกคนทุกค่ายเข้ามาแข่งขันด้วยความโปร่งใส ไม่ใช่ให้งบฯตามใบสั่ง ล็อกสเป็กให้กับกลุ่มทุนสนับสนุนการเมือง หรือ คนใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน</p>
<p>&#8220;คุณสุรพล&#8221; แม้จะเป็นคนในที่รู้เรื่องดีก็ตาม คงต้องหนักและเหนื่อยที่จะแหวกม่านประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน ทั้งการทำงานของคนในองค์กรที่เคยชินกับการทำงานแบบเดิม ๆ ต้องฝ่าด่านธุรกิจที่เข้ามาหาประโยชน์โดยมีนักการเมืองหนุนหลัง ที่ว่ามาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาตำหนิแบบเหมาโหล บุคลากรที่ดีที่ตั้งใจก็มี มิเช่นนั้นองค์กรนี้คงไม่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงวันนี้แน่</p>
<p>แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ อาจถึงขั้นถอดรื้อแบบยกเครื่องกันเลยทีเดียว ตั้งแต่วิสัยทัศน์อาจจะต้องมาทบทวนจุดอ่อนจุดแข็งกันใหม่หมด ว่าเราจะขายอะไร</p>
<p>ต้องมาทบทวนว่า &#8220;ธรรมชาติ&#8221; ที่เราขายอยู่ทุกวันนี้ยังเป็นจุดแข็งเหมือนเดิมหรือไม่ เท่าที่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาบ้าง บอกตรง ๆ ว่าธรรมชาติของเขาดีกว่าเราเยอะ ทั้ง ความเป็นธรรมชาติ การบริหารจัดการที่ดีกว่า</p>
<p>สิ่งที่เราดีกว่าเขาคือเรื่องวัฒนธรรม แต่ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวฯไม่เคยหยิบเอาจุดเด่นทางวัฒนธรรมมาขายแบบ เป็นชิ้นเป็นอันสักที ยังขายแต่ของเก่ากิน</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/540/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/540/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/540/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/540/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/540/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/540/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/540/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/540/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/540/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/540/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=540&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/26/%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทีดีอาร์ไอแนะรื้อระบบภาษี ลดปัญหาสังคมเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/26/%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a0/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/26/%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a0/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 03:21:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economic Issues]]></category>
		<category><![CDATA[economic]]></category>
		<category><![CDATA[รอบรั้วเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจเกี่ยวข้องอะไรกับเรา]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีนิติบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีเงินได้]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=537</guid>
		<description><![CDATA[ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐบาลทบทวนระบบภาษี เพิ่มความชอบธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของคนทุกกลุ่ม เหตุโครงสร้างภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่เป็นธรรม เผยกลุ่มคนรวย-บริษัทขนาดใหญ่ ได้ประโยชน์ปีละกว่า 1.3 แสนล้านบาท &#8220;นิพนธ์&#8221; ระบุรัฐแบกขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของงบแทรกแซงสินค้าเกษตร ชี้มีเอกชนแค่ 2-4 รายได้ประโยชน์
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนองานวิจัยหัวข้อมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : การวิเคราะห์ภาระภาษีและการขยายฐานภาษี ในงานสัมมนาประจำปีทีดีอาร์ไอ เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) กล่าวถึง ภาพรวมของระบบภาษี ว่า ปัจจุบันสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังต่ำหรือคิดเป็น 16-18% เท่านั้น โดยเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ มีการพึ่งพิงภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง แต่สัดส่วนภาษีทางตรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาษีนิติบุคคลสูงกว่าภาษีทางตรง โดยมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 2 เท่าตัวในภาวะปกติ และภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความผันผวนเช่นเดียวกันกับภาษีนิติบุคคล
&#8220;เราพบว่าโครงสร้างภาษีของไทยมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง โดยภาษีนิติบุคคล และมูลค่าเพิ่ม มีผันผวนสูง ซึ่งทั้ง 2 ภาษีนี้ มีผลต่อรายได้รัฐบาล ที่จะช่วยด้านสังคมและดูแลคนยากจน ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=537&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐบาลทบทวนระบบภาษี เพิ่มความชอบธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของคนทุกกลุ่ม เหตุโครงสร้างภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่เป็นธรรม เผยกลุ่มคนรวย-บริษัทขนาดใหญ่ ได้ประโยชน์ปีละกว่า 1.3 แสนล้านบาท &#8220;นิพนธ์&#8221; ระบุรัฐแบกขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของงบแทรกแซงสินค้าเกษตร ชี้มีเอกชนแค่ 2-4 รายได้ประโยชน์</p>
<p>นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนองานวิจัยหัวข้อมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : การวิเคราะห์ภาระภาษีและการขยายฐานภาษี ในงานสัมมนาประจำปีทีดีอาร์ไอ เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) กล่าวถึง ภาพรวมของระบบภาษี ว่า ปัจจุบันสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังต่ำหรือคิดเป็น 16-18% เท่านั้น โดยเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ มีการพึ่งพิงภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง แต่สัดส่วนภาษีทางตรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกัน ภาษีนิติบุคคลสูงกว่าภาษีทางตรง โดยมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 2 เท่าตัวในภาวะปกติ และภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความผันผวนเช่นเดียวกันกับภาษีนิติบุคคล</p>
<p>&#8220;เราพบว่าโครงสร้างภาษีของไทยมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง โดยภาษีนิติบุคคล และมูลค่าเพิ่ม มีผันผวนสูง ซึ่งทั้ง 2 ภาษีนี้ มีผลต่อรายได้รัฐบาล ที่จะช่วยด้านสังคมและดูแลคนยากจน ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อเกิดความผันผวน ในส่วนนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย&#8221;</p>
<p>สาเหตุที่ฐานรายได้ต่ำ คือ สัดส่วนแรงงานนอกระบบสูง ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร การกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำสูง ทำให้มีผู้มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ภาษีจำนวนมาก ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงก็มีช่องทางลดหย่อน หรือมีการโยกย้ายฐานเงินได้ให้ไปสู่ฐานที่เสียภาษีต่ำ และมีการยกเว้นภาคเศรษฐกิจหรือให้ส่วนลดสูง จึงควรมีการศึกษาการกระจายภาษีตามกลุ่มประชากร และภาคเศรษฐกิจ ว่า มีความเหมาะสมเพียงใด และควรปรับเปลี่ยนฐานภาษีให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคอย่างไร</p>
<p>นายอมรเทพ จาวะลา ผู้เสนองานวิจัยเดียวกันจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีนิติบุคคล ซึ่งเป็นภาษีทางตรงนั้นผลศึกษาพบว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนผู้เข้าระบบภาษีมีน้อย และผู้ที่อยู่ในฐานภาษีสามารถหักลดหย่อนได้มากถึง 20% ของรายได้ ท้ายสุดอัตราภาษีแท้จริงจะต่ำเพียง 5% ของรายได้ โดยมีจำนวนผู้เสียภาษีไม่ถึงครึ่งของผู้มีงานทำ และผู้ที่ขอลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้สูง</p>
<p>&#8220;ผู้มีรายได้ทุกคนควรอยู่ในระบบภาษี แม้ค่าลดหย่อนบางประเภทจะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่มีภาระ อาทิเช่น มีลูก เป็นที่สิ่งสมควร แต่ค่าลดหย่อนประเภทที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน การออม อาจทำให้รัฐสูญเสียและเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลผู้มีรายได้สูงมากเกินไป ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ผลศึกษาพบว่าสัดส่วนภาษีต่อรายได้อยู่ระดับต่ำเช่นกัน โดยบริษัทขนาดเล็กชำระภาษีมากกว่าบริษัทใหญ่</p>
<p>แต่บริษัทรายใหญ่กลับได้รับลดหย่อนภาษีมากกว่าบริษัทเล็ก ทำให้บริษัทเล็กต้องจ่ายภาษีมากกว่าบริษัทใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อีกด้วย ทำให้มีรายได้มาก แต่ชำระภาษีน้อย ดังนั้น จึงควรปรับปรุงมาตรการภาษีให้เท่าเทียมกัน&#8221;</p>
<p>แนะรื้อสิทธิประโยชน์บีโอไอ</p>
<p>นายชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้เสนองานวิจัย ทีดีอาร์ไอ ผู้เสนองานวิจัยเกี่ยวกับภาษีทางอ้อมและการกระจายภาระภาษี กล่าวว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร มีผลต่อภาษีทางอ้อมถึง 95-96% โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเก็บจากฐานการบริโภคและการบริการ ทำให้สินค้าทุกชนิดเข้าข่ายการเสียภาษี แต่รัฐมีข้อยกเว้นถึง 28 หัวข้อสินค้าใหญ่ อาทิเช่น อาหาร พืชผลเกษตร</p>
<p>&#8220;สินค้าบางรายที่ได้รับยกเว้นจะเอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีจากบีโอไอด้วย ทำให้แต่ละปีมีการขอคืนภาษีสูงถึง 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งอาจทำให้เกิดการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ส่งผลให้รัฐสูญรายได้ หรือคืนภาษีไปทั้งๆ ที่ไม่มีการส่งออก ขณะที่ภาษีศุลกากรนั้น ภาษีนำเข้าเก็บได้ต่ำลง เพราะการปฏิรูปโครงสร้างภาษี และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ผู้นำเข้าหลายกลุ่มได้รับประโยชน์ทางภาษีหลายด้าน&#8221;</p>
<p>สำหรับหัวข้อ &#8220;มาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : ใครได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายของรัฐในโครงการที่สำคัญ&#8221; นั้น ผู้เสนองานวิจัย โดยนายวิโรจน์ ณ ระนอง สรุปการกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลและการศึกษา</p>
<p>พบว่าด้านสาธารณสุขนั้น มีแนวโน้มที่กลุ่มผู้มีฐานะดีได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มคนมีรายได้น้อย ส่วนด้านการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีฐานะดีทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์กว่า 10% ของงบประมาณรวม ขณะที่กลุ่มคนระดับล่างได้รับประโยชน์น้อยกว่า 10%</p>
<p>&#8220;นิพนธ์&#8221;ชี้ศก.ไทยฟื้นตัวช้ากว่าศก.โลก</p>
<p>นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งอาจจะนานกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาในประเทศ อาทิเช่น ปัญหาการเมือง ปัญหาพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคงไม่ใช่ตัววี แต่เป็นเหมือนลูกปิงปองที่เด้งขึ้นเด้งลงมากกว่า</p>
<p>ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงช่วงที่ผ่านมา น่าจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพราะความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจยังสูงมาก รวมทั้งนโยบายรัฐเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลกำไรส่วนเกินในรูปแบบต่างๆ การผูกขาดและแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐ ปัญหาความขัดแย้งการเมืองจึงมีโอกาสเรื้อรังต่อไป</p>
<p>&#8220;การปฏิรูปการเมืองที่เน้นเปลี่ยนแปลงกฎกติกา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองต่างๆ ได้ ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข&#8221; นายนิพนธ์กล่าว</p>
<p>ระบุรัฐขาดทุนโครงการจำนำอ่วม</p>
<p>นายนิพนธ์ ยังกล่าวว่า นโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรได้ข้อสรุป ว่า ไม่ได้ช่วยเกษตรกรแท้จริง เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายเป็นนักธุรกิจ 2-3 รายเท่านั้น และยังเกิดพฤติกรรมคอร์รัปชันมากในแวดวงการเมือง โดยอ้างการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้ จากการศึกษาพืช 3 ชนิดได้แก่ ข้าว มัน ลำไย ปี 2547-2548 ใช้งบปีละ 6.65 หมื่นล้านบาท ยางพาราปีละ 7.4 พันล้านบาท ช่วงปี 2540-2545 พบว่าขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของต้นทุนแทรกแซง เพราะรัฐซื้อแพง แต่ขายถูก</p>
<p>ขณะเดียวกัน ยังพบว่านโยบายแทรกแซงตลาดเกษตร ยังก่อให้เกิดความสูญเปล่าของสังคม เพราะการใช้เงินภาษีแทรกแซงทำให้เกษตรกรดีขึ้น แต่ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้น ทำให้เกิดความสูญเปล่าใน 5 สินค้าเกษตร ถึง 2.9 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท พบว่าเกษตรกรได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าพ่อค้า</p>
<p>&#8220;จากการศึกษาพบว่าผลตอบแทนส่วนเกินกระจุกตัวในมือผู้ส่งออก 2-4 รายแรก และผู้ประกอบการใหญ่ไม่กี่ราย นอกจากนั้น ยังขบวนการแทรกแซงสินค้าเกษตรจะมีการวิ่งเต้นมีปัญหาทุจริต ใช้อำนาจการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดการสูญเสีย ดังนั้น ภาครัฐควรเลิกแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร ปล่อยให้เอกชนค้าขาย แต่กำกับเอกชนไม่ให้เอาเปรียบเกษตรกร แต่คงไว้สำหรับนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน&#8221;</p>
<p>ประกันรายได้ เดินมาถูกทาง</p>
<p>นายนิพนธ์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการประกันรายได้ เน้นถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่มีจุดอ่อน 4 ประการ คือ 1. เกษตรกรจำนวนมากไม่เข้าใจ เพราะประชาสัมพันธ์อ่อน 2. เริ่มต้นล่าช้า เพราะมีกลุ่มผลประโยชน์เตะถ่วงและคัดค้าน 3.พื้นที่จดทะเบียนอาจสูงเกินจริง เพราะแยกจดทะเบียนพืช 3 ชนิดและไม่มีเวลาในการตรวจสอบ และ 4. ปริมาณการประกันต่อครอบครัว และราคาประกันสูงเกินไป อาจจะทำให้รัฐต้องใช้งบหลายหมื่นล้านบาท</p>
<p>&#8220;ควรปรับลดปริมาณประกันราคาสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวเปลือกเหลือ 10 ตันต่อครอบครัว การให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ การลงทุนระบบถ่ายภาพผ่านดาวเทียม เพื่อตรวจสอบพื้นที่ในการประกันราคา และไม่ควรใช้เงินกู้ในโครงการต่างๆ ควรจัดสรรจากงบประมาณ&#8221;</p>
<p>&#8220;เดือนเด่น&#8221;แนะแก้ พ.ร.บ.แข่งขันการค้า</p>
<p>นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การผูกขาดในระบบเศรษฐกิจไทยยังเป็นปัญหา สำหรับผลตอบแทนส่วนเกินในเศรษฐกิจ เนื่องจากการผูกขาดการกระจุกตัวของรายได้ในภาคธุรกิจ โดยที่ผ่านมา มีการร้องเรียนด้านต่างๆ ให้หน่วยงานภาครัฐแก้ไข แต่ไม่มีผลปรากฏชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐได้แก้ไขตามที่มีข้อร้องเรียนจากประชาชน โดยเฉพาะปัญหาการแข่งขันของ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก</p>
<p>อาทิเช่น ปูนซีเมนต์ จักรยานยนต์ เบียร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การค้าปลีก เคเบิลทีวี ดังนั้น จึงควรแก้ไข พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า 2542 เนื่องจากโครงสร้างกรรมการถูกการเมืองครอบงำจนไม่สามารถทำอะไรได้ มีการประชุมเพียง 1-2 ครั้งต่อปีเท่านั้น และหน่วยงานภาครัฐมักจะใช้อำนาจ หรือให้ข้อมูลกับภาคเอกชน เพื่อสมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/537/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/537/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/537/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/537/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/537/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/537/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/537/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/537/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/537/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/537/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=537&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/26/%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เปิดจุดตาย′ทักษิณ′คดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้านกองทุนลับ&#8221;ซิเนตรา ทรัสต์&#8221;</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/21/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e2%80%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%93%e2%80%b2%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/21/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e2%80%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%93%e2%80%b2%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Nov 2009 03:34:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA["ซิเนตรา ทรัสต์"]]></category>
		<category><![CDATA[ชินคอร์ป]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[นอมินี]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์ทักษิณ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=535</guid>
		<description><![CDATA[ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเล็กๆ ที่อาจเป็นไม่มีใครใส่ใจ แต่อาจเป็นจุดตายของ ทักษิณ ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ในศาลฎีกาฯ นั่นคือ คำให้การของ ก.ล.ต. ที่ยืนยันว่า ทักษิณ ใช้ นอมินี ในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ประชาชาติออนไลน์ เปิดบทวิเคราะห์ ล่าสุด &#8220;ประสงค์ วิสุทธิ์&#8221; ในประเด็นร้อน กองทุนลับ &#8220;ซิเนตรา ทรัสต์&#8221;ที่จะเป็นเชือกมัดคอทักษิณ
&#8230;คาดกันว่าในช่วงต้นปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์กว่า 76,621 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวหาว่า พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี
&#160;
คดีนี้มีความสำคัญมากจนมองกันว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้วิธีการสารพัดรูปแบบเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐไทย อันประกอบด้วย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้นำกองทัพตุลาการระดับสูงบางกลุ่ม และกลุ่มอำมาตย์
ในช่วงนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาฯกำหนดประเด็นการพิจารณาที่สำคัญไว้ 2 ประเด็นใหญ่ คือ
หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ในการคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผ่านบริษัทที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ เช่น บริษัท แอมเพิลริช [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=535&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเล็กๆ ที่อาจเป็นไม่มีใครใส่ใจ แต่อาจเป็นจุดตายของ ทักษิณ ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ในศาลฎีกาฯ นั่นคือ คำให้การของ ก.ล.ต. ที่ยืนยันว่า ทักษิณ ใช้ นอมินี ในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ประชาชาติออนไลน์ เปิดบทวิเคราะห์ ล่าสุด &#8220;ประสงค์ วิสุทธิ์&#8221; ในประเด็นร้อน กองทุนลับ &#8220;ซิเนตรา ทรัสต์&#8221;ที่จะเป็นเชือกมัดคอทักษิณ</p>
<p>&#8230;คาดกันว่าในช่วงต้นปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์กว่า 76,621 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวหาว่า พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คดีนี้มีความสำคัญมากจนมองกันว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้วิธีการสารพัดรูปแบบเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐไทย อันประกอบด้วย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้นำกองทัพตุลาการระดับสูงบางกลุ่ม และกลุ่มอำมาตย์</p>
<p>ในช่วงนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาฯกำหนดประเด็นการพิจารณาที่สำคัญไว้ 2 ประเด็นใหญ่ คือ</p>
<p>หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ในการคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผ่านบริษัทที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ เช่น บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ บริษัท วินมาร์ค จำกัด และการถือหุ้นผ่านบุตรและพี่น้อง หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ &#8220;นอมินี&#8221; ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอด ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี</p>
<p>สอง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในธุรกิจสัมปทานของบริษัทชินคอร์ป 5 เรื่อง เช่น 1.การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพามิต 2.การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับ เอไอเอส 3.อนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อซื้อสินค้าของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ 4. ลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส และ 5 โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์</p>
<p>การเอื้อประโยชน์ ทั้ง 5 มาตรการ เป็นผลให้บริษัทได้ประโยชน์ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้น</p>
<p>ดังนั้นเมื่อมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งของสิงคโปร์ เงินที่ได้มาทั้งหมดจึงถือว่าได้มาโดยมิชอบจากการใช้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี</p>
<p>อย่างไรก็ตามก่อนที่จะพิจารณาประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ &#8220;นอมินี&#8221; ในการถือหุ้นชินคอร์ปหรือไม่ก่อน</p>
<p>ถ้าศาลฎีกาฯชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณมิได้ใช้ &#8220;นอมินี&#8221; ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นการใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์อีก</p>
<p>เพราะเท่ากับว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติเหล่านั้น ไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ศาลไม่มีอำนาจยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน จากการติดตามคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์นั้น มีประเด็นหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ &#8220;นอมินี&#8221; ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอด อาทิ</p>
<p>หนึ่ง การโอนหุ้นชินคอร์ป หุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ์ธนาคารทหารไทยให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เมื่อ 31 สิงหาคม และ 1 กันยายน 2543 ปรากฏว่าในการโอนหุ้นดังกล่าว ไม่มีการจ่ายเงินกันจริง แต่บุคคลทั้งสามได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในราคาพาร์ 10 บาท</p>
<p>หลักฐานที่สำคัญอันหนึ่งคือ กรณีนายพานทองแท้ทำตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายให้คุณหญิงพจมาน 5,056,348,840 บาท ในจำนวนนี้ อ้างว่าเป็นหนี้ค่าหุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ์ธนาคารทหารไทย 4,500 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า หนี้ 4,500 ล้านบาทนั้น เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทยเพียง 150 ล้านหุ้น มูลค่า 1,500 ล้านบาท</p>
<p>ขณะที่ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ 300 ล้าน คุณหญิงพจมานได้มา &#8220;ฟรี&#8221; จากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย ราคาจึงเท่ากับหน่วยละ 0 บาท แต่ด้วยความรีบร้อนเลยทำเป็นขายให้นายพานทองแท้ในราคาหน่วยละ 10 บาท มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท (ช่วงนั้นกำลังถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น)</p>
<p>หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่านายพานทองแท้ไม่ได้ซื้อหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจริง เป็นเพียงนิติกรรมอำพราง ?</p>
<p>สอง กรณีการจัดตั้งกองทุนลับ &#8220;ซิเนตรา ทรัสต์&#8221; ซึ่งมีหลักฐานชี้ชัดว่าถือหุ้นบริษัท บลูไดมอนด์ จำกัด และบริษัท บลูไดมอนด์ถือหุ้นอยู่ในบริษัทวินมาร์ค บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น 100%</p>
<p>นอกจากนั้นจากเอกสารในการจัดตั้ง &#8220;ซิเนตรา ทรัสต์&#8221; ระบุชัดว่า ผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ดังกล่าวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมานและลูก ๆ</p>
<p>สิ่งนี้ปรากฎจาก คำให้การของ &#8221; วรัชญา ศรีมาจันทร์&#8221; ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ต่อศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ</p>
<p>สำหรับบริษัท วินมาร์คนั้น พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสท รวม 6 บริษัท มูลคา 1,500 ล้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 และ พ.ต.ท.ทักษิณก็ปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ใช่บริษัทของตนเอง แต่เงินจำนวนหนึ่งคือ 300 ล้านบาท (จาก 1,500 ล้านบาท) มาจากบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงในสิงคโปร์ บริษัทวินมาร์คยังเป็นผู้จัดตั้งกองทุนในมาเลเซีย 3 กองทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นประมาณ 20% ในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ</p>
<p>ขณะเดียวกันยังพบว่า บริษัทวินมาร์คถือหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 2544 อยู่ 54 ล้านหุ้น โดยมีการว่าจ้างให้ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์เป็นผู้บริหารและผู้รับประโยชน์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน</p>
<p>ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นเจ้าของทั้งบริษัทวินมาร์คและแอมเพิลริชฯซึ่งเป็น &#8220;นอมินี&#8221; ในการถือหุ้นชินคอร์ปให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ</p>
<p>จากหลักฐานเล็ก ๆ ส่วนนี้ อาจเป็นจุดตายของ พ.ต.ท.ทักษิณในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท!!!</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/535/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/535/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/535/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=535&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/21/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e2%80%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%93%e2%80%b2%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>โอกาสของ ′โอเพ่นซอร์ซ′ ยุคไล่ล่าการละเมิดลิขสิทธิ์</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%b2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8b%e2%80%b2-%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%b2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8b%e2%80%b2-%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Nov 2009 09:05:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%b2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8b%e2%80%b2-%e0%b8%a2/</guid>
		<description><![CDATA[ไอทีทะลุโลก
siripong@kidtalentz.com
การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ โดย    กองบังคับการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตอนนี้เริ่มระลอกใหม่กันอีกแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้ด้วยการเข้าตรวจจับทุกวันในบัญชีการสืบค้นเท่าที่มีในมือของ ปอศ.กว่า 1,000 บริษัท 
โดนกันไปถ้วนหน้าทั้งบริษัทใหญ่  บริษัทเล็ก แม้กระทั่งโรงเรียนในบางจังหวัดก็ได้ข่าวว่าโดนเข้าไปตรวจค้นเหมือนกัน 
ความเสียหายหากโดนจับกุมแล้วนับว่าไม่คุ้มค่าเท่าไรนักกับกิจการหลายแห่ง เนื่องจากไม่เคยบวกค่าซอฟต์แวร์เอาไว้เป็นต้นทุนจริง ๆ 
หากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะพบว่า แถลงเตือนเรื่องการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นมีออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งระลอกล่าสุดก็มีการเตือนกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ในที่สุดแล้วก็คงหาทางทำให้มันถูกต้องกันจนได้ แต่ธุรกิจขนาดย่อม หรือกิจการเล็ก ๆ นั้น บางกิจการก็สู้กับค่าลิขสิทธิ์ไม่ไหว 
ส่วนหนึ่งของทางออกก็คือ ต้องพยายามหาซอฟต์แวร์ทดแทนโดยหาพวก โอเพ่นซอร์ซ ซอฟต์แวร์มาช่วยโดยการใช้แบบผสมผสาน เช่น อาจจะยังคงใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ไว้บาง ส่วนหรือทั้งหมด แล้วใช้แอปพลิเคชั่นที่เป็นโอเพ่นซอร์ซมาทดแทน การวิเคราะห์ลักษณะงาน จำแนกเป็น  กลุ่มการใช้งานออกมาได้ จะทำให้การปรับตัวไปใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ง่ายขึ้นมาก จะเห็นว่าลักษณะงานหลายอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เลยแม้แต่น้อย รวมทั้งตัวระบบปฏิบัติการที่สามารถไปใช้  ลีนุกซ์อย่างอูบุนตูได้โดยง่าย
บางส่วนที่จำเป็นหาซอฟต์แวร์ทดแทนไม่ได้จริง ๆ ก็คงไว้ การจำแนกลักษณะงานออกมาอย่างนี้ อย่างน้อยก็จะทำให้ประหยัดค่าลิขสิทธิ์ลงไปได้ค่อนข้างมาก ดีกว่าที่จะเสี่ยงกับการใช้ซอฟต์แวร์แบบละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเสียเงินค่าซอฟต์แวร์ไปในส่วนที่ปราศจากความจำเป็นทั้งที่สามารถเลี่ยงไปใช้โอเพ่นซอร์ซแทนได้ หรือในหลายกรณีเมื่อวิเคราะห์ลักษณะงานออกมาจริง ๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=534&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ไอทีทะลุโลก</p>
<p>siripong@kidtalentz.com</p>
<p>การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ โดย    กองบังคับการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตอนนี้เริ่มระลอกใหม่กันอีกแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้ด้วยการเข้าตรวจจับทุกวันในบัญชีการสืบค้นเท่าที่มีในมือของ ปอศ.กว่า 1,000 บริษัท </p>
<p>โดนกันไปถ้วนหน้าทั้งบริษัทใหญ่  บริษัทเล็ก แม้กระทั่งโรงเรียนในบางจังหวัดก็ได้ข่าวว่าโดนเข้าไปตรวจค้นเหมือนกัน </p>
<p>ความเสียหายหากโดนจับกุมแล้วนับว่าไม่คุ้มค่าเท่าไรนักกับกิจการหลายแห่ง เนื่องจากไม่เคยบวกค่าซอฟต์แวร์เอาไว้เป็นต้นทุนจริง ๆ </p>
<p>หากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะพบว่า แถลงเตือนเรื่องการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นมีออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งระลอกล่าสุดก็มีการเตือนกันไว้ล่วงหน้าแล้ว</p>
<p>สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ในที่สุดแล้วก็คงหาทางทำให้มันถูกต้องกันจนได้ แต่ธุรกิจขนาดย่อม หรือกิจการเล็ก ๆ นั้น บางกิจการก็สู้กับค่าลิขสิทธิ์ไม่ไหว </p>
<p>ส่วนหนึ่งของทางออกก็คือ ต้องพยายามหาซอฟต์แวร์ทดแทนโดยหาพวก โอเพ่นซอร์ซ ซอฟต์แวร์มาช่วยโดยการใช้แบบผสมผสาน เช่น อาจจะยังคงใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ไว้บาง ส่วนหรือทั้งหมด แล้วใช้แอปพลิเคชั่นที่เป็นโอเพ่นซอร์ซมาทดแทน การวิเคราะห์ลักษณะงาน จำแนกเป็น  กลุ่มการใช้งานออกมาได้ จะทำให้การปรับตัวไปใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ง่ายขึ้นมาก จะเห็นว่าลักษณะงานหลายอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เลยแม้แต่น้อย รวมทั้งตัวระบบปฏิบัติการที่สามารถไปใช้  ลีนุกซ์อย่างอูบุนตูได้โดยง่าย</p>
<p>บางส่วนที่จำเป็นหาซอฟต์แวร์ทดแทนไม่ได้จริง ๆ ก็คงไว้ การจำแนกลักษณะงานออกมาอย่างนี้ อย่างน้อยก็จะทำให้ประหยัดค่าลิขสิทธิ์ลงไปได้ค่อนข้างมาก ดีกว่าที่จะเสี่ยงกับการใช้ซอฟต์แวร์แบบละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเสียเงินค่าซอฟต์แวร์ไปในส่วนที่ปราศจากความจำเป็นทั้งที่สามารถเลี่ยงไปใช้โอเพ่นซอร์ซแทนได้ หรือในหลายกรณีเมื่อวิเคราะห์ลักษณะงานออกมาจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เลยก็มีอยู่เช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงความเคยชินของผู้ใช้งานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  </p>
<p>ความจริงแล้วโอเพ่นซอร์ซซอฟต์แวร์นั้นไม่เพียงแต่สามารถทดแทนงานพื้น ๆ ได้เท่านั้น ลองดูจากภาพประกอบคอลัมน์เป็นตัวอย่าง เป็นภาพแบบเวกเตอร์กราฟิกที่ทำขึ้นโดยโปรแกรม inkscape ซึ่งเป็น    โปรแกรมโอเพ่นซอร์ซที่สามารถดาวน์โหลด มาใช้ได้อย่างเสรี</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/534/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/534/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/534/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/534/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/534/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/534/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/534/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/534/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/534/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/534/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=534&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%b2%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%8b%e2%80%b2-%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>จับทิศทางตลาดทองคำ &#8220;บูมจริง&#8221; หรือ &#8220;ฟองสบู่&#8221;</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 07:00:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economic Issues]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจเกี่ยวข้องอะไรกับเรา]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดทองคำ]]></category>
		<category><![CDATA[ทองคำ]]></category>
		<category><![CDATA[ทองคำล่วงหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฟองสบู่]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาทองคำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[การพุ่งทะยานของราคาทองอย่างรวดเร็วหลังจากธนาคารกลางอินเดียออกมาเปิดเผยว่า ได้ทำข้อตกลงซื้อทองประมาณครึ่งหนึ่ง จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 200 ตัน นำมาซึ่งมุมมองบวกและลบต่อทิศทางในอนาคตของโลหะล้ำค่า โดยเฉพาะวิวาทะแห่งปี ระหว่าง &#8220;นูเรียล รูบินี&#8221; นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของฉายา &#8220;ดร.ดูม&#8221; และ &#8220;จิม โรเจอร์&#8221; นักลงทุนระดับตำนานคนหนึ่งของสหรัฐ
จิม โรเจอร์ ทำนายว่า ราคาทองจะวิ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ขณะที่ศาสตราจารย์รูบินีแห่งวิทยาลัยธุรกิจ สเติร์น มหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์ก วิจารณ์มุมมองของโรเจอร์ ที่เชื่อว่าราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์นั้น เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจุบันไม่มีเงินเฟ้อหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เข้าใกล้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จนเป็นปัจจัยผลักดันราคาทองให้สูงได้ขนาดนั้น พร้อมกับเตือนให้ระวังฟองสบู่สินทรัพย์ ซึ่งก็รวมถึงฟองสบู่ตลาดทองคำด้วย
ความเห็นของรูบินีเรียกเสียงวิจารณ์จากโรเจอร์อีกครั้งว่า นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ไม่ได้ทำการบ้านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า มุมมองของ ดร.ดูมที่เกี่ยวกับภัยคุกคามจากฟองสบู่ทองคำและ หุ้นในตลาดเกิดใหม่เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะปัจจุบันมีสินค้า คอมโมดิตีส์อีกหลายตัวยังต่ำกว่าระดับสูงสุด และตลาดหุ้นก็ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงจะตกต่ำด้วย มุมมองต่างระหว่างโรเจอร์และรูบินี จุดประกายวิพากษ์วิจารณ์ต่อเป็นทอด ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการเกิดฟองสบู่ทองคำและสินทรัพย์อื่น ๆ
ปัจจุบันราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ในตลาดโคเม็กซ์ ของนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=532&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>การพุ่งทะยานของราคาทองอย่างรวดเร็วหลังจากธนาคารกลางอินเดียออกมาเปิดเผยว่า ได้ทำข้อตกลงซื้อทองประมาณครึ่งหนึ่ง จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 200 ตัน นำมาซึ่งมุมมองบวกและลบต่อทิศทางในอนาคตของโลหะล้ำค่า โดยเฉพาะวิวาทะแห่งปี ระหว่าง &#8220;นูเรียล รูบินี&#8221; นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของฉายา &#8220;ดร.ดูม&#8221; และ &#8220;จิม โรเจอร์&#8221; นักลงทุนระดับตำนานคนหนึ่งของสหรัฐ</p>
<p>จิม โรเจอร์ ทำนายว่า ราคาทองจะวิ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า</p>
<p>ขณะที่ศาสตราจารย์รูบินีแห่งวิทยาลัยธุรกิจ สเติร์น มหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์ก วิจารณ์มุมมองของโรเจอร์ ที่เชื่อว่าราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์นั้น เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจุบันไม่มีเงินเฟ้อหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เข้าใกล้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จนเป็นปัจจัยผลักดันราคาทองให้สูงได้ขนาดนั้น พร้อมกับเตือนให้ระวังฟองสบู่สินทรัพย์ ซึ่งก็รวมถึงฟองสบู่ตลาดทองคำด้วย</p>
<p>ความเห็นของรูบินีเรียกเสียงวิจารณ์จากโรเจอร์อีกครั้งว่า นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ไม่ได้ทำการบ้านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า มุมมองของ ดร.ดูมที่เกี่ยวกับภัยคุกคามจากฟองสบู่ทองคำและ หุ้นในตลาดเกิดใหม่เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะปัจจุบันมีสินค้า คอมโมดิตีส์อีกหลายตัวยังต่ำกว่าระดับสูงสุด และตลาดหุ้นก็ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงจะตกต่ำด้วย มุมมองต่างระหว่างโรเจอร์และรูบินี จุดประกายวิพากษ์วิจารณ์ต่อเป็นทอด ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการเกิดฟองสบู่ทองคำและสินทรัพย์อื่น ๆ</p>
<p>ปัจจุบันราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ในตลาดโคเม็กซ์ ของนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 พ.ย.) ที่ 1,117 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยที่ราคาตามธุรกรรมฟิวเจอร์ ส่งมอบปี 2553 ขยับขึ้นไปถึง 1,120 ดอลลาร์ ก่อนจะถูกแรงทำกำไรระยะสั้น ปรับราคาลงมาที่ระดับ 1,106.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์</p>
<p>เมื่อวันพฤหัสบดี (12 พ.ย.)</p>
<p>เส้นทางการพุ่งทะยานผ่านระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากราคาทองคำทรงตัวที่ระดับ 999 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อ 1 ตุลาคม ราคาก็ขยับขึ้นมาทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ เมื่อ 13 ตุลาคม ที่ 1,064 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากนั้นก็ซึมกลับไปซื้อขายอยู่ที่ระดับ 1,055-1,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อยู่ระยะหนึ่ง</p>
<p>แนวโน้มระยะสั้นพุ่งต่อ หรือดิ่งลง</p>
<p>ราคาทองทำสถิติสูงสุดที่ 1,093.97 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะมีแรงเหวี่ยงขึ้นต่อเนื่อง ทะลุแนวต้าน 1,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นมาสำเร็จ และทำสถิติปิดบวกต่อเนื่องจนราคาไปได้ไกลถึง 1,122 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราคาระหว่างวัน) ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น ปรับมาอยู่ที่ 1,106 ดอลลาร์</p>
<p>เฉพาะเดือนพฤศจิกายนเดือนเดียวนับถึงปัจจุบัน ราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้ว 7% และหากนับจากต้นปี ราคาทองพุ่งขึ้น 26% เทียบกับปี 2551 ตลอดทั้งปี ราคาทองขยับขึ้นเพียง 5.5% เท่านั้น</p>
<p>ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังไป 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นราคาทอง อยู่ที่ระดับมากกว่า 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไม่มากนัก แต่ขณะนี้ นักวิเคราะห์บางรายมองแนวโน้มทองคำในระยะสั้นจะขยับขึ้นเพื่อทดสอบระดับจิตวิทยา ที่ 1,150-1,200 ดอลลาร์ และหากผ่านด่านทดสอบนี้ไปได้ ราคาจะวิ่งไปที่ระดับ 1,250 ดอลลาร์ และระดับ 1,300 ดอลลาร์ เป็นด่านต่อ ๆ ไป ภายใน 3 เดือนข้างหน้า</p>
<p>บทวิเคราะห์ของเครดิต สวิส ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคาร (10 พ.ย.) คาดการณ์ว่า แนวโน้มราคาทองคำจะปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งไปจนถึงสิ้นปี 2552 จากปัจจัยสนับสนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ความต้องการลงทุนในโลหะมีค่าชนิดนี้ อัตรา ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดต่ำอย่างต่อเนื่อง จนถึงภาพรวมทางเทคนิคในเชิงบวกของตลาดทอง</p>
<p>โดยราคาทองจะซื้อขายที่ระดับ 950-1,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสิ้นปีนี้ และปรับราคาลงมาอยู่ระหว่าง 900-1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสิ้นไตรมาสแรกของปี 2553</p>
<p>โทเบียส เมแรธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าคอมโมดิตี้ของเครดิต สวิส อธิบายถึงเหตุผลที่เครดิต สวิส มองแนวโน้มทองคำจะอ่อนลงในไตรมาสแรกของปี 2553 ว่า เป็นเพราะมีความเสี่ยง ที่จะเกิดสถานการณ์พลิกผัน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ดอลลาร์ของสหรัฐจะกลับมาแข็งค่าขึ้นในบางช่วงเวลาของต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาทอง ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ตลาดได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นขึ้นจากระดับใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก ในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี 2553</p>
<p>ทั้งนี้ เครดิต สวิส ประเมินว่า ในปีนี้ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็น มาตรวัดค่าเงินสหรัฐ เทียบกับเงินประเทศคู่ค้า 6 สกุลสำคัญ ปรับลงไปแล้ว 6.7%</p>
<p>ฟองสบู่ทองคำ ?</p>
<p>แม้ทองคำจะปรับราคาขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะในปี 2552 อย่างไรก็ตามมุมมองต่อความเป็นไปได้ของการเกิดฟองสบู่ทองคำ ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะมีมุมมองทั้งบวก และลบเกิดขึ้นในตลาด และในแวดวงผู้เชี่ยวชาญ</p>
<p>ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ราคาปรับขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา คือ การอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้เงินสหรัฐจะแข็งค่ากลับขึ้นมาได้บ้างในบางเวลา แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็จะเป็นไปแบบช่วงสั้น ๆ ดังความเห็นของ ฮิเดโตชิ ยานากิฮารา นักยุทธศาสตร์การลงทุนในตลาดอัตรา แลกเปลี่ยน ของมิสุโฮะ คอร์ปอเรต แบงก์ ในนิวยอร์ก ที่ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคในสหรัฐยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าต่อ อีกทั้งตราบใดที่เงินยูโรของสหภาพยุโรปไม่อ่อนค่าลงไปต่ำกว่า 1.4810 ดอลลาร์ต่อยูโร ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันที่ยูโรจะแข็งค่าขึ้นได้อีก</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ราคาทองจึงมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นได้อีก ตราบใดที่ดอลลาร์ยังคงอยู่ในเทรนด์อ่อนค่า</p>
<p>อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่ราคาทองจะปรับราคาลงอย่างฉับพลัน ดังคำเตือนของศาสตราจารย์รูบินี โดยประการแรก นักวิเคราะห์บางกลุ่มพบสัญญาณการเพิ่มจำนวนของออปชั่นที่ให้สิทธิในการขาย หรือ call option เพื่อทำกำไรระยะสั้นจากราคาทองที่ทะยานขึ้นไปอย่างมากในเดือนพฤศจิกายน</p>
<p>ปัจจัยประการที่สอง มาจากข้อสังเกตที่ว่าการพุ่งทะยานของราคาทองคำในระยะหลัง ๆ มาจากการเข้ามามีบทบาทของ นักลงทุนระยะสั้น และนักเก็งกำไร ไม่ใช่มาจากความต้องการที่จะถือครองทองคำจริง ๆ</p>
<p>ข้อมูลจากสภาทองคำโลกระบุว่า การลงทุนในตลาดทองคำได้พุ่งขึ้นถึง 51% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องประดับที่ทำจากทองคำ อาทิ สร้อยคอ หรือแหวน ลดลง 20%</p>
<p>ประการที่สาม ปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนในตลาดทองคำยังมาจากการอยู่ในยุคของ &#8220;เงินถูก&#8221; อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการเพิ่มสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาวของธนาคารกลางต่าง ๆ ด้วย</p>
<p>ตลอดจนกระแสการทำ dollar carry trade ซึ่งหมายถึงการที่เทรดเดอร์ หรือนักลงทุนไป กู้ยืมเงินที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ในที่นี้คือดอลลาร์สหรัฐ) มาลงทุนในสินทรัพย์</p>
<p>ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือในอีกสกุลเงินหนึ่งที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดฟองสบู่ของทองคำ</p>
<p>แต่ถึงกระนั้น ฟิทช์ เรตติ้ง กลับเตือนว่า ความกังวลในเรื่องฟองสบู่สินทรัพย์อาจเป็นมุมมองที่ด่วนสรุปเกินไป เพราะ สถานการณ์ในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ กำลังดำเนินนโยบาย เพื่อปรับให้ราคาสินทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/532/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/532/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/532/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/532/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/532/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/532/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/532/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/532/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/532/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/532/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=532&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เปิดดีล&#8221;ผลประโยชน์&#8221; &#8220;ทักษิณ-เพื่อนบ้าน&#8221;</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/13/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/13/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Nov 2009 07:29:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[กัมพูชา]]></category>
		<category><![CDATA[ตระกูลชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[นายกรัฐมนตรีกัมพูชา]]></category>
		<category><![CDATA[ฮุนเซน]]></category>
		<category><![CDATA[เขมร]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อแดง]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=529</guid>
		<description><![CDATA[ที่มา: มติชนออนไลน์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างเหตุผลที่ตอบรับเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า เป็นการช่วยเหลือประเทศไทยอีกทางหนึ่ง เพราะเมื่อชาวกัมพูชาร่ำรวยขึ้นจะซื้อสินค้าไทยมากขึ้น วิน-วินทั้งไทยและกัมพูชา
แต่ด้วยวิธีคิดแบบ &#8220;นักธุรกิจ&#8221; ที่มักมองประเทศ &#8220;เพื่อนบ้าน&#8221; เป็น &#8220;คู่ค้า&#8221; รวมถึงความเคลื่อนไหวของบริษัทของตระกูลชินวัตร ตลอดช่วง 6 ปีที่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ หลายเหตุการณ์ทำให้เกิดคำถามว่า ที่ว่าวิน-วินนั้น ระหว่างประเทศไทยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ใคร &#8220;วิน&#8221; มากกว่ากัน&#8230;?
ตัวอย่างคลาสสิค คือ การที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยจำนวน 4,000 ล้านบาท ให้กับประเทศพม่า เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาการสื่อสารและโทรคมนาคม
แล้วต่อมา ทางการพม่าได้จ้างให้บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้พัฒนาโครงการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบบอร์ดแบนด์ ด้วยเงินมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธสน.อนุมัติเงินไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547
ที่น่าสนใจคือ บริษัทพม่าที่รับงานพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมของพม่า เป็นบริษัทของลูกชาย พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ นายกรัฐมนตรีพม่าขณะนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงนั้นจะมีเสียงครหาว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=529&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ที่มา: มติชนออนไลน์</p>
<p>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างเหตุผลที่ตอบรับเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า เป็นการช่วยเหลือประเทศไทยอีกทางหนึ่ง เพราะเมื่อชาวกัมพูชาร่ำรวยขึ้นจะซื้อสินค้าไทยมากขึ้น วิน-วินทั้งไทยและกัมพูชา</p>
<p>แต่ด้วยวิธีคิดแบบ &#8220;นักธุรกิจ&#8221; ที่มักมองประเทศ &#8220;เพื่อนบ้าน&#8221; เป็น &#8220;คู่ค้า&#8221; รวมถึงความเคลื่อนไหวของบริษัทของตระกูลชินวัตร ตลอดช่วง 6 ปีที่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ หลายเหตุการณ์ทำให้เกิดคำถามว่า ที่ว่าวิน-วินนั้น ระหว่างประเทศไทยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ</p>
<p>ใคร &#8220;วิน&#8221; มากกว่ากัน&#8230;?</p>
<p>ตัวอย่างคลาสสิค คือ การที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยจำนวน 4,000 ล้านบาท ให้กับประเทศพม่า เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาการสื่อสารและโทรคมนาคม</p>
<p>แล้วต่อมา ทางการพม่าได้จ้างให้บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้พัฒนาโครงการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบบอร์ดแบนด์ ด้วยเงินมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธสน.อนุมัติเงินไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547</p>
<p>ที่น่าสนใจคือ บริษัทพม่าที่รับงานพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมของพม่า เป็นบริษัทของลูกชาย พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ นายกรัฐมนตรีพม่าขณะนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงนั้นจะมีเสียงครหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ภาษีประชาชนต่อทั้ง &#8220;ธุรกิจ&#8221; และ &#8220;การเมือง&#8221; เพื่อตัวเอง</p>
<p>ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของ พ.ต.ท.ทักษิณกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังลามไปถึงประเทศลาว หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณลงนามในปฏิญญาพุกาม (Bagan Declaration) กับผู้นำกัมพูชา ลาว และพม่า ที่มีสาระสำคัญคือ ให้ความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน การคมนาคม ฯลฯ ในปี 2546</p>
<p>จากนั้นก็มีการเปิดซองประมูลโครงการก่อสร้างถนนสายเชียงราย-คุนหมิง วงเงิน 1,358 ล้านบาท โดยทางการไทยเป็นผู้ให้เกินกู้ ซึ่งแทนที่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ใช่บริษัทที่ให้ราคาต่ำสุด แต่สาเหตุได้งานเพราะมีข่าวว่ามีนักการเมืองคนหนึ่งไปล็อบบี้ให้</p>
<p>กับประเทศสิงคโปร์ นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณจะยกย่องสิงคโปร์เป็น &#8220;โมเดล&#8221; ในการพัฒนาประเทศ มีการทำข้อตกลงความร่วมมือหลายด้าน</p>
<p>เชื่อว่าคงไม่มีใครลืม &#8220;ดีลประวัติศาสตร์&#8221; เมื่อบริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ขายหุ้นจำนวน 1,487.7 ล้านหุ้น (ร้อยละ 49.5 ของทุนจดทะเบียน) มูลค่า 73,269 ล้านบาท ให้กับกองทุนเทมาเส็ก ในวันที่ 23 มกราคม 2549</p>
<p>เป็นการขายหุ้นหลังจากการที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้บริษัทของคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทกิจการโทรคมนาคม จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49</p>
<p>จึงไม่น่าแปลกที่หลังถูกปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 พ.ต.ท.ทักษิณจะบินไปแวะจิบน้ำชาที่สิงคโปร์บ่อยครั้ง เพราะอย่าลืมว่า ผู้บริหารกองทุนเทมาเส็กขณะนั้นมีชื่อว่า &#8220;โฮ ชิง&#8221; ผู้มีศักดิ์เป็นภริยา ลี เชียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์</p>
<p>ด้านกัมพูชาที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณกับสมเด็จฯฮุน เซน แนบแน่นกันสุดสุด นอกจากบริษัทในเครือชินคอร์ปได้ลงทุนธุรกิจด้านเคเบิลทีวี โทรศัพท์มือถือ และดาวเทียมในกัมพูชามาตั้งแต่ก่อนขึ้นเป็นรัฐบาล</p>
<p>สมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ &#8220;กัมพูชา&#8221; ยังได้รับการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ</p>
<p>ทั้งผลักดันเอ็มโอยูแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่เป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาล ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเคยชะงักสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย แต่ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กลับสามารถจรดปากกาลงนามเอ็มโอยูฉบับสำเร็จ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2544</p>
<p>ออกมติ ครม.สนับสนุนการก่อสร้างถนนหมายเลข 48 เกาะกง-สแรอัมเบิลในกัมพูชา (มติ ครม. 8 มกราคม 2545) ไม่รวมถึงถนนหมายเลข 67 สะงำ-อัลลองเวง-เสียมราฐ (มติ ครม. 31 พฤษภาคม 2546) โดยให้ทั้งเงินและเครื่องมือในการก่อสร้าง</p>
<p>ไม่นับการให้เงินช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชาหลายครั้งหลายหน รวมแล้วหลายพันล้านบาท</p>
<p>6 ปีรัฐบาลไทยรักไทย และ 1 ปีรัฐบาลพลังประชาชน ที่มีการนำเงินภาษีประชาชนไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านมากมาย นอกจากทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีสายสัมพันธ์กับแกนนำรัฐบาลเพื่อนบ้านแล้ว</p>
<p>คำถามคือ &#8220;คนไทย&#8221; ได้ประโยชน์อะไรจาก &#8220;ดีล&#8221; เหล่านั้นบ้าง</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/529/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/529/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/529/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=529&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/13/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อิทธิพลของ &#8220;เศรษฐกิจกาสิโน&#8221; และข้อเรียกร้องของอังค์ถัด</title>
		<link>http://management2008.wordpress.com/2009/11/03/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://management2008.wordpress.com/2009/11/03/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 05:42:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>management2008</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economic Issues]]></category>
		<category><![CDATA[economic]]></category>
		<category><![CDATA[รอบรั้วเศรษฐศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจเกี่ยวข้องอะไรกับเรา]]></category>
		<category><![CDATA[Human Resources Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR Management]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[Management tips]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารทรัพยากรมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[strategic management]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการเชิงกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[กลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://management2008.wordpress.com/?p=527</guid>
		<description><![CDATA[คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ
โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org
องค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : อังค์ถัด) ได้ออกรายงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Report) ประจำปี 2009 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน
วันนี้ผู้เขียนเก็บบางประเด็นที่กล่าวถึงรายงานฉบับนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะคิดว่าน่าสนใจและบ่งชี้ &#8220;หัวใจ&#8221; ของวิวาทะโลกเกี่ยวกับการยกเครื่องระบบการเงินได้เป็นอย่างดี
ในบางมุม รายงานฉบับนี้ไม่ต่างจากรายงานภาวะเศรษฐกิจขององค์กรโลกบาลอื่น ๆ เช่น เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ต่าง ๆ และบทประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้รายงานของอังค์ถัดน่าสนใจกว่ารายงานส่วนใหญ่ คือบทวิเคราะห์เจาะลึกจากสาเหตุของปัญหาที่ไปไกลกว่าการกล่าวโทษความหละหลวมของระบบกำกับดูแลภาครัฐ หรือความโลภของนักการเงิน
ข้อเสนอที่อังค์ถัดสรุปอย่างไม่อ้อมค้อมในรายงาน คือโลกจะต้อง &#8220;รื้อสร้าง&#8221; ระบบการเงินครั้งใหญ่ เพื่อให้การเงินรับใช้เศรษฐกิจจริง แทนที่จะรับใช้แต่ตัวเองจนเศรษฐกิจจริงเสียหายอย่างที่ผ่านมา และถ้าภาคเอกชนไม่ทำการรื้อสร้างดังกล่าวเอง ก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ และกำกับดูแลตลาดการเงินอย่างเข้มงวดกว่าที่แล้วมา
&#8220;ตัวการหลัก&#8221; ที่ก่อให้เกิดวิกฤตรอบล่าสุดในสายตาของอังค์ถัด คือพฤติกรรมเก็งกำไรและเสี่ยงเกินตัวมหาศาล &#8211; &#8220;เศรษฐกิจกาสิโน&#8221; ที่ถูกหนุนเสริมอย่างไร้ขอบเขตด้วยกระแสการผ่อนปรนกฎเกณฑ์กำกับดูแล ประกอบกับนวัตกรรมเครื่องมือทางการเงินที่สลับซับซ้อนเกินความเข้าใจของคนธรรมดา และแม้แต่ผู้บริหารสถาบันการเงินที่เป็น &#8220;ผู้มีอำนาจควบคุม&#8221; นักการเงินแต่ในทฤษฎี ในทางปฏิบัติกลับไม่เคยรู้เท่าทันลูกน้องของตัวเองว่ากำลังเอาเงินของบริษัทหรือลูกค้าไปเสี่ยงแค่ไหนอย่างไร
เศรษฐกิจกาสิโนที่ก่อความเสียหายในสายตาของอังค์ถัดไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดสินเชื่อซับไพรมกับตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่อเหล่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในตลาดอื่นอีกหลายตลาดที่คนนอกภาคการเงินไม่ค่อยรู้จัก โดยเฉพาะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเงินตราระหว่างประเทศ
รายงานอังค์ถัดชี้ว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=527&subd=management2008&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ</p>
<p>โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org</p>
<p>องค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : อังค์ถัด) ได้ออกรายงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Report) ประจำปี 2009 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน</p>
<p>วันนี้ผู้เขียนเก็บบางประเด็นที่กล่าวถึงรายงานฉบับนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะคิดว่าน่าสนใจและบ่งชี้ &#8220;หัวใจ&#8221; ของวิวาทะโลกเกี่ยวกับการยกเครื่องระบบการเงินได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ในบางมุม รายงานฉบับนี้ไม่ต่างจากรายงานภาวะเศรษฐกิจขององค์กรโลกบาลอื่น ๆ เช่น เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ต่าง ๆ และบทประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้รายงานของอังค์ถัดน่าสนใจกว่ารายงานส่วนใหญ่ คือบทวิเคราะห์เจาะลึกจากสาเหตุของปัญหาที่ไปไกลกว่าการกล่าวโทษความหละหลวมของระบบกำกับดูแลภาครัฐ หรือความโลภของนักการเงิน</p>
<p>ข้อเสนอที่อังค์ถัดสรุปอย่างไม่อ้อมค้อมในรายงาน คือโลกจะต้อง &#8220;รื้อสร้าง&#8221; ระบบการเงินครั้งใหญ่ เพื่อให้การเงินรับใช้เศรษฐกิจจริง แทนที่จะรับใช้แต่ตัวเองจนเศรษฐกิจจริงเสียหายอย่างที่ผ่านมา และถ้าภาคเอกชนไม่ทำการรื้อสร้างดังกล่าวเอง ก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ และกำกับดูแลตลาดการเงินอย่างเข้มงวดกว่าที่แล้วมา</p>
<p>&#8220;ตัวการหลัก&#8221; ที่ก่อให้เกิดวิกฤตรอบล่าสุดในสายตาของอังค์ถัด คือพฤติกรรมเก็งกำไรและเสี่ยงเกินตัวมหาศาล &#8211; &#8220;เศรษฐกิจกาสิโน&#8221; ที่ถูกหนุนเสริมอย่างไร้ขอบเขตด้วยกระแสการผ่อนปรนกฎเกณฑ์กำกับดูแล ประกอบกับนวัตกรรมเครื่องมือทางการเงินที่สลับซับซ้อนเกินความเข้าใจของคนธรรมดา และแม้แต่ผู้บริหารสถาบันการเงินที่เป็น &#8220;ผู้มีอำนาจควบคุม&#8221; นักการเงินแต่ในทฤษฎี ในทางปฏิบัติกลับไม่เคยรู้เท่าทันลูกน้องของตัวเองว่ากำลังเอาเงินของบริษัทหรือลูกค้าไปเสี่ยงแค่ไหนอย่างไร</p>
<p>เศรษฐกิจกาสิโนที่ก่อความเสียหายในสายตาของอังค์ถัดไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดสินเชื่อซับไพรมกับตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่อเหล่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในตลาดอื่นอีกหลายตลาดที่คนนอกภาคการเงินไม่ค่อยรู้จัก โดยเฉพาะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเงินตราระหว่างประเทศ</p>
<p>รายงานอังค์ถัดชี้ว่า เศรษฐกิจกาสิโนในตลาดเหล่านี้ได้ล่มสลายลงแล้ว เหลือเพียงหนี้สินและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปริมาณมหาศาล เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดเหล่านี้ไม่ได้เก็งกำไรด้วยเงินของตัวเอง แต่ด้วยเงินที่กู้มาจากคนอื่น โดยเฉพาะที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ</p>
<p>ปัญหาคือการเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนไม่ต่างจากการพนันในกาสิโนปกติ คือต้องมีคนเสียและคนได้ ผลกำไรสุทธิเท่ากับศูนย์ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า &#8220;zero-sum game&#8221; แต่นักเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนทุกคนหวังว่าจะได้กำไร การที่พวกเขาพนันกับ &#8220;ของจริง&#8221; ในเศรษฐกิจจริงอย่างเช่นที่อยู่อาศัยและโภคภัณฑ์ ไม่ใช่ชิปพลาสติกในกาสิโนนั้น มีส่วนสร้างความเชื่อว่ากาสิโนแห่งนี้จะส่งมอบผลกำไรได้ไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากที่พีระมิดแห่งการเก็งกำไรพังทลายลง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นเพียงมายาคติ หาใช่ความจริงไม่</p>
<p>อังค์ถัดระบุว่า การเก็งกำไรทั้งหลายนี้มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งระบบ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มูลค่าที่สร้างใน &#8220;เศรษฐกิจจริง&#8221; ที่ผลิตสินค้าและบริการนั้นมีเพียงร้อยละ 11 หรือน้อยกว่าที่มูลค่ากิจกรรมเก็งกำไรเกือบ 9 เท่า ภาวะดังกล่าวส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจจริงสองทางด้วยกัน คือ 1.บิดเบือนแรงจูงใจของนักลงทุน ให้อยากเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนมากกว่าที่จะลงทุนในเศรษฐกิจจริง ซึ่งเป็น &#8220;ของแท้&#8221; ที่ยั่งยืนกว่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า และ 2.ทำให้ราคาในเศรษฐกิจจริงที่นักลงทุนนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโน โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่สำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างน้ำมันและธัญพืช มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงมาก เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตและทำให้ผู้มีรายได้น้อย อาทิ เกษตรกรรายย่อย ต้องเดือดร้อนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนชอบเก็งกำไร</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ อังค์ถัดจึงแนะนำว่า ประเทศกำลังพัฒนาผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเรียกร้องระบบการเงินใหม่ที่สามารถยับยั้งภาวะฟองสบู่กำไรที่เกิดจากการเก็งกำไรเกินควร เพราะภาวะดังกล่าวไม่ใช่ผลลัพธ์ของกลไกตลาดดังที่ควรจะเป็น (คือเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อที่ซื้อไปบริโภคจริง ๆ ไม่ใช่เก็งกำไรเฉย ๆ) และก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สังคมพึงประสงค์ด้วย ตลาดที่ส่งผลลัพธ์สุดกู่ไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ควรดำรงอยู่ และฝ่ายเดียวที่จะมีอำนาจจัดการได้คือรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะตลาดเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้วในยุคโลกาภิวัตน์</p>
<p>อังค์ถัดเสนอว่า การกำกับดูแลตลาดโภคภัณฑ์นั้นมีสองรูปแบบหลักด้วยกัน คือ 1.ลดระดับการมีส่วนร่วมของภาคการเงิน เช่น ด้วยการเพิ่มอัตราส่วนทุนที่ต้องกันสำรอง และ 2.เพิ่มมาตรการแทรกแซงของภาครัฐ เช่น ถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงผิดปกติมาก รัฐบาลก็ควรเปิด &#8220;หีบสงคราม&#8221; (war chest) ที่เต็มไปด้วยโภคภัณฑ์หลัก นำมาแทรกแซงตลาดเพื่อเพิ่มขีดความเสี่ยงของนักเก็งกำไรจนล่าถอย ประเด็นที่สำคัญคือ เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้อยู่ที่การลดระดับผลตอบแทนจากการเก็งกำไร นักเก็งกำไรจะได้ไม่อยากเข้ามา &#8220;เล่น&#8221; ในตลาดนี้มากเท่ากับเมื่อก่อน ซึ่งก็จะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาในตลาดสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจจริงดีขึ้น บริษัทจริงและประชาชนจริงหายใจคล่องกว่าเดิม และสร้างสำนึกให้กับนักการเงินอย่างน้อยก็บางส่วนว่า การเงินมีหน้าที่รับใช้เศรษฐกิจจริง ไม่ใช่กลับข้างกัน</p>
<p>ประเด็นสำคัญที่รายงานอังค์ถัดชี้ให้เห็นคือ วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ตลาดการเงินทำงานอย่างเสรีนั้นไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเราจะต้องมาทบทวนและปรับเปลี่ยนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและตลาดเสียใหม่ ด้วยเหตุนี้มาตรการต่าง ๆ ที่กลุ่ม G-20 ประกาศจนถึงปัจจุบันยังไม่เพียงพอ และการปฏิรูประบบการกำกับดูแลภาคการเงินจะต้องทำอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาดระดับประเทศและระบบการเงินระหว่างประเทศ</p>
<p>ว่ากันตามจริง การเก็งกำไรนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหากมองในแง่หลักการ เพราะมันเป็นโอกาสให้คนธรรมดาเพิ่มรายได้และขยายฐานเงินออม และนักเก็งกำไรหลายคนก็เก็งกำไรอย่างสุจริตและมีเหตุมีผล คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของสิ่งที่เข้าไปลงทุนประกอบกับจังหวะที่น่าลงทุน</p>
<p>แต่ในยุคที่การเก็งกำไรด้วยเงินของคนอื่นนั้นมีสัดส่วนถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก และสิ่งที่เก็งกำไรกันนั้นหลายส่วนเป็นโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในโลก อาทิ อาหารและน้ำมัน ข้อเสนอของอังค์ถัดที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นเรื่องน่าคิดที่ไม่ควรถูกมองข้าม และคงจะจุดประกายวิวาทะเรื่องการยกเครื่องระบบการเงินไปอีกนาน</p>
<p>บทเรียนบทหนึ่งจากอรรถาธิบายของอังค์ถัดเรื่อง &#8220;เศรษฐกิจกาสิโน&#8221; คือ หลายเรื่องที่เราคิดว่า &#8220;ดี&#8221; นั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดีอย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขีดจำกัด แถมเมื่อพอกพูนสะสมถึงจุดหนึ่งแล้วอาจก่อผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่าผลดีก็เป็นได้</p>
<p>เหนือสิ่งอื่นใด รายงานของอังค์ถัดตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของตลาดการเงินนั้นไม่อาจเกิดขึ้นเองได้โดยอัตโนมัติ หากปราศจากกฎกติกาที่ชัดเจน เหมาะสม เป็นธรรม และสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เล่นในทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/management2008.wordpress.com/527/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/management2008.wordpress.com/527/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/management2008.wordpress.com/527/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/management2008.wordpress.com/527/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/management2008.wordpress.com/527/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/management2008.wordpress.com/527/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/management2008.wordpress.com/527/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/management2008.wordpress.com/527/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/management2008.wordpress.com/527/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/management2008.wordpress.com/527/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=management2008.wordpress.com&blog=1769186&post=527&subd=management2008&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://management2008.wordpress.com/2009/11/03/%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/7e5e9ddea5c9e816856da9be0793c8e9?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">management2008</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>