ทีดีอาร์ไอ แนะรัฐบาลทบทวนระบบภาษี เพิ่มความชอบธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของคนทุกกลุ่ม เหตุโครงสร้างภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่เป็นธรรม เผยกลุ่มคนรวย-บริษัทขนาดใหญ่ ได้ประโยชน์ปีละกว่า 1.3 แสนล้านบาท “นิพนธ์” ระบุรัฐแบกขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของงบแทรกแซงสินค้าเกษตร ชี้มีเอกชนแค่ 2-4 รายได้ประโยชน์

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนองานวิจัยหัวข้อมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : การวิเคราะห์ภาระภาษีและการขยายฐานภาษี ในงานสัมมนาประจำปีทีดีอาร์ไอ เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.) กล่าวถึง ภาพรวมของระบบภาษี ว่า ปัจจุบันสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังต่ำหรือคิดเป็น 16-18% เท่านั้น โดยเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ มีการพึ่งพิงภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง แต่สัดส่วนภาษีทางตรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาษีนิติบุคคลสูงกว่าภาษีทางตรง โดยมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 2 เท่าตัวในภาวะปกติ และภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความผันผวนเช่นเดียวกันกับภาษีนิติบุคคล

“เราพบว่าโครงสร้างภาษีของไทยมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง โดยภาษีนิติบุคคล และมูลค่าเพิ่ม มีผันผวนสูง ซึ่งทั้ง 2 ภาษีนี้ มีผลต่อรายได้รัฐบาล ที่จะช่วยด้านสังคมและดูแลคนยากจน ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อเกิดความผันผวน ในส่วนนี้ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย”

สาเหตุที่ฐานรายได้ต่ำ คือ สัดส่วนแรงงานนอกระบบสูง ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร การกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำสูง ทำให้มีผู้มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ภาษีจำนวนมาก ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงก็มีช่องทางลดหย่อน หรือมีการโยกย้ายฐานเงินได้ให้ไปสู่ฐานที่เสียภาษีต่ำ และมีการยกเว้นภาคเศรษฐกิจหรือให้ส่วนลดสูง จึงควรมีการศึกษาการกระจายภาษีตามกลุ่มประชากร และภาคเศรษฐกิจ ว่า มีความเหมาะสมเพียงใด และควรปรับเปลี่ยนฐานภาษีให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคอย่างไร

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้เสนองานวิจัยเดียวกันจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีนิติบุคคล ซึ่งเป็นภาษีทางตรงนั้นผลศึกษาพบว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวนผู้เข้าระบบภาษีมีน้อย และผู้ที่อยู่ในฐานภาษีสามารถหักลดหย่อนได้มากถึง 20% ของรายได้ ท้ายสุดอัตราภาษีแท้จริงจะต่ำเพียง 5% ของรายได้ โดยมีจำนวนผู้เสียภาษีไม่ถึงครึ่งของผู้มีงานทำ และผู้ที่ขอลดหย่อนภาษีส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้สูง

“ผู้มีรายได้ทุกคนควรอยู่ในระบบภาษี แม้ค่าลดหย่อนบางประเภทจะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่มีภาระ อาทิเช่น มีลูก เป็นที่สิ่งสมควร แต่ค่าลดหย่อนประเภทที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน การออม อาจทำให้รัฐสูญเสียและเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลผู้มีรายได้สูงมากเกินไป ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ผลศึกษาพบว่าสัดส่วนภาษีต่อรายได้อยู่ระดับต่ำเช่นกัน โดยบริษัทขนาดเล็กชำระภาษีมากกว่าบริษัทใหญ่

แต่บริษัทรายใหญ่กลับได้รับลดหย่อนภาษีมากกว่าบริษัทเล็ก ทำให้บริษัทเล็กต้องจ่ายภาษีมากกว่าบริษัทใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อีกด้วย ทำให้มีรายได้มาก แต่ชำระภาษีน้อย ดังนั้น จึงควรปรับปรุงมาตรการภาษีให้เท่าเทียมกัน”

แนะรื้อสิทธิประโยชน์บีโอไอ

นายชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้เสนองานวิจัย ทีดีอาร์ไอ ผู้เสนองานวิจัยเกี่ยวกับภาษีทางอ้อมและการกระจายภาระภาษี กล่าวว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากร มีผลต่อภาษีทางอ้อมถึง 95-96% โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเก็บจากฐานการบริโภคและการบริการ ทำให้สินค้าทุกชนิดเข้าข่ายการเสียภาษี แต่รัฐมีข้อยกเว้นถึง 28 หัวข้อสินค้าใหญ่ อาทิเช่น อาหาร พืชผลเกษตร

“สินค้าบางรายที่ได้รับยกเว้นจะเอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีจากบีโอไอด้วย ทำให้แต่ละปีมีการขอคืนภาษีสูงถึง 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งอาจทำให้เกิดการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ส่งผลให้รัฐสูญรายได้ หรือคืนภาษีไปทั้งๆ ที่ไม่มีการส่งออก ขณะที่ภาษีศุลกากรนั้น ภาษีนำเข้าเก็บได้ต่ำลง เพราะการปฏิรูปโครงสร้างภาษี และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ผู้นำเข้าหลายกลุ่มได้รับประโยชน์ทางภาษีหลายด้าน”

สำหรับหัวข้อ “มาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม : ใครได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายของรัฐในโครงการที่สำคัญ” นั้น ผู้เสนองานวิจัย โดยนายวิโรจน์ ณ ระนอง สรุปการกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลและการศึกษา

พบว่าด้านสาธารณสุขนั้น มีแนวโน้มที่กลุ่มผู้มีฐานะดีได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มคนมีรายได้น้อย ส่วนด้านการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ โดยกลุ่มผู้มีฐานะดีทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์กว่า 10% ของงบประมาณรวม ขณะที่กลุ่มคนระดับล่างได้รับประโยชน์น้อยกว่า 10%

“นิพนธ์”ชี้ศก.ไทยฟื้นตัวช้ากว่าศก.โลก

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งอาจจะนานกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาในประเทศ อาทิเช่น ปัญหาการเมือง ปัญหาพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคงไม่ใช่ตัววี แต่เป็นเหมือนลูกปิงปองที่เด้งขึ้นเด้งลงมากกว่า

ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงช่วงที่ผ่านมา น่าจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพราะความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจยังสูงมาก รวมทั้งนโยบายรัฐเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลกำไรส่วนเกินในรูปแบบต่างๆ การผูกขาดและแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐ ปัญหาความขัดแย้งการเมืองจึงมีโอกาสเรื้อรังต่อไป

“การปฏิรูปการเมืองที่เน้นเปลี่ยนแปลงกฎกติกา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองต่างๆ ได้ ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข” นายนิพนธ์กล่าว

ระบุรัฐขาดทุนโครงการจำนำอ่วม

นายนิพนธ์ ยังกล่าวว่า นโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรได้ข้อสรุป ว่า ไม่ได้ช่วยเกษตรกรแท้จริง เพราะผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายเป็นนักธุรกิจ 2-3 รายเท่านั้น และยังเกิดพฤติกรรมคอร์รัปชันมากในแวดวงการเมือง โดยอ้างการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้ จากการศึกษาพืช 3 ชนิดได้แก่ ข้าว มัน ลำไย ปี 2547-2548 ใช้งบปีละ 6.65 หมื่นล้านบาท ยางพาราปีละ 7.4 พันล้านบาท ช่วงปี 2540-2545 พบว่าขาดทุนปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 47% ของต้นทุนแทรกแซง เพราะรัฐซื้อแพง แต่ขายถูก

ขณะเดียวกัน ยังพบว่านโยบายแทรกแซงตลาดเกษตร ยังก่อให้เกิดความสูญเปล่าของสังคม เพราะการใช้เงินภาษีแทรกแซงทำให้เกษตรกรดีขึ้น แต่ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้น ทำให้เกิดความสูญเปล่าใน 5 สินค้าเกษตร ถึง 2.9 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินปีละ 3.6 หมื่นล้านบาท พบว่าเกษตรกรได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าพ่อค้า

“จากการศึกษาพบว่าผลตอบแทนส่วนเกินกระจุกตัวในมือผู้ส่งออก 2-4 รายแรก และผู้ประกอบการใหญ่ไม่กี่ราย นอกจากนั้น ยังขบวนการแทรกแซงสินค้าเกษตรจะมีการวิ่งเต้นมีปัญหาทุจริต ใช้อำนาจการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดการสูญเสีย ดังนั้น ภาครัฐควรเลิกแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร ปล่อยให้เอกชนค้าขาย แต่กำกับเอกชนไม่ให้เอาเปรียบเกษตรกร แต่คงไว้สำหรับนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน”

ประกันรายได้ เดินมาถูกทาง

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการประกันรายได้ เน้นถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่มีจุดอ่อน 4 ประการ คือ 1. เกษตรกรจำนวนมากไม่เข้าใจ เพราะประชาสัมพันธ์อ่อน 2. เริ่มต้นล่าช้า เพราะมีกลุ่มผลประโยชน์เตะถ่วงและคัดค้าน 3.พื้นที่จดทะเบียนอาจสูงเกินจริง เพราะแยกจดทะเบียนพืช 3 ชนิดและไม่มีเวลาในการตรวจสอบ และ 4. ปริมาณการประกันต่อครอบครัว และราคาประกันสูงเกินไป อาจจะทำให้รัฐต้องใช้งบหลายหมื่นล้านบาท

“ควรปรับลดปริมาณประกันราคาสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวเปลือกเหลือ 10 ตันต่อครอบครัว การให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ การลงทุนระบบถ่ายภาพผ่านดาวเทียม เพื่อตรวจสอบพื้นที่ในการประกันราคา และไม่ควรใช้เงินกู้ในโครงการต่างๆ ควรจัดสรรจากงบประมาณ”

“เดือนเด่น”แนะแก้ พ.ร.บ.แข่งขันการค้า

นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การผูกขาดในระบบเศรษฐกิจไทยยังเป็นปัญหา สำหรับผลตอบแทนส่วนเกินในเศรษฐกิจ เนื่องจากการผูกขาดการกระจุกตัวของรายได้ในภาคธุรกิจ โดยที่ผ่านมา มีการร้องเรียนด้านต่างๆ ให้หน่วยงานภาครัฐแก้ไข แต่ไม่มีผลปรากฏชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐได้แก้ไขตามที่มีข้อร้องเรียนจากประชาชน โดยเฉพาะปัญหาการแข่งขันของ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก

อาทิเช่น ปูนซีเมนต์ จักรยานยนต์ เบียร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ การค้าปลีก เคเบิลทีวี ดังนั้น จึงควรแก้ไข พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า 2542 เนื่องจากโครงสร้างกรรมการถูกการเมืองครอบงำจนไม่สามารถทำอะไรได้ มีการประชุมเพียง 1-2 ครั้งต่อปีเท่านั้น และหน่วยงานภาครัฐมักจะใช้อำนาจ หรือให้ข้อมูลกับภาคเอกชน เพื่อสมประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวเล็กๆ ที่อาจเป็นไม่มีใครใส่ใจ แต่อาจเป็นจุดตายของ ทักษิณ ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ในศาลฎีกาฯ นั่นคือ คำให้การของ ก.ล.ต. ที่ยืนยันว่า ทักษิณ ใช้ นอมินี ในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ประชาชาติออนไลน์ เปิดบทวิเคราะห์ ล่าสุด “ประสงค์ วิสุทธิ์” ในประเด็นร้อน กองทุนลับ “ซิเนตรา ทรัสต์”ที่จะเป็นเชือกมัดคอทักษิณ

…คาดกันว่าในช่วงต้นปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์กว่า 76,621 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวหาว่า พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

 

คดีนี้มีความสำคัญมากจนมองกันว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้วิธีการสารพัดรูปแบบเพื่อโค่นล้มผู้กุมอำนาจรัฐไทย อันประกอบด้วย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้นำกองทัพตุลาการระดับสูงบางกลุ่ม และกลุ่มอำมาตย์

ในช่วงนี้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาฯกำหนดประเด็นการพิจารณาที่สำคัญไว้ 2 ประเด็นใหญ่ คือ

หนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ในการคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผ่านบริษัทที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ เช่น บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ บริษัท วินมาร์ค จำกัด และการถือหุ้นผ่านบุตรและพี่น้อง หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอด ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

สอง พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ในธุรกิจสัมปทานของบริษัทชินคอร์ป 5 เรื่อง เช่น 1.การแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพามิต 2.การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ให้กับ เอไอเอส 3.อนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อซื้อสินค้าของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ 4. ลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส และ 5 โครงการดาวเทียมไอพีสตาร์

การเอื้อประโยชน์ ทั้ง 5 มาตรการ เป็นผลให้บริษัทได้ประโยชน์ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้น

ดังนั้นเมื่อมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งของสิงคโปร์ เงินที่ได้มาทั้งหมดจึงถือว่าได้มาโดยมิชอบจากการใช้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามก่อนที่จะพิจารณาประเด็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปหรือไม่ก่อน

ถ้าศาลฎีกาฯชี้ขาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณมิได้ใช้ “นอมินี” ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นการใช้อำนาจในการเอื้อประโยชน์อีก

เพราะเท่ากับว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติเหล่านั้น ไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ศาลไม่มีอำนาจยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน จากการติดตามคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์นั้น มีประเด็นหลักฐานบ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปมาตลอด อาทิ

หนึ่ง การโอนหุ้นชินคอร์ป หุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ์ธนาคารทหารไทยให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เมื่อ 31 สิงหาคม และ 1 กันยายน 2543 ปรากฏว่าในการโอนหุ้นดังกล่าว ไม่มีการจ่ายเงินกันจริง แต่บุคคลทั้งสามได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในราคาพาร์ 10 บาท

หลักฐานที่สำคัญอันหนึ่งคือ กรณีนายพานทองแท้ทำตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายให้คุณหญิงพจมาน 5,056,348,840 บาท ในจำนวนนี้ อ้างว่าเป็นหนี้ค่าหุ้นและใบสำคัญแสดงสิทธิ์ธนาคารทหารไทย 4,500 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า หนี้ 4,500 ล้านบาทนั้น เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทยเพียง 150 ล้านหุ้น มูลค่า 1,500 ล้านบาท

ขณะที่ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ 300 ล้าน คุณหญิงพจมานได้มา “ฟรี” จากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย ราคาจึงเท่ากับหน่วยละ 0 บาท แต่ด้วยความรีบร้อนเลยทำเป็นขายให้นายพานทองแท้ในราคาหน่วยละ 10 บาท มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท (ช่วงนั้นกำลังถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น)

หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่านายพานทองแท้ไม่ได้ซื้อหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานจริง เป็นเพียงนิติกรรมอำพราง ?

สอง กรณีการจัดตั้งกองทุนลับ “ซิเนตรา ทรัสต์” ซึ่งมีหลักฐานชี้ชัดว่าถือหุ้นบริษัท บลูไดมอนด์ จำกัด และบริษัท บลูไดมอนด์ถือหุ้นอยู่ในบริษัทวินมาร์ค บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น 100%

นอกจากนั้นจากเอกสารในการจัดตั้ง “ซิเนตรา ทรัสต์” ระบุชัดว่า ผู้รับประโยชน์จากทรัสต์ดังกล่าวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ คุณหญิงพจมานและลูก ๆ

สิ่งนี้ปรากฎจาก คำให้การของ ” วรัชญา ศรีมาจันทร์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ต่อศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 และสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

สำหรับบริษัท วินมาร์คนั้น พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสท รวม 6 บริษัท มูลคา 1,500 ล้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 และ พ.ต.ท.ทักษิณก็ปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ใช่บริษัทของตนเอง แต่เงินจำนวนหนึ่งคือ 300 ล้านบาท (จาก 1,500 ล้านบาท) มาจากบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงในสิงคโปร์ บริษัทวินมาร์คยังเป็นผู้จัดตั้งกองทุนในมาเลเซีย 3 กองทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นประมาณ 20% ในบริษัทเอสซี แอสเสทฯ

ขณะเดียวกันยังพบว่า บริษัทวินมาร์คถือหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 2544 อยู่ 54 ล้านหุ้น โดยมีการว่าจ้างให้ธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์เป็นผู้บริหารและผู้รับประโยชน์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน

ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นเจ้าของทั้งบริษัทวินมาร์คและแอมเพิลริชฯซึ่งเป็น “นอมินี” ในการถือหุ้นชินคอร์ปให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

จากหลักฐานเล็ก ๆ ส่วนนี้ อาจเป็นจุดตายของ พ.ต.ท.ทักษิณในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท!!!

ไอทีทะลุโลก

siripong@kidtalentz.com

การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ โดย กองบังคับการการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตอนนี้เริ่มระลอกใหม่กันอีกแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้ด้วยการเข้าตรวจจับทุกวันในบัญชีการสืบค้นเท่าที่มีในมือของ ปอศ.กว่า 1,000 บริษัท

โดนกันไปถ้วนหน้าทั้งบริษัทใหญ่ บริษัทเล็ก แม้กระทั่งโรงเรียนในบางจังหวัดก็ได้ข่าวว่าโดนเข้าไปตรวจค้นเหมือนกัน

ความเสียหายหากโดนจับกุมแล้วนับว่าไม่คุ้มค่าเท่าไรนักกับกิจการหลายแห่ง เนื่องจากไม่เคยบวกค่าซอฟต์แวร์เอาไว้เป็นต้นทุนจริง ๆ

หากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะพบว่า แถลงเตือนเรื่องการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นมีออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งระลอกล่าสุดก็มีการเตือนกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ในที่สุดแล้วก็คงหาทางทำให้มันถูกต้องกันจนได้ แต่ธุรกิจขนาดย่อม หรือกิจการเล็ก ๆ นั้น บางกิจการก็สู้กับค่าลิขสิทธิ์ไม่ไหว

ส่วนหนึ่งของทางออกก็คือ ต้องพยายามหาซอฟต์แวร์ทดแทนโดยหาพวก โอเพ่นซอร์ซ ซอฟต์แวร์มาช่วยโดยการใช้แบบผสมผสาน เช่น อาจจะยังคงใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ไว้บาง ส่วนหรือทั้งหมด แล้วใช้แอปพลิเคชั่นที่เป็นโอเพ่นซอร์ซมาทดแทน การวิเคราะห์ลักษณะงาน จำแนกเป็น กลุ่มการใช้งานออกมาได้ จะทำให้การปรับตัวไปใช้โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ง่ายขึ้นมาก จะเห็นว่าลักษณะงานหลายอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เลยแม้แต่น้อย รวมทั้งตัวระบบปฏิบัติการที่สามารถไปใช้ ลีนุกซ์อย่างอูบุนตูได้โดยง่าย

บางส่วนที่จำเป็นหาซอฟต์แวร์ทดแทนไม่ได้จริง ๆ ก็คงไว้ การจำแนกลักษณะงานออกมาอย่างนี้ อย่างน้อยก็จะทำให้ประหยัดค่าลิขสิทธิ์ลงไปได้ค่อนข้างมาก ดีกว่าที่จะเสี่ยงกับการใช้ซอฟต์แวร์แบบละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเสียเงินค่าซอฟต์แวร์ไปในส่วนที่ปราศจากความจำเป็นทั้งที่สามารถเลี่ยงไปใช้โอเพ่นซอร์ซแทนได้ หรือในหลายกรณีเมื่อวิเคราะห์ลักษณะงานออกมาจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เลยก็มีอยู่เช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงความเคยชินของผู้ใช้งานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ความจริงแล้วโอเพ่นซอร์ซซอฟต์แวร์นั้นไม่เพียงแต่สามารถทดแทนงานพื้น ๆ ได้เท่านั้น ลองดูจากภาพประกอบคอลัมน์เป็นตัวอย่าง เป็นภาพแบบเวกเตอร์กราฟิกที่ทำขึ้นโดยโปรแกรม inkscape ซึ่งเป็น โปรแกรมโอเพ่นซอร์ซที่สามารถดาวน์โหลด มาใช้ได้อย่างเสรี

การพุ่งทะยานของราคาทองอย่างรวดเร็วหลังจากธนาคารกลางอินเดียออกมาเปิดเผยว่า ได้ทำข้อตกลงซื้อทองประมาณครึ่งหนึ่ง จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 200 ตัน นำมาซึ่งมุมมองบวกและลบต่อทิศทางในอนาคตของโลหะล้ำค่า โดยเฉพาะวิวาทะแห่งปี ระหว่าง “นูเรียล รูบินี” นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของฉายา “ดร.ดูม” และ “จิม โรเจอร์” นักลงทุนระดับตำนานคนหนึ่งของสหรัฐ

จิม โรเจอร์ ทำนายว่า ราคาทองจะวิ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ขณะที่ศาสตราจารย์รูบินีแห่งวิทยาลัยธุรกิจ สเติร์น มหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์ก วิจารณ์มุมมองของโรเจอร์ ที่เชื่อว่าราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์นั้น เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจุบันไม่มีเงินเฟ้อหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เข้าใกล้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จนเป็นปัจจัยผลักดันราคาทองให้สูงได้ขนาดนั้น พร้อมกับเตือนให้ระวังฟองสบู่สินทรัพย์ ซึ่งก็รวมถึงฟองสบู่ตลาดทองคำด้วย

ความเห็นของรูบินีเรียกเสียงวิจารณ์จากโรเจอร์อีกครั้งว่า นักเศรษฐศาสตร์รายนี้ไม่ได้ทำการบ้านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่า มุมมองของ ดร.ดูมที่เกี่ยวกับภัยคุกคามจากฟองสบู่ทองคำและ หุ้นในตลาดเกิดใหม่เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะปัจจุบันมีสินค้า คอมโมดิตีส์อีกหลายตัวยังต่ำกว่าระดับสูงสุด และตลาดหุ้นก็ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงจะตกต่ำด้วย มุมมองต่างระหว่างโรเจอร์และรูบินี จุดประกายวิพากษ์วิจารณ์ต่อเป็นทอด ๆ ถึงความเป็นไปได้ในการเกิดฟองสบู่ทองคำและสินทรัพย์อื่น ๆ

ปัจจุบันราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ในตลาดโคเม็กซ์ ของนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 พ.ย.) ที่ 1,117 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยที่ราคาตามธุรกรรมฟิวเจอร์ ส่งมอบปี 2553 ขยับขึ้นไปถึง 1,120 ดอลลาร์ ก่อนจะถูกแรงทำกำไรระยะสั้น ปรับราคาลงมาที่ระดับ 1,106.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เมื่อวันพฤหัสบดี (12 พ.ย.)

เส้นทางการพุ่งทะยานผ่านระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากราคาทองคำทรงตัวที่ระดับ 999 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อ 1 ตุลาคม ราคาก็ขยับขึ้นมาทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ เมื่อ 13 ตุลาคม ที่ 1,064 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากนั้นก็ซึมกลับไปซื้อขายอยู่ที่ระดับ 1,055-1,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อยู่ระยะหนึ่ง

แนวโน้มระยะสั้นพุ่งต่อ หรือดิ่งลง

ราคาทองทำสถิติสูงสุดที่ 1,093.97 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะมีแรงเหวี่ยงขึ้นต่อเนื่อง ทะลุแนวต้าน 1,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นมาสำเร็จ และทำสถิติปิดบวกต่อเนื่องจนราคาไปได้ไกลถึง 1,122 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราคาระหว่างวัน) ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น ปรับมาอยู่ที่ 1,106 ดอลลาร์

เฉพาะเดือนพฤศจิกายนเดือนเดียวนับถึงปัจจุบัน ราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้ว 7% และหากนับจากต้นปี ราคาทองพุ่งขึ้น 26% เทียบกับปี 2551 ตลอดทั้งปี ราคาทองขยับขึ้นเพียง 5.5% เท่านั้น

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังไป 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นราคาทอง อยู่ที่ระดับมากกว่า 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไม่มากนัก แต่ขณะนี้ นักวิเคราะห์บางรายมองแนวโน้มทองคำในระยะสั้นจะขยับขึ้นเพื่อทดสอบระดับจิตวิทยา ที่ 1,150-1,200 ดอลลาร์ และหากผ่านด่านทดสอบนี้ไปได้ ราคาจะวิ่งไปที่ระดับ 1,250 ดอลลาร์ และระดับ 1,300 ดอลลาร์ เป็นด่านต่อ ๆ ไป ภายใน 3 เดือนข้างหน้า

บทวิเคราะห์ของเครดิต สวิส ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคาร (10 พ.ย.) คาดการณ์ว่า แนวโน้มราคาทองคำจะปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งไปจนถึงสิ้นปี 2552 จากปัจจัยสนับสนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ความต้องการลงทุนในโลหะมีค่าชนิดนี้ อัตรา ดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดต่ำอย่างต่อเนื่อง จนถึงภาพรวมทางเทคนิคในเชิงบวกของตลาดทอง

โดยราคาทองจะซื้อขายที่ระดับ 950-1,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสิ้นปีนี้ และปรับราคาลงมาอยู่ระหว่าง 900-1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงสิ้นไตรมาสแรกของปี 2553

โทเบียส เมแรธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าคอมโมดิตี้ของเครดิต สวิส อธิบายถึงเหตุผลที่เครดิต สวิส มองแนวโน้มทองคำจะอ่อนลงในไตรมาสแรกของปี 2553 ว่า เป็นเพราะมีความเสี่ยง ที่จะเกิดสถานการณ์พลิกผัน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ดอลลาร์ของสหรัฐจะกลับมาแข็งค่าขึ้นในบางช่วงเวลาของต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาทอง ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ตลาดได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นขึ้นจากระดับใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก ในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี 2553

ทั้งนี้ เครดิต สวิส ประเมินว่า ในปีนี้ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็น มาตรวัดค่าเงินสหรัฐ เทียบกับเงินประเทศคู่ค้า 6 สกุลสำคัญ ปรับลงไปแล้ว 6.7%

ฟองสบู่ทองคำ ?

แม้ทองคำจะปรับราคาขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะในปี 2552 อย่างไรก็ตามมุมมองต่อความเป็นไปได้ของการเกิดฟองสบู่ทองคำ ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะมีมุมมองทั้งบวก และลบเกิดขึ้นในตลาด และในแวดวงผู้เชี่ยวชาญ

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ราคาปรับขึ้นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา คือ การอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้เงินสหรัฐจะแข็งค่ากลับขึ้นมาได้บ้างในบางเวลา แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็จะเป็นไปแบบช่วงสั้น ๆ ดังความเห็นของ ฮิเดโตชิ ยานากิฮารา นักยุทธศาสตร์การลงทุนในตลาดอัตรา แลกเปลี่ยน ของมิสุโฮะ คอร์ปอเรต แบงก์ ในนิวยอร์ก ที่ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคในสหรัฐยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าต่อ อีกทั้งตราบใดที่เงินยูโรของสหภาพยุโรปไม่อ่อนค่าลงไปต่ำกว่า 1.4810 ดอลลาร์ต่อยูโร ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันที่ยูโรจะแข็งค่าขึ้นได้อีก

ด้วยเหตุนี้ ราคาทองจึงมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นได้อีก ตราบใดที่ดอลลาร์ยังคงอยู่ในเทรนด์อ่อนค่า

อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่ราคาทองจะปรับราคาลงอย่างฉับพลัน ดังคำเตือนของศาสตราจารย์รูบินี โดยประการแรก นักวิเคราะห์บางกลุ่มพบสัญญาณการเพิ่มจำนวนของออปชั่นที่ให้สิทธิในการขาย หรือ call option เพื่อทำกำไรระยะสั้นจากราคาทองที่ทะยานขึ้นไปอย่างมากในเดือนพฤศจิกายน

ปัจจัยประการที่สอง มาจากข้อสังเกตที่ว่าการพุ่งทะยานของราคาทองคำในระยะหลัง ๆ มาจากการเข้ามามีบทบาทของ นักลงทุนระยะสั้น และนักเก็งกำไร ไม่ใช่มาจากความต้องการที่จะถือครองทองคำจริง ๆ

ข้อมูลจากสภาทองคำโลกระบุว่า การลงทุนในตลาดทองคำได้พุ่งขึ้นถึง 51% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องประดับที่ทำจากทองคำ อาทิ สร้อยคอ หรือแหวน ลดลง 20%

ประการที่สาม ปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนในตลาดทองคำยังมาจากการอยู่ในยุคของ “เงินถูก” อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการเพิ่มสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาวของธนาคารกลางต่าง ๆ ด้วย

ตลอดจนกระแสการทำ dollar carry trade ซึ่งหมายถึงการที่เทรดเดอร์ หรือนักลงทุนไป กู้ยืมเงินที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ในที่นี้คือดอลลาร์สหรัฐ) มาลงทุนในสินทรัพย์

ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือในอีกสกุลเงินหนึ่งที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดฟองสบู่ของทองคำ

แต่ถึงกระนั้น ฟิทช์ เรตติ้ง กลับเตือนว่า ความกังวลในเรื่องฟองสบู่สินทรัพย์อาจเป็นมุมมองที่ด่วนสรุปเกินไป เพราะ สถานการณ์ในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ กำลังดำเนินนโยบาย เพื่อปรับให้ราคาสินทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ที่มา: มติชนออนไลน์

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างเหตุผลที่ตอบรับเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า เป็นการช่วยเหลือประเทศไทยอีกทางหนึ่ง เพราะเมื่อชาวกัมพูชาร่ำรวยขึ้นจะซื้อสินค้าไทยมากขึ้น วิน-วินทั้งไทยและกัมพูชา

แต่ด้วยวิธีคิดแบบ “นักธุรกิจ” ที่มักมองประเทศ “เพื่อนบ้าน” เป็น “คู่ค้า” รวมถึงความเคลื่อนไหวของบริษัทของตระกูลชินวัตร ตลอดช่วง 6 ปีที่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ หลายเหตุการณ์ทำให้เกิดคำถามว่า ที่ว่าวิน-วินนั้น ระหว่างประเทศไทยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ใคร “วิน” มากกว่ากัน…?

ตัวอย่างคลาสสิค คือ การที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยจำนวน 4,000 ล้านบาท ให้กับประเทศพม่า เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาการสื่อสารและโทรคมนาคม

แล้วต่อมา ทางการพม่าได้จ้างให้บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้พัฒนาโครงการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบบอร์ดแบนด์ ด้วยเงินมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธสน.อนุมัติเงินไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547

ที่น่าสนใจคือ บริษัทพม่าที่รับงานพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมของพม่า เป็นบริษัทของลูกชาย พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ นายกรัฐมนตรีพม่าขณะนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงนั้นจะมีเสียงครหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ภาษีประชาชนต่อทั้ง “ธุรกิจ” และ “การเมือง” เพื่อตัวเอง

ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของ พ.ต.ท.ทักษิณกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังลามไปถึงประเทศลาว หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณลงนามในปฏิญญาพุกาม (Bagan Declaration) กับผู้นำกัมพูชา ลาว และพม่า ที่มีสาระสำคัญคือ ให้ความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน การคมนาคม ฯลฯ ในปี 2546

จากนั้นก็มีการเปิดซองประมูลโครงการก่อสร้างถนนสายเชียงราย-คุนหมิง วงเงิน 1,358 ล้านบาท โดยทางการไทยเป็นผู้ให้เกินกู้ ซึ่งแทนที่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ใช่บริษัทที่ให้ราคาต่ำสุด แต่สาเหตุได้งานเพราะมีข่าวว่ามีนักการเมืองคนหนึ่งไปล็อบบี้ให้

กับประเทศสิงคโปร์ นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณจะยกย่องสิงคโปร์เป็น “โมเดล” ในการพัฒนาประเทศ มีการทำข้อตกลงความร่วมมือหลายด้าน

เชื่อว่าคงไม่มีใครลืม “ดีลประวัติศาสตร์” เมื่อบริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ขายหุ้นจำนวน 1,487.7 ล้านหุ้น (ร้อยละ 49.5 ของทุนจดทะเบียน) มูลค่า 73,269 ล้านบาท ให้กับกองทุนเทมาเส็ก ในวันที่ 23 มกราคม 2549

เป็นการขายหุ้นหลังจากการที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้บริษัทของคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทกิจการโทรคมนาคม จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49

จึงไม่น่าแปลกที่หลังถูกปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 พ.ต.ท.ทักษิณจะบินไปแวะจิบน้ำชาที่สิงคโปร์บ่อยครั้ง เพราะอย่าลืมว่า ผู้บริหารกองทุนเทมาเส็กขณะนั้นมีชื่อว่า “โฮ ชิง” ผู้มีศักดิ์เป็นภริยา ลี เชียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

ด้านกัมพูชาที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณกับสมเด็จฯฮุน เซน แนบแน่นกันสุดสุด นอกจากบริษัทในเครือชินคอร์ปได้ลงทุนธุรกิจด้านเคเบิลทีวี โทรศัพท์มือถือ และดาวเทียมในกัมพูชามาตั้งแต่ก่อนขึ้นเป็นรัฐบาล

สมัยพรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ “กัมพูชา” ยังได้รับการเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ

ทั้งผลักดันเอ็มโอยูแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ที่เป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาล ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเคยชะงักสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย แต่ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กลับสามารถจรดปากกาลงนามเอ็มโอยูฉบับสำเร็จ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2544

ออกมติ ครม.สนับสนุนการก่อสร้างถนนหมายเลข 48 เกาะกง-สแรอัมเบิลในกัมพูชา (มติ ครม. 8 มกราคม 2545) ไม่รวมถึงถนนหมายเลข 67 สะงำ-อัลลองเวง-เสียมราฐ (มติ ครม. 31 พฤษภาคม 2546) โดยให้ทั้งเงินและเครื่องมือในการก่อสร้าง

ไม่นับการให้เงินช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชาหลายครั้งหลายหน รวมแล้วหลายพันล้านบาท

6 ปีรัฐบาลไทยรักไทย และ 1 ปีรัฐบาลพลังประชาชน ที่มีการนำเงินภาษีประชาชนไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านมากมาย นอกจากทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีสายสัมพันธ์กับแกนนำรัฐบาลเพื่อนบ้านแล้ว

คำถามคือ “คนไทย” ได้ประโยชน์อะไรจาก “ดีล” เหล่านั้นบ้าง

คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ

โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org

องค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : อังค์ถัด) ได้ออกรายงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Report) ประจำปี 2009 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

วันนี้ผู้เขียนเก็บบางประเด็นที่กล่าวถึงรายงานฉบับนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะคิดว่าน่าสนใจและบ่งชี้ “หัวใจ” ของวิวาทะโลกเกี่ยวกับการยกเครื่องระบบการเงินได้เป็นอย่างดี

ในบางมุม รายงานฉบับนี้ไม่ต่างจากรายงานภาวะเศรษฐกิจขององค์กรโลกบาลอื่น ๆ เช่น เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ต่าง ๆ และบทประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้รายงานของอังค์ถัดน่าสนใจกว่ารายงานส่วนใหญ่ คือบทวิเคราะห์เจาะลึกจากสาเหตุของปัญหาที่ไปไกลกว่าการกล่าวโทษความหละหลวมของระบบกำกับดูแลภาครัฐ หรือความโลภของนักการเงิน

ข้อเสนอที่อังค์ถัดสรุปอย่างไม่อ้อมค้อมในรายงาน คือโลกจะต้อง “รื้อสร้าง” ระบบการเงินครั้งใหญ่ เพื่อให้การเงินรับใช้เศรษฐกิจจริง แทนที่จะรับใช้แต่ตัวเองจนเศรษฐกิจจริงเสียหายอย่างที่ผ่านมา และถ้าภาคเอกชนไม่ทำการรื้อสร้างดังกล่าวเอง ก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ และกำกับดูแลตลาดการเงินอย่างเข้มงวดกว่าที่แล้วมา

“ตัวการหลัก” ที่ก่อให้เกิดวิกฤตรอบล่าสุดในสายตาของอังค์ถัด คือพฤติกรรมเก็งกำไรและเสี่ยงเกินตัวมหาศาล – “เศรษฐกิจกาสิโน” ที่ถูกหนุนเสริมอย่างไร้ขอบเขตด้วยกระแสการผ่อนปรนกฎเกณฑ์กำกับดูแล ประกอบกับนวัตกรรมเครื่องมือทางการเงินที่สลับซับซ้อนเกินความเข้าใจของคนธรรมดา และแม้แต่ผู้บริหารสถาบันการเงินที่เป็น “ผู้มีอำนาจควบคุม” นักการเงินแต่ในทฤษฎี ในทางปฏิบัติกลับไม่เคยรู้เท่าทันลูกน้องของตัวเองว่ากำลังเอาเงินของบริษัทหรือลูกค้าไปเสี่ยงแค่ไหนอย่างไร

เศรษฐกิจกาสิโนที่ก่อความเสียหายในสายตาของอังค์ถัดไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดสินเชื่อซับไพรมกับตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่อเหล่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในตลาดอื่นอีกหลายตลาดที่คนนอกภาคการเงินไม่ค่อยรู้จัก โดยเฉพาะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเงินตราระหว่างประเทศ

รายงานอังค์ถัดชี้ว่า เศรษฐกิจกาสิโนในตลาดเหล่านี้ได้ล่มสลายลงแล้ว เหลือเพียงหนี้สินและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปริมาณมหาศาล เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดเหล่านี้ไม่ได้เก็งกำไรด้วยเงินของตัวเอง แต่ด้วยเงินที่กู้มาจากคนอื่น โดยเฉพาะที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ

ปัญหาคือการเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนไม่ต่างจากการพนันในกาสิโนปกติ คือต้องมีคนเสียและคนได้ ผลกำไรสุทธิเท่ากับศูนย์ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “zero-sum game” แต่นักเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนทุกคนหวังว่าจะได้กำไร การที่พวกเขาพนันกับ “ของจริง” ในเศรษฐกิจจริงอย่างเช่นที่อยู่อาศัยและโภคภัณฑ์ ไม่ใช่ชิปพลาสติกในกาสิโนนั้น มีส่วนสร้างความเชื่อว่ากาสิโนแห่งนี้จะส่งมอบผลกำไรได้ไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากที่พีระมิดแห่งการเก็งกำไรพังทลายลง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นเพียงมายาคติ หาใช่ความจริงไม่

อังค์ถัดระบุว่า การเก็งกำไรทั้งหลายนี้มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งระบบ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มูลค่าที่สร้างใน “เศรษฐกิจจริง” ที่ผลิตสินค้าและบริการนั้นมีเพียงร้อยละ 11 หรือน้อยกว่าที่มูลค่ากิจกรรมเก็งกำไรเกือบ 9 เท่า ภาวะดังกล่าวส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจจริงสองทางด้วยกัน คือ 1.บิดเบือนแรงจูงใจของนักลงทุน ให้อยากเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนมากกว่าที่จะลงทุนในเศรษฐกิจจริง ซึ่งเป็น “ของแท้” ที่ยั่งยืนกว่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า และ 2.ทำให้ราคาในเศรษฐกิจจริงที่นักลงทุนนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโน โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่สำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างน้ำมันและธัญพืช มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงมาก เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตและทำให้ผู้มีรายได้น้อย อาทิ เกษตรกรรายย่อย ต้องเดือดร้อนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนชอบเก็งกำไร

ด้วยเหตุนี้ อังค์ถัดจึงแนะนำว่า ประเทศกำลังพัฒนาผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเรียกร้องระบบการเงินใหม่ที่สามารถยับยั้งภาวะฟองสบู่กำไรที่เกิดจากการเก็งกำไรเกินควร เพราะภาวะดังกล่าวไม่ใช่ผลลัพธ์ของกลไกตลาดดังที่ควรจะเป็น (คือเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อที่ซื้อไปบริโภคจริง ๆ ไม่ใช่เก็งกำไรเฉย ๆ) และก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สังคมพึงประสงค์ด้วย ตลาดที่ส่งผลลัพธ์สุดกู่ไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ควรดำรงอยู่ และฝ่ายเดียวที่จะมีอำนาจจัดการได้คือรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะตลาดเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้วในยุคโลกาภิวัตน์

อังค์ถัดเสนอว่า การกำกับดูแลตลาดโภคภัณฑ์นั้นมีสองรูปแบบหลักด้วยกัน คือ 1.ลดระดับการมีส่วนร่วมของภาคการเงิน เช่น ด้วยการเพิ่มอัตราส่วนทุนที่ต้องกันสำรอง และ 2.เพิ่มมาตรการแทรกแซงของภาครัฐ เช่น ถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงผิดปกติมาก รัฐบาลก็ควรเปิด “หีบสงคราม” (war chest) ที่เต็มไปด้วยโภคภัณฑ์หลัก นำมาแทรกแซงตลาดเพื่อเพิ่มขีดความเสี่ยงของนักเก็งกำไรจนล่าถอย ประเด็นที่สำคัญคือ เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้อยู่ที่การลดระดับผลตอบแทนจากการเก็งกำไร นักเก็งกำไรจะได้ไม่อยากเข้ามา “เล่น” ในตลาดนี้มากเท่ากับเมื่อก่อน ซึ่งก็จะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาในตลาดสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจจริงดีขึ้น บริษัทจริงและประชาชนจริงหายใจคล่องกว่าเดิม และสร้างสำนึกให้กับนักการเงินอย่างน้อยก็บางส่วนว่า การเงินมีหน้าที่รับใช้เศรษฐกิจจริง ไม่ใช่กลับข้างกัน

ประเด็นสำคัญที่รายงานอังค์ถัดชี้ให้เห็นคือ วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ตลาดการเงินทำงานอย่างเสรีนั้นไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเราจะต้องมาทบทวนและปรับเปลี่ยนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและตลาดเสียใหม่ ด้วยเหตุนี้มาตรการต่าง ๆ ที่กลุ่ม G-20 ประกาศจนถึงปัจจุบันยังไม่เพียงพอ และการปฏิรูประบบการกำกับดูแลภาคการเงินจะต้องทำอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาดระดับประเทศและระบบการเงินระหว่างประเทศ

ว่ากันตามจริง การเก็งกำไรนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหากมองในแง่หลักการ เพราะมันเป็นโอกาสให้คนธรรมดาเพิ่มรายได้และขยายฐานเงินออม และนักเก็งกำไรหลายคนก็เก็งกำไรอย่างสุจริตและมีเหตุมีผล คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของสิ่งที่เข้าไปลงทุนประกอบกับจังหวะที่น่าลงทุน

แต่ในยุคที่การเก็งกำไรด้วยเงินของคนอื่นนั้นมีสัดส่วนถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก และสิ่งที่เก็งกำไรกันนั้นหลายส่วนเป็นโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในโลก อาทิ อาหารและน้ำมัน ข้อเสนอของอังค์ถัดที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นเรื่องน่าคิดที่ไม่ควรถูกมองข้าม และคงจะจุดประกายวิวาทะเรื่องการยกเครื่องระบบการเงินไปอีกนาน

บทเรียนบทหนึ่งจากอรรถาธิบายของอังค์ถัดเรื่อง “เศรษฐกิจกาสิโน” คือ หลายเรื่องที่เราคิดว่า “ดี” นั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดีอย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขีดจำกัด แถมเมื่อพอกพูนสะสมถึงจุดหนึ่งแล้วอาจก่อผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่าผลดีก็เป็นได้

เหนือสิ่งอื่นใด รายงานของอังค์ถัดตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของตลาดการเงินนั้นไม่อาจเกิดขึ้นเองได้โดยอัตโนมัติ หากปราศจากกฎกติกาที่ชัดเจน เหมาะสม เป็นธรรม และสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เล่นในทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม

สถานการณ์ความแตกแยกของรัฐบาล เริ่มแสดงภาพให้เห็นชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะรอยร้าวภายในของพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่นับวันจะเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ ความขัดแย้งกับพรรคร่วมอันดับหนึ่งอย่างภูมิใจไทย ในหลายประเด็น ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน

การนำเสนอข้อมูลเรื่องการทุจริตโครงการของรัฐบาล เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นจากคนในรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ถูกนำมาเปิดรอยแผล ซ้ำไปเรื่อยๆ ทำลายภาพลักษณ์พรรคมือสะอาด อย่างสิ้นเชิง …

ขณะที่ทางฝั่งหนึ่ง เมื่อเห็นศัตรูเพลี่ยงพล้ำก็ใช้โอกาสนี้ ในการบดขยี้ทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการเข้ามาร่วมงานทางการเมืองของ “พ่อใหญ่” ทำให้เพื่อไทยคึกคักเป็นพิเศษ … ไม่รวมถึงการที่ทักษิณ ใช้พลังเงินและเทคโนโลยี ในการสร้างข่าวรายวัน กลบกระแสผลงานอันน้อยนิดของรัฐบาลสนิท …

ขณะที่มิตร ที่หนุนหลังให้เป็นรัฐบาลอย่าง กลุ่มการเมืองใหม่ เริ่มแสดงบทบาททางการเมือง ด้วยการถล่มรัฐบาลในหลายเรื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหภาพการรถไฟ ทำท่าจะเป็นหายนะของความสัมพันธ์กับรัฐบาล

ลางร้ายทางการเมืองเหล่านี้ ได้กดดันทำให้รัฐบาลไม่สามารถก้าวผ่านวิกฤติเศรษฐกิจได้รวดเร็วอย่างที่หวัง … ซึ่งผลร้ายทั้งหมดก็จะย้อนกลับมาสู่พวกเราทุกคน

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

สำหรับกลยุทธ์ในการบริหารค่าจ้างเงินเดือนในช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่นายจ้างนำมาใช้กันประกอบด้วย

1.Pay for Performance คือการจ่ายตามผลงานของพนักงานที่ทำได้ ใครที่สร้างผลงานให้กับบริษัทได้ดีกว่าจะได้รับอัตรา ค่าตอบแทนที่สูงกว่าคนที่สร้างผลงานได้ในระดับที่น้อยกว่า ยิ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ด้วยแล้ว บริษัทต่าง ๆ อยากจะ สร้างผลประกอบการที่ดีขึ้น ดังนั้นถ้า พนักงานคนไหนสามารถสร้างผลงานให้กับบริษัท และมีส่วนทำให้บริษัทมีผลประกอบการดีขึ้น ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนสูงกว่าคนที่สร้างผลงานน้อยกว่า วิธีนี้ยังเป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างผลงานของพนักงานอีกด้วย คือ “ทำดีได้ดี” แต่ข้อพึงระวังก็คือบริษัทจะต้องสร้างวิธีการในการชี้วัดผลงานที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของพนักงานด้วย มิฉะนั้นวิธีนี้จะกลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่า

2.Market Competitiveness ในการกำหนดนโยบายเรื่องของการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนนั้น บริษัทจะต้องพิจารณาจากอัตราของตลาดเป็นเกณฑ์ ไม่ควรที่จะหลับตาจ่ายค่าจ้างเงินเดือน หรือจ่ายตามใจเจ้าของบริษัท ในสภาวการณ์แบบนี้บริษัทต้องการคนเก่งและคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับบริษัท ดังนั้นการที่จะดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงานให้ได้นั้นจะต้องพิจารณาว่าอัตราค่าตอบแทนในงานแบบเดียวกันนั้น ตลาดเขาจ่ายอยู่ที่เท่าไร ในการขึ้นเงินเดือนประจำปี ก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาจากอัตราตลาดด้วยเช่นกัน เพราะจะเป็นการรักษาระดับการแข่งขันในเรื่องค่าตอบแทนของพนักงานในบริษัทให้อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับตลาดเช่นกัน เพื่อรักษาพนักงานไม่ให้เปลี่ยนงานไปอยู่บริษัทอื่นที่จ่ายมากกว่า

3.Communication การสื่อความ เรื่องของนโยบายและวิธีการบริหารค่าตอบแทน การสื่อความเรื่องของค่าตอบแทนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่บริษัทส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยอยากสื่อความกับพนักงาน เพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ตามที่สื่อ หรือกลัวว่าพนักงานจะเรียกร้อง หรือเข้าใจผิด และคิดไปเองต่าง ๆ นานา จริงๆ แต่การสื่อความเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ พนักงานมีความเข้าในนโยบายและวิธีการบริหารค่าตอบแทนของบริษัทได้ชัดเจนขึ้น โดยที่พนักงานไม่ต้องคิดเอง ถ้าเมื่อใดที่พนักงานคิดเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข่าวลือ ต่าง ๆ มากมาย และมักจะเป็นข่าวลือ ในทางลบ การมาแก้ข่าวเป็นวิธีการเชิงรับ ซึ่งไม่สร้างความประทับใจให้กับพนักงานเลย ฝ่ายบริหารควรใช้นโยบายเชิงรุกมากกว่า ก็คือสื่อสารในเรื่องของวิธีการบริหารค่าตอบแทนว่าบริษัทจะจ่ายอย่างไรและ จ่ายทำไม ด้วยวิธีการอย่างไรให้ชัดเจนไปเลย โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้พนักงาน ต้องคิดไปเอง นอกจากนั้นยังจะได้ใจ พนักงานด้วย เพราะบริษัทไม่ได้ปิดบังอะไรเลย มีอะไรก็สื่อให้ทราบทั้งหมดพอถึงเวลาจะขอความร่วมมือจากพนักงาน พนักงานก็มักจะเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

เมื่อทราบข้อมูลทั้งด้านตัวเลขแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนและกลยุทธ์ในการบริหารค่าตอบแทนในยุคนี้แล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือนำไปประยุกต์ใช้กับแนวนโยบายและวัฒนธรรมขององค์กร โดยสิ่งที่จะต้องระลึกไว้เสมอคือความโปร่งใสและความจริงใจที่บริษัทมีให้กับพนักงาน เพราะในยุคนี้อะไร ๆ ก็สื่อถึงกันไปหมด ไม่ว่าจะปิดบังสักแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นถ้าบริษัทโปร่งใสและจริงใจกับพนักงานแล้ว สิ่งที่บริษัทจะได้รับตอบแทนกลับมาก็คือความจริงใจและความทุ่มเทของพนักงาน ต่อองค์กร หรือที่เรียกว่า Engagement นั่นเอง

เอกชน เอ็นจีโอ แนะธุรกิจผ่าทางตัน ด้วยแนวคิด Triple Bottom Line โดยสร้างสมดุล 3 ด้าน”เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม” พร้อมยึดหลักธรรมาภิบาลเดินหน้ากิจการไปสู่ความยั่งยืน

ตัวแทนภาคธุรกิจและหน่วยงานเพื่อสังคม ร่วมเปิดมุมมองการทำธุรกิจสู่ความยั่งยืน เพื่อรับความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกในเวทีสัมมนา “Triple Bottom Line : เทรนด์ใหม่ธุรกิจเปลี่ยนโลก” จากงานสัมมนา Thailand Tomorrow ประเทศไทย 2553 จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจพร้อมหน่วยงานพันธมิตร เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล ประธานกรรมการพัฒนาสู่ความยั่งยืน และกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจซีเมนต์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าวว่า ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ผู้คนเคลื่อนย้ายจากสังคมชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านพลังงาน การใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มมากตามไปด้วย

ขณะที่การผลิตทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นหลายครั้งที่สร้างปัญหาให้กับสังคมโลก เหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย นักวิชาการ และเอ็นจีโอทั่วโลก ต่างหันมาตระหนักถึงและร่วมถกคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมองโลกในระยะยาวขึ้น และให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในสังคม ขณะที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวทางไปสู่จุดนั้น คือการให้ความสำคัญกับเรื่อง Triple Bottom Line คือการสร้างสมดุลกับมุมมองทั้ง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“ภาคธุรกิจจะพัฒนาต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีมุมมองทั้ง 3 ด้านนี้ คือ การสร้างการเติบโตของธุรกิจ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการเกื้อกูลต่อสังคมรอบข้าง รวมถึงการดำเนินกิจการด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในอนาคต Triple Bottom Line จึงเป็นสิ่งที่โลกธุรกิจต้องให้ความสำคัญอย่างมากนับจากนี้”

สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

นายปราโมทย์ กล่าวว่า การทำธุรกิจในอนาคต ผู้คนในสังคมจะเป็นตัวชี้ชะตาความอยู่รอดของธุรกิจ นักธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ต้องได้รับการยอมรับจากคนในสังคม นั่นสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อเป็นกิจการที่ดีทั้งต่อโลกและสังคมด้วย และสร้างความสำเร็จขององค์กรไปพร้อมกับการสร้างโลกที่ดีขึ้น

“การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทำให้เราอยู่มาได้ถึง 96 ปี ได้รับมาตรฐานในระดับโลก ซึ่งผมมองว่าองค์กรที่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นองค์กรที่อยู่ได้ในอนาคต ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ Triple Bottom Line จึงมีผลกับโลกธุรกิจในอนาคตอย่างยิ่ง”

Happy Farmer ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคม

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ผู้ปลุกปั้นมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กล่าวว่า แรงบันดาลใจของแนวคิด triple bottom line ของบริษัทเกิดจากพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วงนั้นบริษัทประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งไม่ต่างจากองค์กรอื่น จากลูกค้าที่มีประมาณกว่า 1 ล้านคน ได้หายไปเป็นเดือนละแสน ซึ่งสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เกินปีคงไม่มีลูกค้า และองค์กรคงไม่มีตัวตนเหลืออยู่

เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตรัสว่า “การทำอะไรให้ประเทศชาติไม่จำเป็นต้องเล่นการเมือง แค่รักษางานของพนักงาน 5,000 คนไว้ เงินเดือนของเขาจะทำให้คนอีก 50,000 คน มีงานทำ คน 50,000 คน จะทำให้คนอีก 5 แสนคน มีงานทำ เมื่อคนอีก 5 แสนคน มีงานทำ ก็จะทำให้คน 5 ล้านคน มีงานทำ คน 5 ล้านคน มีงานทำ ก็จะทำให้คนทั้งประเทศอยู่ได้”

จากที่บริษัทมีหนี้อยู่สี่หมื่นกว่าล้านบาท จึงค่อยๆ หาทางเพื่อพยายามล้างหนี้ที่มีอยู่ โดยขอโอกาสใช้หนี้ทั้งหมดด้วยการทำงาน ขณะเดียวกันก็มองวิธีการทำให้ตัวเองอยู่รอดอย่างยั่งยืน จึงหันกลับมามองเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายบุญชัย กล่าวว่า บริษัทเริ่มตอบแทนให้กับสังคมและลูกค้า โดยพุ่งเป้าไปยังเกษตรกร ซึ่งบุญชัยให้เหตุผลว่า เกษตรกรเป็นคนกลุ่มเดียวที่วิกฤติเจาะลงไปไม่ถึง และเป็นกลุ่มเดียวที่ทำให้เมืองไทยยังคงยืนอยู่ได้ โครงการ Happy Farmer จึงเกิดขึ้น

ในเฟสแรกของโครงการได้จัดตั้งมูลนิธิรักบ้านเกิด ด้วยการให้ทุน 999 ทุน กับเด็กในชุมชนเพื่อให้เรียนจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย โดยเงื่อนไขของทุนไม่มีอะไรตอบแทน แต่แค่ต้องการสร้างความสำนึกว่า วันหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้วควรต้องกลับมาตอบแทนให้กับบ้านเกิด

ปัจจุบัน เด็กจากโครงการสำนึกรักบ้านเกิดทั้ง 12 รุ่นได้กลับมาทำงานให้กับชุมชนบ้านเกิด และร่วมกับเฟสที่สองของโครงการ happy farmer ที่เรียกว่า happy info นำเด็กจากโครงการมาฝึกเป็นดีเจและจัดรายการเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร รวมทั้งเริ่มให้รางวัลปราชญ์การเกษตรทั้ง 46 จังหวัด และนำความรู้ออกมาพัฒนาเป็นคอนเทนท์สำหรับเกษตรกร และอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กจากโครงการรักบ้านเกิดจบการศึกษากลับมาอีก 5 รุ่น โครงการ happy info ก็จะครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด และสามารถนำเสนอความรู้เรื่องเกษตรให้ครอบคลุมมากขึ้นได้

สตาร์บัคส์รับผิดชอบสังคม

เช่นเดียวกับมุมมองธุรกิจระดับโกลบอลอย่าง สตาร์บัคส์ ที่มองว่า Triple Bottom Line สร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กร ซึ่งตลอด 28 ปีที่ผ่านนับตั้งแต่เปิดร้านแรกที่ Pike Place Market, Seattle ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการสร้างความสมดุล 3Ps คือ Planet People และ Profit เมล็ดพันธุ์แห่งความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ ได้แตกหน่อออกผลไปยังทุกประเทศที่สตาร์บัคส์เข้าไปขยายกิจการ และดำเนินธุรกิจทั้งหมด 16,000 สาขา ใน 48 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Mr.Murray Darling กรรมการผู้จัดการ Starbucks Coffee Thailand กล่าวว่า ทางบริษัทได้ริเริ่มโครงการ Shared Planet ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำธุรกิจในวิถีที่ดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และ โลก ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อย Ethical Sourcing, Environmental Stewardship และ Community Involvement เป็นการรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีความตั้งใจมากแค่ไหน แต่สตาร์บัคส์ก็ไม่มีทางทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว การร่วมมือกับ 4 พันธมิตรเอ็นจีโอทั้งหลาย ประกอบด้วย Conservation Interna- tional หรือ CI, Fair Trade, Earthwatch และ International Youth Foundation เพื่อช่วยเติมเต็มความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในทั้งสามด้านให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“กาแฟทุกแก้วของสตาร์บัคส์ที่ทุกคนได้ดื่ม ล้วนมาจากเมล็ดกาแฟที่ผลิตขึ้นด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม กำไรส่วนหนึ่งที่เราสร้างได้จะส่งกลับไปยังชุมชน”

อโชก้าหนุนสร้างผู้ประกอบการทางสังคม

ด้าน สินี จักรธรานนท์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิอโชก้า (ประเทศไทย) องค์กรภาคประชาชนระดับโลก ที่สนับสนุนและพัฒนาวิชาชีพผู้ประกอบการทางสังคม บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทางสังคมกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพลังของสังคม ที่จะเข้าไปทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และระบบสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทักษะของความเป็นผู้ประกอบการ คือการมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น และมีคุณธรรม สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมได้

“อโชก้า เชื่อว่า ผู้ประกอบการทางสังคมไม่ได้ให้ปลาแก่คนยากจน ไม่ได้สอนให้คนยากจนจับปลา แต่มุ่งมั่นที่จะให้เกิดวิธีจับปลาที่ยุติธรรม สอดคล้องกับระบบนิเวศน์และมีความยั่งยืนในสังคม”

สิ่งที่มูลนิธิอโชก้าทำคือ การค้นหาผู้ประกอบการทางสังคมที่มีอยู่ทั่วโลก แล้วหาแนวทางและกลไกสนับสนุน โดยมองว่าในปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่เห็นความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคม นอกเหนือจากการแสวงหาผลกำไร ขณะที่ผู้ประกอบการทางสังคมอยู่กับปัญหาของสังคมและใช้หัวใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้งสองกลุ่มสามารถที่จะเข้ามาร่วมมือร่วมแรงกันได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกจำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้น

ผู้ร่วมสัมมนาทั้ง 4 ยืนยันว่า แนวคิด Triple Bottom Line สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจได้จริง ไม่ใช่ในธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน ซึ่งระยะเวลาเห็นผลไม่ช้าเกินรอ ในยุคที่ผู้บริโภคเรียกร้ององค์กรธุรกิจให้ตอบแทนสู่สังคมมากขึ้น

Posted by: management2008 | ตุลาคม 30, 2009

เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงหรือ ?

เศรษฐกิจต้องรู้

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น 50-60% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม ทำให้หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันและมีการกล่าวขวัญกันมากขึ้นในหมู่ของนักวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว VŽ และเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมเร็ว ๆ นี้ โดยให้เหตุผลเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงก็ต้องฟื้นตัวในอัตราเร่งเช่นกัน เปรียบเทียบได้กับยางเมื่อถูกยืดออกไปมากก็จะดีดกลับมากเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังแสดงความมั่นใจว่าภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล (การลดภาษีและการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ) หรือการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (การลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน) จะทำทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อกระตุ้นมิให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ ′W′ หรือ ′U′ เป็นอันขาด แนวคิดดังกล่าวเชื่อว่าแม้จะยังมีปัญหาคั่งค้างอยู่เกี่ยวกับหนี้สินของผู้บริโภคและความอ่อนแอของสถาบันการเงิน แต่ปัญหาดังกล่าวก็จะคลี่คลายไปได้ด้วยเวลาที่ทอดยาวออกไป ในขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเงื่อนไขทำให้ภาคการเงินสามารถแก้ปัญหาระยะยาวของตนได้ง่ายขึ้น

 

จะเห็นได้ว่าแนวคิดดังกล่าวกลับกันโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเมื่อครั้งประสบปัญหา (คล้ายคลึงกับสหรัฐ) ในปี 1997 คือการก่อหนี้มากเกินตัว ในครั้งนั้นไอเอ็มเอฟชี้นำให้ไทยบีบรัดเศรษฐกิจให้ชะลอตัวอย่างรุนแรงเพื่อลดการใช้จ่ายเกินตัวอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มและดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด แต่สหรัฐทำตรงกันข้ามคือเร่งลดดอกเบี้ย นำเงินไปอุ้มธนาคารหลายล้านล้านเหรียญและดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณเพื่ออุ้มเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านล้านเหรียญ หรือกว่า 10% ของจีดีพี นอกจากนั้นสหรัฐยังได้โน้มน้าวให้ทุกประเทศในโลกเร่งใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคกระตุ้นเศรษฐกิจของตนอย่างปัจจุบันทันด่วนผ่านการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม G 20 ถึง 3 ครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

ความเป็นจริงคือเศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็ก ดังนั้นภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจไทยจึงไม่สร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การลดค่าเงินบาท (และเงินสกุลอื่น ๆ ในเอเชีย) กลับเป็นผลดีกับสหรัฐที่สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาถูก นอกจากนั้นยังช่วยลดอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำได้นานต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบริโภค การลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ (แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ในสหรัฐ ตั้งแต่ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตไปถึงฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์) แต่สำหรับความตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างมากจนไม่สามารถรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ เราจึงต้องช่วยสหรัฐกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้ก็กำลังทำกันอยู่และดูเสมือนว่าทำได้สำเร็จจนกระทั่งเกิดความมั่นใจในกลุ่มหนึ่งว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวแบบ VŽ ดังกล่าวข้างต้น แต่ต้องขอสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาดในขณะนี้นั้นเป็นผลมาจากการใช้ ยาแรงŽ ทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างไม่เคยทำมาก่อนบนพื้นฐานของข้อสมมติว่าเศรษฐกิจสหรัฐใหญ่เกินกว่าที่จะยอมให้ล่มสลายได้ (too big to fail)

 

ปัญหาของการใช้ ยาแรงŽ เพื่อกระตุ้นให้ฟื้นเร็วคือความเสี่ยงว่าจะไม่ได้มีการแก้ปัญหาโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ที่สำคัญคือการฟื้นตัวด้วย ′ยาแรง′ นั้นจะมีผลข้างเคียงตามมาคือหนี้สินของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก (เช่นรัฐบาลสหรัฐจะต้องเพิ่มภาษีตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นไป และอาจยังต้องเผชิญกับการบริหารหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นจาก 60% ของจีดีพีมาเป็น 100% ของจีดีพีใน 7-8 ปีข้างหน้า) และการจะต้องปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 0% มาสู่ระดับปกติประมาณ 3-4% ไม่รวมถึงการเข้าไปซื้อตราสารหนี้หลากหลายประเภทของธนาคารกลางสหรัฐที่จะต้องขายกลับออกมาคิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ′คนไข้′ อาจไม่สามารถกลับสู่สภาวะปกติก็ได้ เมื่อรัฐบาลต้องเริ่มลดยาลงใน 1-2 ปีข้างหน้า

 

ที่อาจเป็นเช่นนี้ก็เพราะการฟื้นตัวเร็วของเศรษฐกิจอาจทำให้การแก้ปัญหาพื้นฐานสะดุดลง เช่น สาเหตุหลักของวิกฤตรอบนี้คือระบบธนาคารของสหรัฐที่กล้าเสี่ยงมากเกินไป แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดปัญหารัฐบาลก็จะทุ่มเททรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาให้ ทำให้เกิดความชะล่าใจหรือเสียนิสัย (moral hazard) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าใจดีและมีกระแสทางการเมืองให้จัดการกับธนาคาร แต่กระแสทางการเมืองกลับไปเน้นการจำกัดเงินเดือนและโบนัสของนายธนาคาร ซึ่งเป็นเพียงปัญหาหนึ่งในหลายประเด็นที่จะต้องจัดการเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เช่น 1.ลดสัดส่วนของหนี้สินต่อทุน (leverage) 2.การบริหารและลดความเสี่ยง (risk management and reduction) 3.การลดขนาดของสถาบันการเงิน มิให้ใหญ่จนไม่สามารถล้มได้ (too big to fail) และ 4.การปรับให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก (regulatory harmonization) ปัญหาคือข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้นนั้นย่อมจะต้องทำให้ธนาคารกำไรลดลง ซึ่งกำลังถูกต้านในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อธนาคารต่าง ๆ รอดตายแล้วและมีพลังที่จะล็อบบี้เพื่อลดความเข้มงวดของการควบคุม เห็นได้จากการที่ร่างกฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐล่าช้าและอาจผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้ไม่ทันสิ้นปีนี้ดังคาด

 

สำหรับข้อ 3 และข้อ 4 นั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะขณะนี้ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐที่มีปัญหาเมื่อปี 2008 นั้นกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม คือยิ่งใหญ่จนไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ ส่วนข้อ 4 นั้นก็เผชิญปัญหาว่าแนวคิดของสหรัฐและยุโรปแตกต่างกันในประเด็นสำคัญ ๆ หลายประเด็น จึงสงสัยว่าการผลักดันการปฏิรูปสถาบันการเงินจะค่อย ๆ ′หมดแรง′ ลงและไม่คืบหน้าไปมาก

 

อีกปัญหาหนึ่งคือการสร้างหนี้อย่างมากของผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสหรัฐช่วยรับภาระให้ แต่ก็แปลว่าประเทศสหรัฐก็อาจจะกลับมาใช้จ่ายเกินตัวเช่นเดิม คือเมื่อก่อนวิกฤตประเทศสหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5-6% ของจีดีพี โดยภาคเอกชนก่อหนี้จากตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ รวมถึงซีดีโอซึ่งได้กลายเป็นตราสารพิษและเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 แม้ว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐจะปรับตัวลดลงในปีนี้เหลือ 2-3% ของจีดีพี แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องดังคาด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐก็เริ่มออกมาพูดกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ปีละ 3-4% โดยไม่มีปัญหาอะไร เพราะประเทศสหรัฐเป็นประเทศที่น่าลงทุน และตลาดเงินตลาดทุนมีความใหญ่และลึกพอที่จะรองรับการไหลเข้าของเงินทุน ฯลฯ อย่าลืมว่าเมื่อก่อนวิกฤตนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มก็เคยชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอธิบายว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเช่นกัน

 

ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรอบนี้อาจไม่มั่นคงและแข็งแกร่งดังที่หลายคนคิด ทำให้เศรษฐกิจอาจมีความผันผวนได้มากใน 2-3 ปีข้างหน้าครับ

Older Posts »

หมวดหมู่