Posted by: management2008 | กุมภาพันธ์ 8, 2010

iBook Store จุดเปลี่ยนธุรกิจสื่อเก่า

ขออนุญาตติดพันกับเรื่อง iPad อีกสักเที่ยว เพราะมีประเด็นน่าสนใจตกค้างอยู่ ตามที่เขียนถึงไปแล้วว่าประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของ iPad นั้นอยู่ที่การมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับเป็นเครื่องอ่านหนังสือพิมพ์ อีบุ๊ก-รีดเดอร์ ที่เชื่อกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่มาแรง เนื่องจากเห็นสัญญาณกันอยู่จากยอดขายเครื่องคินเดิลของอะเมซอน รวมถึงยอดขายอีบุ๊กช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมาที่แซงหนังสือเล่มได้เป็นครั้งแรกของเว็บอะเมซอน

iPad เปิดตัวพร้อมกับ iBook Store ที่แอปเปิลวาดหวังไว้เช่นเดียวกับไอพอด ไอจูนส์ ทั้งยังดึงเอาสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ ที่รวมถึงนิตยสารดัง ๆ และหนังสือพิมพ์มี ชื่อเสียงหลายฉบับเข้าไปด้วย โดยเฉพาะ ′นิวยอร์ก ไทม์ส′ ที่พัฒนาเว็บออกมาให้สอดรับกับเทคโนโลยีของ iPad โดยเฉพาะ

ผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นกับวงการสิ่งพิมพ์หลังการแจ้งเกิดของ iPad นั้นเป็นไปได้ว่าจะสูงมาก

ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าอะเมซอนจะเป็น ผู้กุมตลาดซึ่งกำลังเติบโตนี้ไว้ในมือชนิดสามารถชี้นิ้วกำหนดเอาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของส่วนแบ่งที่จ่ายให้กับสำนักพิมพ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่โดนวิพากษ์วิจารณ์มากเนื่องจากส่วนแบ่งค่อนข้างต่ำจนน่าใจหาย ถึงขนาดบางคนวิจารณ์ว่าโมเดลที่อะเมซอนใช้นั้นไม่ใช่โมเดลธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ดี

แมคซิมิเลียน เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโลกที่วิจารณ์อะเมซอนเอาไว้ และมีข้อขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวมานานพอสมควร แต่สำนักพิมพ์อยู่ในสภาพ จำยอมเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง

นอกจากส่วนแบ่งต่ำแล้ว อะเมซอนยังกดราคาขายอีบุ๊กไว้ต่ำด้วย แม้แต่สำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ ก็ไร้อำนาจต่อรอง

ไร้อำนาจมากถึงขนาดเมื่อไม่กี่วันมานี้ อะเมซอนถอดอีบุ๊กของแมคซิมิเลียนออกจากเว็บ แต่เพียงเวลาไม่นานนักนโยบายของอะเมซอนก็ต้องหันหลังกลับเพราะ 5 สำนักพิมพ์ใหญ่ของโลกล้วนไปเจรจาตกลงกับแอปเปิลเป็นที่เรียบร้อยด้วยข้อเสนอที่ดีกว่าสำหรับอีบุ๊กที่ขายผ่าน iBook Store นี่คือรังสีที่แผ่มาจากค่ายแอปเปิล จาก iPad และ iBook Store เอื้อให้ ′สื่อเก่า′ เริ่มมีอำนาจต่อรองเนื่องจากมีทางเลือกอื่น ๆ ให้เลือก ทั้งยังเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพมากอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ผลสะเทือนตั้งแต่ iPad และ iBook Store ยังไม่เปิดตัว ที่ตกไปถึงอะเมซอนนั้นเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่การเร่งปรับตัวของอะเมซอน การเปิดขายคินเดิลไปทั่วโลก การเปิดแอปสโตร์สำหรับเป็นตลาดแอปพลิเคชั่นของคินเดิล รวมถึงท่าทีล่าสุดที่อ่อนลงกับสำนักพิมพ์อย่างแมคซิมิเลียนอย่างน้อยที่สุดตอนนี้กลไกตลาดที่มี คู่แข่งทัดเทียมกันขึ้นมาแล้ว ทำให้อะเมซอนมีท่าทีจะยอมขึ้นราคาขายอีบุ๊กจากเดิมที่กดไว้ต่ำ แม้จะมีความเห็นว่าราคาที่สูงขึ้นนั้นไม่เกิดประโยชน์กับธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็ตาม

แต่หากท่าทีของอะเมซอนไม่อ่อนลง iBook Store ของสตีฟ จ็อบส์ ก็จะกวาดสำนักพิมพ์ไปอยู่ในมือ เพราะโมเดลของ แอปเปิลนั้น iBook Store จะเป็นเพียงคน กลางที่กินส่วนแบ่งอย่างเดียว การกำหนด ราคาขายเป็นอิสระของแต่ละสำนักพิมพ์

ซึ่งในระยะยาวเมื่อถึงจุดหนึ่งกลไกตลาดที่มีการแข่งขันและวิถีชีวิตของผู้คนจะเข้ามากำหนด ราคาขายŽ เอง

“อภิสิทธิ์” ตั้งเป้าสร้างผลงานรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมในปีนี้ กางแผนพัฒนาระบบรางหวังรถไฟวิ่ง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งพัฒนาสนามบินดอนเมือง สร้างศักยภาพของท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่และจัดระบบสวัสดิการสังคม ลั่นไม่ยอมให้การเมืองทำเสียสมาธิแก้เศรษฐกิจ เชื่อคนไทยไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ย้ำรัฐบาลต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย เจโทรเผยผลสำรวจธุรกิจญี่ปุ่นชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน 73% มั่นใจยอดขายพุ่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มองข้างหน้าเพื่ออนาคตในมุมมองของอภิสิทธิ์” จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วานนี้ (5 ก.พ.) โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวเต็มที่แล้ว เห็นได้จากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งออกที่ฟื้นตัวเป็นตัวเลขสองหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การใช้กำลังการผลิตของบางอุตสาหกรรมที่สูงเกิน 60% และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่สูงกว่าประมาณการสอง แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้จะเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมัน นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐและจีน การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน รวมถึงปัญหามาบตาพุดและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล

“การที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาอยู่ในภาวะที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยมีพื้นฐานที่ดีและยืนยันถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย เพราะเพียงแค่ชาวโลกลืมตาอ้าปากได้จากปัญหาของเขาได้ การส่งออกและการท่องเที่ยวของเราก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านภาคเกษตร เมื่อทุกอย่างเอื้ออำนวย ภาคเกษตรจะเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้และไตรมาสต่อไป เพราะพี่น้องเกษตรกรมีรายได้ในระดับค่อนข้างดี” นายกฯ ระบุ

ปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลต้องมองไปในอนาคตข้างหน้าและตั้งโจทย์ว่า ไทยจะวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไปในทิศทางใด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะกลางและระยะยาว โดยในปีนี้รัฐบาลมีความตั้งใจว่า จะดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขณะนี้รัฐบาลมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง และเอกชนจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง รวมทั้งเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อนการลงทุน รัฐบาลจะต้องปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ “เอ็กซ์ซิส สตาร์ติจี” เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัวได้ดี และธนาคารกลางกำลังจับตาอัตราภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

ดังนั้น การที่รัฐบาลเคยบอกว่าจะต้องกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อมาลงทุนนั้น เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นหรือไม่ โดยรัฐบาลต้องการปรับสถานะทางการเงินการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่ก็ต้องการให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน และทุกฝ่ายในภาครัฐ มีความเห็นตรงกันว่าการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งฯต้องเดินหน้าต่อไป เพราะประเทศต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้เศรษฐกิจที่มีการเปิดเสรีมากขึ้น

เร่งพัฒนาดอนเมืองและแหลมฉบัง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไทยต้องมีการยกระดับขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น การขนส่งที่มีต้นทุนสูงมาก การขนส่งระบบรางจะมีความสำคัญมาก และการขนส่งนั้นจะไม่จำกัดเฉพาะการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ แต่ต้องรวมถึงการขนส่งระบบรางทั่วประเทศ

“เราจะทำให้รถไฟไทยมีความเร็วในการวิ่งอย่างน้อยที่สุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูง การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบและการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งระบบ การลงทุนแหล่งน้ำ เราคงไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินที่เราลงทุนไปแล้ว คือ สนามบินดอนเมืองสูญเปล่า เรามีความชัดเจนว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์ ในภาวะที่การแข่งขันทางการบินเพิ่มขึ้น และการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเราต้องเพิ่มศักยภาพท่าเรือแหลมฉบังให้รองรับสินค้าได้เพิ่มขึ้นและมาทดแทนการใช้ท่าเรือคลองเตย ซึ่งเราต้องสร้างความชัดเจนเรื่องเหล่านี้ภายในหนึ่งปีนี้ พร้อมทั้งจะมีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมการลงทุนขนาดใหญ่ด้วยผสมผสานกับงบลงทุนของรัฐบาลและเงินกู้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

รื้อระบบภาษีและสวัสดิการสังคม

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การเพิ่มสัดส่วนงบด้านวิจัยแบบก้าวกระโดด ขณะเดียวกันรัฐบาลจะผลักดันให้มีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีเงินได้ และภาษีทรัพย์สินและที่ดินที่จะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งรัฐบาลได้มีการปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคม โดยปรับเปลี่ยนจากระบบประชานิยมมาเป็นระบบรัฐสวัสดิการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสมทบเงินร่วมกับภาครัฐ จำกัดภาระงบประมาณของภาครัฐ และทำให้ระบบมีความยั่งยืนและโปร่งใส ประชาชนคนไทยต้องมีหลักประกันตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา ซึ่งแนวนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นการปรับเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง

“เมื่อก่อนเราพูดถึงระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน มีนโยบายชุดหนึ่งสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ คนชั้นกลาง และมีนโยบายอีกชุดหนึ่งสำหรับคนยากจนที่เรียกว่าประชานิยม แต่รัฐบาลมองว่าประเทศนี้มีระบบเศรษฐกิจเดียว สังคมเดียว การสร้างโอกาสสำหรับคนจนไม่ใช่การแยกชีวิตเศรษฐกิจของคนยากจนออกจากเศรษฐกิจหลักและทำการสงเคราะห์ แต่ต้องใช้นโยบายที่ผสมผสานกับกลไกตลาด ให้คนทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหลักได้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในชนบท และโครงการประกันรายได้ ซึ่งเป็นวิธีการแทรกแซงตลาดที่เพิ่มพูนโอกาสในภาคส่งออก รวมถึงการยกระดับวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เชื่อมเข้าสู่ตลาดภายนอกได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในอนาคตต้องมีการเติบโตที่ยั่งยืน มีความสมดุล มีความเป็นธรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการทบทวนเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ซึ่งเราต้องการใช้บทเรียนจากมาบตาพุดเป็นบทเรียนของการพัฒนา ซึ่งเราไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่ต้องการให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น อนาคตการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องมีการรับฟังความเห็นจากประชาชนล่วงหน้าและเป็นที่ยอมรับจากประชาชน ภาคใต้ต้องการอุตสาหกรรมหนักหรือไม่ ต้องมีมาตรการดูผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและประชาชนอย่างไร หรือหากไม่มีการลงทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่นโยบายสะพานเศรษฐกิจ จะต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างไรและมีความคุ้มค่าหรือไม่

ยันไม่ยอมให้การเมืองป่วน

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้พิสูจน์แล้วว่าท่ามกลางปัญหาการเมือง เรายังเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจและสังคม ไม่ทำให้เราเสียสมาธิ เรารู้ว่าต้องทำอะไรใน ระยะเวลาเท่าไหร่ แต่เราจัดการปัญหาการเมืองได้ การทำงานคงจะราบรื่นขึ้น และทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ มีความสบายใจ แต่ช่วงนี้ข่าวสารทางการเมืองมีความสับสนพบสมควร ทำให้ประชาชนมีความหวั่นไหว แต่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่ต้องการเห็นความรุนแรง หรืออยากเห็นคนไทยมาทะเลาะหรือฆ่าฟันกันเอง

“เหตุการณ์ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจากนี้ไป ผมได้ย้ำกับทุกฝ่ายว่า รัฐบาลไม่ได้ต่อสู้กับใคร แต่มีหน้าที่รักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ เราจะรักษาความสงบเรียบร้อย และขอให้ทุกคนยึดแนวพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา” นายกฯ กล่าว

เจโทรมั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นชัด

นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (เจโทร) แถลงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น ในประเทศไทย ปรากฏว่า นักลงทุนญี่ปุ่น 52% จากบริษัทที่ทำการสำรวจ 395 แห่ง มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ แต่ยังไม่ดีเหมือนปี 2550 โดยทุกประเภทอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น แม้จะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทยยังไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเหมือนในอดีต เพราะยังมีปัจจัยลบคือ การส่งออก และอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ บริษัทญี่ปุ่น 73% ยังเชื่อมั่นว่ายอดขายในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับกำไรและขาดทุนก่อนหักภาษีในรอบปีดังกล่าว พบว่าสัดส่วนของบริษัทที่คาดว่าจะมี “กำไร” มีมากถึง 85% และบริษัทที่คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักภาษี “เพิ่มขึ้น” มีสัดส่วน 53%

ส่วนการลงทุนโรงงานและเครื่องจักร ในปี 2552-2553 นั้น เป็นการซื้อเครื่องจักรใหม่มาเปลี่ยนเครื่องเดิมมากที่สุด และจะมีการใช้เครื่องจักรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสัดส่วนประมาณ 70% และ 75% ตามลำดับ

ญี่ปุ่นจี้ปฏิรูปภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ในหัวข้อแผนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในรอบปี 2552 พบว่า 59.3% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจ จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในภาคพื้นเอเชีย โดยมีการจัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนในไทยในสัดส่วน 44.7% ส่วนในปี 2553 สัดส่วนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในไทยและในภาคพื้นอาเซียน (ยกเว้นไทย) ก็มีสัดส่วนสูงขึ้น ส่วนการจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลง

สำหรับหัวข้อ ข้อเรียกร้องที่มีต่อรัฐบาลไทยนั้น บริษัทญี่ปุ่น 42% ต้องการให้รัฐบาลไทยพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบด้านศุลกากรมากที่สุด รองลงมาคือ การพัฒนาปรับเปลี่ยนการใช้งานระบบภาษี 34% พัฒนาระบบสาธารณูปโภคเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 29% และพัฒนาเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 10%

Posted by: management2008 | กุมภาพันธ์ 3, 2010

เพื่อไทยส่อวงแตก

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลส่อล่ม “เพื่อไทย”เกือบวงแตก หลังจาก”เฉลิม”เดือดส.ส.หลายกลุ่มแยกตัวทำงาน จวก “บ้าน 111 บางคน”ล้วงลูกชอบทำให้พรรคปั่นป่วน วิเคราะห์การเมืองหลังโหวตไว้วางใจ โดยที่ ปชป.หักพรรคร่วม ยึดรวบกระทรวงใหญ่ ลากยาวรอตั้ง ผบ.ทบ. แม้แต่ “สุเทพ” ก็อาจจะหลุดตำแหน่ง

ความคืบหน้าการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านส่อเค้ามีปัญหาเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่พอใจการเข้ามาล้วงลูกในการทำงานของส.ส.กทม. ที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานภาคกทม.อยู่เบื้องหลัง

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทย วานนี้ (2 ก.พ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมได้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น โดย ร.ต.อ.เฉลิม แสดงความไม่พอใจ กลุ่ม ส.ส.กทม.และส.ส.ภาคเหนือบางราย ที่ไม่ได้เข้าร่วมการทำงานกับคณะกรรมการที่เขาเป็นประธาน แต่กลับมีการแยกตัวออกไปทำเอง และมีการแถลงผ่านสื่อ ถึงยุทธศาสตร์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทั้งตัวบุคคล ประเด็น และวันเวลา ซึ่งไม่ใช่มติของคณะกรรมการกลั่นกรอง จึงทำให้เกิดความสับสน

“ถึงขั้นที่ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ประกาศในที่ประชุมว่า หากยังเป็นเช่นนี้ เขาขอถอนตัวจากการเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง เพราะหากยังต่างคนต่างทำงานโดยไม่มีระบบ การอภิปรายฯครั้งนี้ก็ไม่มีความสำคัญและไม่มีความหมาย”

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 14.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทย จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ซึ่งครั้งที่ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตน เพื่อต้องการยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และวันนี้มีดก็ยังปักอกอยู่ การอภิปรายจะเป็นก๊อก 2

ทั้งนี้ ร.ต.อ.ยอมรับว่า มีความหนักใจเรื่องการคัดเลือกผู้อภิปราย เพราะเบื้องต้นมีผู้เสนอตัวกว่า 30 คน แต่ก็ต้องคัดให้เหลือน้อยที่สุด และอีกเรื่องที่ทำให้ตนหงุดหงิดรำคาญ ก็คือ บ้าน 111 บางคน ที่มันเฮงซวยชอบทำให้พรรคปั่นป่วน ไม่มีบทบาทเอาแต่ออกข่าวซุบซิบ ถ้าไม่มีบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตำแหน่งภารโรงกระทรวงยังเป็นไม่ได้ บอกได้เลยว่าพรรคไม่แคร์”

ร.ต.อ.เฉลิม ยังชี้แจงถึงกรณีที่มีรายงานว่า จะให้เป็นตนหัวหน้าพรรคเชื่อว่าเป็นการออกข่าวเพื่อทำลายตน ขอยืนยันว่าตนไม่พร้อม ศักยภาพไม่พอ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างมาตรฐานไว้สูง ใครขึ้นมาก็เหมือนฆ่าตัวตาย เอาใครมาก็สู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ การเลือกตั้งครั้งหน้าต้องชู พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น

นอกจากนี้ เขายังวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยว่า เกมการเมืองตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้พรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเร็ว เพื่อที่จะไปทำข้อต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยอมทุกอย่างให้พรรคร่วมยกมือสนับสนุนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จากนั้นเมื่อการอภิปรายเสร็จสิ้นลง ก็จะปรับ ครม.ครั้งใหญ่

โดยพรรคประชาธิปัตย์จะยึดกระทรวงหลัก เช่น มหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ และอุตสาหกรรม มาดูแลเอง ถึงเวลานั้นแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะโวยวายอย่างไรก็ไม่สน ถ้าทนไม่ไหวก็บีบให้ออก โดยยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ไปถึงช่วงสิ้นปีหลังเดือนตุลาคม เพื่อรอให้ถึงฤดูกาลโยกย้ายอีกครั้ง ซึ่งจะต้อง ผบ.ทบ.คนใหม่เป็นคนที่ไว้ใจ

โดยในช่วงดังกล่าวยังเป็นการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ รัฐบาลจะเร่งนำงบฯมาใช้ หลังเลือกตั้งใครมาเป็นรัฐบาลก็ลำบาก ทำอะไรไม่ได้ ผมประเมินว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ครบวาระแน่ เพราะมันไปไม่ไหวจากปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาพรรคร่วมวันนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ที่อยู่ก็เพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น แม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ก็มีสิทธิหลุดออกจากตำแหน่ง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

“เฉลิม” ของขึ้นอัดยับในพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเย็นวันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า ตนได้ขอลาออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งภายในพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และกันข้อครหาต่างๆ ภายหลังจากที่มีการปล่อยข่าวในทางเสื่อมเกี่ยวกับตนมาเป็นเวลานาน โดยเสนอให้ที่ประชุมโหวตเลือกกันใหม่แบบยกมือด้วย แต่ที่ประชุม ได้เสนอให้ตนกลับมารับตำแหน่งทุกตำแหน่งเหมือนเดิม และไม่มีการเสนอชื่อคู่แข่ง เพราะมองว่าตนสามารถช่วยทำงานให้กับพรรคในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นอย่างดี

วันนี้ถือว่าอาเปิดหน้าชก และยังพูดต่อที่ประชุมพรรคด้วยว่า วันนี้ที่พรรคเพื่อไทยต้องยุ่งวุ่นวายก็เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คนเดียว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็นั่งฟังอยู่ในที่ประชุมด้วย และก็ไม่เห็นพูดอะไร

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ย้ำว่า ตนยังได้พูดกลางที่ประชุมด้วยว่า เขตเลือกตั้งของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.กทม.นั้น ตนจะไม่ไปปราศรัยหาเสียงให้ด้วย เพราะถ้าหากตนไปปราศรัยให้แล้วแพ้เดี๋ยวจะมาหาว่าเป็นเพราะตนอีก

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าตนไม่เคยคิดตั้งกลุ่ม หรือจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยุติบทบาทกับพรรคเพื่อไทยเมื่อไรก็เลิกเล่น ไม่มีไปตั้งกลุ่มการเมืองอะไรที่ไหนอีก

ซัดยอมมานาน จวก “หน่อย” เละ

“ผมยอมมานาน เพราะเกรงใจท่านทักษิณ และคุณหญิงอ้อ เกรงใจพรรค แต่พอยอมมากเข้าก็จะกลายเป็นว่าถูกกำไต๋ไว้ ผมเลยต้องพูดว่าวันนี้ จะมาทะเลาะกันเองไปทำไม สู้กับประชาธิปัตย์มันง่ายนักหรือ สุดารัตน์เคยอภิปรายอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างในชีวิตการเมือง พวกนี้มันเป็นแมว ท่านทักษิณเลี้ยงดีหน่อยลายเลยใหญ่แล้ว คิดว่าตัวเองเป็นเสือ ลูกผม 3 คนก็เรียนจบปริญญาโทเท่าสุดารัตน์”

ชงสลายภาค กทม.แบ่งเป็น 3 โซน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า “ผมได้เสนอที่ประชุมให้แบ่งการทำงานภาค กทม.ออกเป็น 3 โซน คือ กทม.เหนือ กทม.ใต้ และฝั่งธนบุรี แบ่ง ส.ส.โซนละ 12 คน เพราะประธานคนเดียวดูไม่ไหว โดยประธานทั้ง 3 โซนต้องขึ้นตรงกับพรรค ไม่มีกลุ่ม เรื่องนี้ต้องทำให้เร็วที่สุด ทางที่ดีต้องก่อนเลือกตั้ง ถ้าไม่มีคนดูฝั่งธน ผมดูให้ก็ได้”

2 เด็กเจ๊ อึ้งเจอ”เหลิม”ด่ากราด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนพูดกับผู้สื่อข่าวโดยได้พูดโจมตี คุณหญิงสุดารัตน์ อย่างดุเดือดว่า ชอบต่อสายถึงคอลัมนิสต์ เพื่อให้มาโจมตีตน แล้วเข้ามายุ่มย่ามการทำงานในพรรค ขณะนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.และคนสนิทคุณหญิงสุดารัตน์ ได้ลงลิฟต์มาได้เผชิญหน้ากับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่กำลังกล่าวโจมตีคุณหญิงสุดารัตน์อยู่พอดี

โดย ร.ต.อ.เฉลิม ได้เรียกทั้ง 2 คน เข้ามาต่อว่าอย่างรุนแรง พร้อมชี้หน้าโดยต่อว่า “อนุดิษฐ์มึงกับอนุสรณ์ และศักดา (คงเพชร) มึงเป็นศัตรูกู เพราะให้สัมภาษณ์ด่ากูไว้ กูตัดหนังสือพิมพ์แปะไว้หมด มึงใกล้ชิดกับอีหน่อยมากเกินไป พยายามสกัดไม่ให้ลูกกูลงเลือกตั้ง พยายามมาเปลี่ยนลำดับปาร์ตี้ลิสต์ไม่ให้กูลงเบอร์ 2 ไม่ให้ไอ้ตู่ลงเบอร์ 4 และเชียร์ไอ้มิ่ง (มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) แต่สมัครเขาไม่เอาด้วย”

“ความจริงอีหน่อย มันควรสู้อย่าง จาตุรนต์ ไม่ใช่มาเล่นอย่างนี้ อนุดิษฐ์ พ่อมึงกับกูสนิทกัน มึงเป็นนายทหาร ไม่ควรทำอย่างนี้ มึงเลือกข้างผิดแล้ว ต้องมาอยู่กับกู มึงยังมีอนาคตไกล”

“อนุดิษฐ์” พร้อมกราบถ้าพูดโจมตี

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ได้แต่ยืนรับฟังด้วยอาการเกร็ง สีหน้าแดงก่ำ พูดได้แต่เพียงว่า “ครับๆ” พร้อมชี้แจงว่า “ไม่เคยให้สัมภาษณ์โจมตีท่าน และไม่เคยคิดร้ายกับท่าน ถ้าให้สัมภาษณ์จริงก็ยินดีจะกราบเท้าท่าน”

ส่วน น.ต.ศิธา ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้พยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย โดยแก้ต่างแทนว่า “ในที่ประชุมพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ยังสนับสนุนให้พี่กล่าวเปิดและปิดการอภิปรายเลย จะด่าพี่ได้อย่างไร” พร้อมกับเข้าไปกอด ร.ต.อ.เฉลิมให้หายเครียด จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิมจึงกล่าวว่า “ปุ่นมึง ยังดีที่ไม่ด่ากู เพราะมึงมองการณ์ไกล รู้ว่ากูจะเป็นใหญ่ ทั้งที่มึง ก็เป็นเด็กอีหน่อยเหมือนกัน”

หลุดด่าเห้ ลั่นอย่าไปหลงฟัง”เจ๊หน่อย”

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า “ถ้าอนุดิษฐ์บอกว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์ก็จบ แต่กูตัดหนังสือพิมพ์เก็บไว้หมดที่ให้สัมภาษณ์ ไอ้เหี้ยมึง เป็นนายทหารสัญญาบัตร กูก็นายตำรวจสัญญาบัตร ต่างคนก็ต่างมีศักดิ์ศรี มึงเป็นนักบินสูงสุด อย่าไปหลงฟังอีหน่อยมัน อย่ามาพูดโกหก และกูรู้ว่าอีหน่อยไปให้เสี่ยลาว (พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ) มาตั้งกลุ่ม (ส.ส.) ชนกับกู คิดว่า กูไม่รู้เหรอ กูก็ฉลาดเหมือน เพราะประชา (ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ) ก็โทรบอกกูเหมือนกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย น.ต.ศิธา พยายามคลี่คลายสถานการณ์ ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนนิ่งหน้าแดง ไม่ได้โต้เถียงใดๆ โดย ร.ต.อ.เฉลิม ได้เข้าไปตบไหล่ น.อ.อนุดิษฐ์โดยย้ำว่า “ถ้าไม่ได้พูดก็จบ แต่อามีหนังสือพิมพ์ตัดเก็บไว้หมด”

มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนมีชื่อเสียง และแม้กระทั่งบุคคลระดับรัฐมนตรีคลังในบางประเทศที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูงจะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่ง (double dip recessions) กำลังสอดรับไปกับปฏิกิริยาของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ที่ปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงนี้

ทั้งสองปรากฏการณ์ได้เพิ่มน้ำหนักให้กับความวิตกกังวลต่อความแข็งแกร่ง และความยั่งยืนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์สตั้งข้อสังเกตในช่วงต้นเดือนมกราคมว่า ในสหรัฐ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) และแคนาดา ตัวเลขว่างงานที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงความไม่รีบร้อนของบรรดาบริษัทต่าง ๆ ที่จะเพิ่มการจ้างงาน แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นแล้ว ดังนั้นสถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่ชี้ว่า หลายบริษัทยังคลางแคลงใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจว่าจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทยอยยกเลิกไป

ขณะที่ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงในระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสถาบันการเงิน 70 ราย โดยบริษัทโอลิเวอร์ วายแมน ที่ปรึกษาด้านการจัดการ ซึ่งจัดเตรียมเพื่อเผยแพร่ระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส พบว่า ซีอีโอส่วนใหญ่เชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั่วโลกจะดำเนินไปอย่างไม่ต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงปี 2555 เป็น อย่างน้อย โดยในจำนวนนั้น 22% เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญสถานการณ์การถดถอยทางเศรษฐกิจระลอกสอง

สัญญาณเตือน “ถดถอยรอบ 2″ กระหึ่ม

เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลกล่าสุดได้กลายเป็นเวทีในการส่งสัญญาณเตือนต่อความเสี่ยงของ double dip recessions อย่างชัดเจน บุคคลระดับแถวหน้าของโลกล้วนทำนายออกมาในทิศทางนี้ ซึ่งรวมถึง โจเซฟ สติกลิทช์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ศาสตราจารย์นูเรียล รูบินี แห่งวิทยาลัยธุรกิจสเติร์นส์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก จอร์จ โซรอส นักลงทุนชั้นนำของโลก และ อเล็กซี คูดริน รัฐมนตรีคลังรัสเซีย

โซรอสเตือนว่า การฟื้นตัวจากภาวะถดถอยที่เลวร้ายที่สุด นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และ ความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลต่าง ๆ จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโต

หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะถดถอยระลอกสองในปีหน้า

ขณะที่มุมมองของคูดรินให้น้ำหนักไปกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก จากการที่ธนาคารตะวันตกอาจจะต้องแทงหนี้สูญเพิ่มอีก เป็นมูลค่าสูงสุดถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการณ์รอบสอง ยังมีความเป็นไปได้อยู่ เขายกตัวอย่างกรณีของจีนว่าวิกฤตยังไม่ได้สิ้นสุดลง มีโอกาสที่เศรษฐกิจของจีนจะชะลอลง และเกิดฟองสบู่สินทรัพย์ขึ้นในประเทศ

ด้านศาสตราจารย์รูบินียังคงเตือนถึงความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการที่นักลงทุนกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยเสีย ดอกเบี้ยต่ำ และได้นำไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทโดยเฉพาะสินทรัพย์คอมโมดิตีส์ 4 ตัว ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าไปลงทุนมาก ได้แก่ น้ำมัน พลังงาน อาหาร และทองคำ

รูบินียังเตือนด้วยว่า แม้ในขณะนี้เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเติบโต แต่ต้องระวังความเสี่ยง หากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ยกเลิก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

หลายประเทศคงนโยบายรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ความวิตกกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกผลักดันให้หลายรัฐบาลยังไม่สามารถยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำมาใช้รับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก

รองนายกรัฐมนตรี หลี่ เก๋อเจียง ของจีน ยืนยันว่าแม้เศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวแล้ว หลังรัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อจัดการกับวิกฤต แต่รัฐบาลยังจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินผ่อนคลายในระดับปานกลางไว้ต่อไป เช่นเดียวกับการคงจุดยืนทางการคลังเชิงรุก แม้ว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2553 ก็ตาม เนื่องจากมองว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังคงย้ำเป้าหมายของรัฐบาลในการพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้จีนลดการพึ่งพาการส่งออกลง

การชะลอการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงพบเห็นในหลายประเทศ ในจำนวนนั้นรวมถึงสหรัฐ ดังการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำที่ 0-0.25% ต่อไป ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และลดอัตราการว่างงานลง หลังการประชุมวันที่ 27 มกราคมเสร็จสิ้นลง

ในแถลงการณ์ของเฟดหลังการประชุม ได้ฉายภาพเศรษฐกิจทั้งแง่ลบและแง่บวก โดยระบุว่าธนาคารมีการปล่อยกู้น้อยลง แต่ไม่กล่าวถึงว่าตลาดบ้านกำลังปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เคยระบุไว้ในแถลงการณ์ฉบับก่อนนั้น

ส่วนในแง่บวก เฟดชี้ว่า การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น และกิจกรรมทางธุรกิจได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เฟดยังคาดว่าจะสามารถยุติโครงการมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ คือวันที่ 31 มีนาคมนี้ แต่ย้ำว่าสามารถเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาได้หากจำเป็น

ขณะเดียวกันรายงานยอดขายบ้านของสหรัฐล่าสุดแสดงให้เห็นว่าตลาดบ้านยังคงเปราะบางอยู่ โดยวอชิงตัน โพสต์ ได้อ้างข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐว่า ยอดขายบ้านใหม่ร่วงลง 7.6% ในเดือนธันวาคมปีกลาย เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน หรือมาอยู่ที่ระดับ 342,000 หลัง เมื่อเทียบอัตราทั้งปี

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ประเมินว่ายอดขายบ้านจะเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขที่น่าผิดหวังนี้ถือเป็นหนึ่งในปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับคนสร้างบ้านในทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อมองยอดรวมทั้งปี พบว่าปีกลายมียอดขายบ้านใหม่เพียง 374,000 หลัง หรือลดลง 22.9% จากปี 2551 และต่ำกว่ายอดขายในสภาพตลาดปกติกว่า 50% ทั้งนี้ในช่วงตลาดบูมสุดในปี 2548 มียอดขายบ้านใหม่เกือบ 1.3 ล้านหลัง

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า อากาศหนาวอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ยอดขายบ้านเดือนธันวาคมลดลง และอาจเป็นผลจากการที่เหล่า ผู้ซื้อบ้านเร่งโอนบ้านก่อนมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายน แต่ต่อมาทางการสหรัฐ ได้ขยายเวลาไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้

ดานา ซาพอร์ต้า นักเศรษฐศาสตร์ของสโตน แอนด์ แมคคาธี รีเสิร์ช เผยกับเอบีซีว่า รายงานยอดขายบ้านไม่ได้ทำลายความคิดว่าตลาดบ้านกำลังฟื้นตัวไปทั้งหมด แต่เน้นถึงความเปราะบางของการฟื้นตัว ซึ่งไม่ใช่ข่าวดีสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม

เอเชียเจอทางตันนโยบายการเงิน

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ฉบับวันที่ 29 มกราคม ตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารกลางหลายแห่งของเอเชียมีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย และพบว่าพวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต เพราะที่ผ่านมา เอเชียจะรอดูทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ในช่วงเวลานี้ เอเชียไม่สามารถรอเช่นนั้นได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะรอจนถึงปลายปีนี้ จึงจะขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อควบคุมปริมาณเงิน แม้ว่าการเติบโตของสหรัฐจะฟื้นแล้ว และราคาก็ขยับสูงขึ้น ความไม่สอดคล้องกันดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เงินสกุลท้องถิ่นของเอเชียแข็งค่าขึ้น

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ม.ค.) ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ระดับเดิม แต่เปลี่ยนไปขยับดอกเบี้ยในกลไกเงินกู้อื่นแทน พร้อมส่งสัญญาณว่า วัฏจักรนโยบายการเงินเข้มงวดได้เริ่มต้นแล้ว เช่นเดียวกับธนาคารกลางมาเลเซีย ซึ่งแม้จะยังไม่ขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ได้เตือนถึงความเสี่ยงของความไม่สมดุลทางการเงิน ที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเกินไป และเป็นระยะเวลายาวนาน ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียเริ่มปรับเนื้อหาในคำแถลง โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาท้าทายต่าง ๆ อาทิ การฟื้นตัวของอินโดนีเซียจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของนโยบายการยกเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศสำคัญ ๆ รวมถึงประเทศคู่ค้าของอินโดนีเซีย

Posted by: management2008 | มกราคม 29, 2010

“เรียนอย่างไร ?” จึงจะมีงานทำ

เพราะเหตุใดบัณฑิตใหม่จึงตกงาน ทั้ง ๆ ที่ความต้องการของตลาดนั้นมหาศาลโดยเฉพาะภาคการผลิต

สัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.ส่งศรี บุญบา รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานไทยภายหลังเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นว่า จากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในขณะนี้ ยอมรับว่าทำให้ภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทเริ่มขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเมื่อปีที่แล้วพบทางเลือกใหม่หลังกลับสู่ภาคการ เกษตร ขณะที่แรงงานที่จบใหม่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมน้อยลง

แม้ว่ารองอธิบดีกรมการจัดหางาน จะยืนยันว่าสถานการณ์ในปัจจุบันแรงงานยังไม่ขาดแคลนมากถึง 4-5 แสนคนตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกมาระบุ เพราะเชื่อว่าตัวเลขนี้อาจเป็นความต้องการแรงงานในปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของแรงงานไทย ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40-59 ปี ซึ่งอีกไม่นานแรงงานกลุ่มนี้จะเข้าสู่วัยเกษียณอายุ ซึ่งตามปกติแล้วจะมีแรงงานใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่เป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานช่วงอายุ 25-39 ปีมีปริมาณน้อยมาก และคาดว่าจะลดลงทุกปีซึ่งเป็นผลจากการคุมกำเนิดที่ได้ผล และในปี 2552 ที่ผ่านมาแรงงานกลุ่มดังกล่าวหายไปจากระบบกว่า 200,000 คน

ซึ่งจากผลวิจัยแนวโน้มความต้องการแรงงานในปี 2553-2557 โดยกองวิจัยตลาดแรงงาน พบว่าความต้องการแรงงานไทยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในภาคการผลิตทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ โดยคาดว่าประเทศไทยจะมีความต้องการแรงงานไม่ต่ำกว่า 38 ล้านคน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนักในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากกำลังแรงงานทดแทนที่มีอยู่ไม่สามารถทดแทนกำลังแรงงานของ ผู้สูงอายุที่กำลังจะเกษียณอายุได้

 

หากสถานการณ์แรงงานไทยยังไม่ดีขึ้น ภาคการผลิตทั้งหมดโดยเฉพาะอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวโดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยีการผลิตแทนแรงงานคนให้มากขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้คนน้อย แต่มีการใช้เทคโนโลยีสูง ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขยาก ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

ด้าน นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวยอดการส่งออกย่อมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมมีความต้องการแรงงานในการผลิตมากขึ้น ในขณะที่จำนวนแรงงานยังคงเท่าเดิมและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ทำให้สถานการณ์แรงงานระดับล่างอยู่ในภาวะตึงตัว ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ หันมาใช้แรงงานต่างด้าวแทนแรงงานไทยที่ขาดแคลน

เกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างแรงงาน ในแต่ละปีสถาบันอุดมศึกษาไทยจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง จะผลิตบัณฑิตออกมาปีละเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีประมาณ 1,000,000 คน แต่บัณฑิตใหม่เหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการหางานทำหรือการว่างงานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และนายจ้าง ว่าทำอย่างไร ? นักเรียนนักศึกษาที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนอะไร ? หรือเรียนอย่างไร ? แล้วมีงานทำในยุคของการแข่งขันสูง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตจึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจำนวน 2,157 คน (น.ร./น.ศ. 1,029 คน 47.71% ผู้ปกครอง 621 คน 28.79% ครู/อาจารย์ 383 คน 17.76% และนายจ้าง 124 คน 5.74%) ระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม 2553 สรุปผลได้ดังนี้

เหตุผลของผู้สำเร็จการศึกษาในการเลือกหางานทำในเรื่องของการใช้ความรู้ความสามารถตรงกับที่เรียนมา มีอิสระ ในการทำงาน ภาพรวมให้ความสำคัญสูงสุดถึง 34.51%

รองลงมาเป็นเรื่องของชื่อเสียง ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ไปทำงานด้วยจะต้องเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ร้อยละ 26.88%

เรื่องของเงินเดือน โบนัส สวัสดิการ โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพตามมาเป็นอันดับสาม 23.96%

ที่บอกว่าเป็นความต้องการของครอบครัว และเลือกเพราะใกล้บ้าน เดินทางสะดวก มีจำนวน 9.49% และ 5.16% ตามลำดับ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ “ผู้สำเร็จการศึกษา” ไม่มีงานทำ (ไปสมัครแล้วไม่ได้รับเลือก) อันดับแรก 25.35% มาจากการที่นายจ้างหรือหน่วยงานยังยึดติดอยู่กับสถาบันการศึกษาที่จบ ประกอบกับบุคลิกลักษณะของผู้หางานไม่ตรงกับที่องค์กรต้องการ

สาเหตุที่ 2 เนื่องมาจากนักศึกษาไม่สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการ ร้อยละ 21.27%

สาเหตุที่ 3 เป็นเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่เก่งทฤษฎีแต่ไม่เก่งปฏิบัติ 20.00%

สาเหตุที่ 4 อ่อนภาษาอังกฤษ และสื่อ IT ขาดความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์ระบบ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 19.55%

สาเหตุที่ 5 สาขาที่จบมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด 13.83%

ในส่วนของสาขาวิชาที่คิดว่าสามารถหางานได้ง่ายหรือเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนักศึกษา ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ นายจ้างเห็นตรงกันว่าเป็นแพทย์/พยาบาล 27.55%

รองลงมาเป็นคอมพิวเตอร์ 25.62% ตามด้วยบัญชี/การตลาด 18.56% บริหาร/การจัดการ 16.70% นิติศาสตร์/รัฐศาสตร์ 11.54%

เมื่อถามต่อว่า “เรียนอย่างไร ?” จึงจะมีงานทำ

23.52% ระบุว่าต้องเก่งทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เมื่อจบแล้วสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการทำงานได้จริง

22.92% รู้ว่าตัวเองรักหรือชอบอะไร วางแผนล่วงหน้าดูสถานการณ์ปัจจุบัน ติดตามข่าวตลาด

20.34% ดูความต้องการของตลาดว่าต้องการนักศึกษาที่จบสาขาใด และเลือกเรียนตามนั้น

19.51% บอกว่าต้องตั้งใจเรียน ทำคะแนนให้ดี มีความสามารถโดดเด่นอยู่ในเกณฑ์ที่ตลาดต้องการ

13.71% เห็นว่าระหว่างเรียนต้องทำกิจกรรมควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างทักษะการทำงานร่วมกันหรือการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

วันนี้คงถึงเวลาแล้วที่นายจ้างผู้ใช้ประโยชน์จากแรงงานไทยจะต้องมานั่ง จับเข่าคุยกับผู้ผลิตบัณฑิตเพื่อปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าการพัฒนาประเทศไทยยังไปคนละทิศละทาง ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ตรงจุด ทำให้ศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยยังไปไม่ถึงฝัน

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลท์

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com

ช่วงปีสองปีผ่านมามีคนถามและเขียนอีเมล์เข้ามาหามากมายเกี่ยวกับวิธีการแจ้งข่าวร้ายภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานได้รับทราบและไม่ตกใจจนเกินไป ซึ่ง ข่าวร้ายมีตั้งแต่ผลกระทบที่องค์กรได้รับจากสภาวะเศรษฐกิจ จนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเอง

พูดจริง ๆ ในช่วงชีวิตของคนแต่ละคน ล้วนผ่านการได้ยินข่าวร้ายมาแล้วทั้งสิ้น และยิ่งในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่ามีข่าวร้ายมากมายเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะถดถอยของตลาดหุ้น การขึ้นลงของดอกเบี้ย น้ำมัน และทองคำ หรือแม้แต่เรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งแนวทางการแจ้งข่าวเหล่านี้ เราสามารถเห็นได้จากโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ อินเทอร์เน็ต

ดังนั้น เราจึงสามารถเก็บเกี่ยวความรู้จากแนวทางการแจ้งข่าวร้ายที่เราได้ยิน และเห็นกันเป็นประจำ มาปรับใช้ใน องค์กร

อย่างไรก็ดี ผมสรุปแนวทางเหล่านั้น และได้สิ่งที่ควรทำมาสี่ข้อ ซึ่งสี่ข้อนี้เป็นแนวทางที่อยากแนะนำให้กับคนที่เป็นผู้นำที่ต้องทำหน้าที่ในการแจ้งข่าวร้ายให้คนภายในองค์กรได้รับทราบ ได้ลองนำไปใช้ดู

โดยแนวทางในการแจ้งข่าวร้ายอย่างแรกคือ การบอกเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริง หลาย ๆ ครั้งที่ผู้บริหารหลายคน พยายามที่จะเคลือบข่าวร้ายด้วยคำพูดที่ สวยหรู และหนึ่งในสองเหตุผลในการที่ ผู้บริหารทำเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการที่จะสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นภายในหมู่พนักงาน หรือสองผู้บริหารไม่คิดว่า พนักงานจะสามารถรับมือกับข่าวร้าย พวกนี้ได้

ซึ่งเหตุผลทั้งสองประการนี้เกิดมาจาก ผู้บริหารมีความคิดว่า ตนเองเปรียบเสมือนผู้ดูแลหรือผู้ปกครองของพนักงานในองค์กร และมองว่าพนักงานเปรียบเสมือนลูก ๆ หรือเด็ก ๆ ที่ต้องการปกป้องและคุ้มครองจากผู้ดูแล

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาที่มีข่าวร้ายเกิดขึ้น องค์กรต้องการความร่วมมือจากพนักงานในการฝ่าฟันให้พ้นจากสถานการณ์ข่าวร้ายเหล่านี้ การไม่บอกตามความเป็นจริง จะทำให้พนักงานไม่สามารถให้ความร่วมมือได้อย่างเต็มที่

และนอกจากนี้แนวทางการแก้ไขอาจจำกัดอยู่ที่ความคิดของผู้บริหารเท่านั้น ซึ่งบางครั้งพนักงานอาจมีความคิดที่ดีกว่าก็ เป็นได้

นอกจากการบอกตามความเป็นจริงแล้ว ผู้บริหารควรบอกที่มาที่ไปและ/หรือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข่าวร้ายเหล่านั้น เพราะเหตุผลและ/หรือที่มาที่ไป จะช่วยในการกำจัดข่าวลือที่ไม่พึงประสงค์ได้

รวมทั้งพนักงานเองก็จะมีความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องต่อองค์กร ยกตัวอย่างเช่น การควบรวมกิจการ ถ้าผู้บริหารออกมาแจ้งข่าวแค่ว่าจะมีการควบรวมกิจการ พนักงานหลาย ๆ คนก็จะพากันกลัวเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเอง แม้ในความเป็นจริง จุดประสงค์ของการควบรวมกิจการนั้น อาจทำเพื่อขยายองค์กรและสร้างความมั่นคงทาง การเงินเท่านั้น

ต่อมาคือการพูดคุยถึงสิ่งที่ต้องทำร่วมกัน ถ้าองค์กรไม่คิดจะปิดกิจการลง สิ่งที่คุณต้องการคือความร่วมมือร่วมใจจาก พนักงานในการทำงานให้ดีที่สุด ระบุให้ชัดเจนว่าพนักงานต้องปฏิบัติตัวอย่างไร บางคนอาจต้องทำงานเหมือนเดิม

ขณะที่บางคนอาจจะได้รับการมอบหมายงานใหม่หรืองานเพิ่มให้ทำ ไม่ว่าอย่างไรผู้บริหารก็ควรจะบอกความคาดหวังที่มีต่อพนักงานให้ชัดเจน และถ้าเป็นไปได้ ลองเชิญชวนพนักงานให้มีส่วนร่วมในการคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ไม่แน่คุณอาจจะได้คำตอบที่ดีที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

สุดท้ายคือการกระตุ้นผู้อื่นให้มามีส่วนร่วมกับคุณ จงคิดเสมอว่าไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับการตัดสินใจ หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาของคุณ กระตุ้นให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม และเสนอแนวความคิดที่ดีกว่า หรือไม่เช่นนั้นก็ดึงความร่วมมือจากพวกเขาให้ได้มากที่สุด เพราะเวลาแห่งการโต้แย้งนั้น เรามีไม่มากนัก แต่เวลาแห่งการร่วมมือกันจำเป็นต้องมีให้ยาวนานที่สุด

ด้วยสภาวะที่โลกกำลังเข้าสู่การเป็นโลกาภิวัตน์ มีเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง และมีเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดน องค์กรจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุกคน และหนึ่งในวิธีที่จะสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งได้คือการพูดความจริง ไม่ว่าจะเป็นข่าวดี หรือข่าวร้ายก็ตาม

ฉะนั้นควรจะต้องใช้เครื่องมือทางการสื่อสารให้ดีที่สุด ถึงจะทำให้ข่าวร้าย กลายมาเป็นข่าวดีได้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป ?

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลต์

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com

วันก่อนเพื่อนของผมคนหนึ่งโทร.มาปรึกษาเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจของพนักงานในองค์กร เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเพิ่งย้ายเข้ามาทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแห่งนี้ หลังจากทำงานได้ประมาณ 2 สัปดาห์ เขามีความรู้สึกว่า พนักงานของเขาอยู่อย่าง เฉา ๆ และดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจเป็นสำคัญ

ถ้าพูดถึงเงินเดือนและสวัสดิการแล้ว ดูเหมือนว่าองค์กรนี้จะจ่ายอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม ซึ่งเพื่อนผมสรุปว่า ปัญหาไม่น่าจะมาจากเรื่องนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดี

เป็นอะไรที่ตอบยากมาก เพราะขวัญและกำลังใจที่หายไปของพนักงานมีได้หลายสาเหตุ แต่มีบางอย่างที่ผู้บริหารสามารถทำได้ และผมอยากแนะนำให้ผู้บริหาร ทุกคนที่องค์กรกำลังมีปัญหาเรื่องขวัญและกำลังใจของพนักงานลองทำดู คือ

เข้าไปหาพวกเขา – โดยปกติแล้ว ผู้บริหารระดับสูงโดยส่วนมากมักชอบนั่งอยู่บนหอคอย แล้วมองดูพนักงานทำงาน พูดจริง ๆ แล้ว พนักงานทุกคนล้วนต้องการได้รับความสนใจจากผู้บริหาร ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างผู้บริหารคนหนึ่งที่ผมรู้จัก องค์กรของเขามีคนประมาณ 200 คน แต่เขาสามารถจำชื่อพนักงานได้ทุกคน อาจจะจำได้แค่ชื่อเล่นหรือชื่อจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ ไม่มีพนักงานคนไหนกลัวที่จะขึ้นลิฟต์ไปกับผู้บริหารคนนี้

แต่สำหรับองค์กรที่ใหญ่มาก ๆ ผู้บริหารอาจจะไม่สามารถจำพนักงานได้ ทุกคน แต่อย่างน้อยคุณต้องรู้จักจัดสรรเวลาในการไปเยี่ยมเยียนพวกเขาบ้าง เดินไปคุยกับฝ่ายโน้นนิด ฝ่ายนี้หน่อย เดินทางไปเยี่ยมโรงงานโน้น ผลัดมาโรงงานนี้ เข้าไปคุยกับสายการผลิต เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้พนักงานรู้สึกว่า เขามีความสำคัญสำหรับคุณและสำหรับองค์กร

ยืนยันความสำคัญ – ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่ชอบให้คนเห็นความสำคัญของตนเอง เช่นเดียวกันกับพนักงานของคุณ เขาต้องการจะได้ยินคำชื่นชมจากหัวหน้างาน ยิ่งถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วยแล้ว เขายิ่งรู้สึกถึงความสำคัญของตนเองที่มีต่อองค์กร

หลายคนคงเริ่มสงสัยว่า ถ้าพนักงานไม่ได้ทำอะไรดีเด่นจะให้ชมเชยได้อย่างไร ผมไม่ได้บอกให้คุณไปชื่นชมเขาอย่างลม ๆ แล้ง ๆ แต่ผมอยากให้คุณได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับพนักงาน และชี้ให้เขาเห็นว่า เขามีความสำคัญอย่างไรกับองค์กร ยกตัวอย่าง คำพูดของท่านประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ที่ได้พูดกับหน่วยราชการ CIA ว่า คุณเป็นด่านหน้าในการป้องกันประเทศจากความท้าทายที่ไม่ถูกต้อง งานของคุณคือการสนับสนุนและค้ำจุนกองทัพ ทำลายล้างแผนและเครือข่ายของพวกผู้ก่อการร้าย ดังนั้นเราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราทำ และภูมิใจในความเป็น CIA

ยืนหยัดเคียงข้างพวกเขา – คำว่า ผู้บริหาร มันมาพร้อมกับคำว่า ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบต่อองค์กรและพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคำว่าระดับสูงตามมาด้วยแล้ว ภาระหน้าที่ต้องหนักไปกว่าเดิม ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหัวหน้างาน และผู้บริหารบางคนจะไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ทั้งที่ตนเองมีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจเหล่านั้น เหตุผลหนึ่งและเป็นเหตุผลหลักคือ เพราะถ้าสิ่งที่ตัดสินใจออกไปมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เขาไม่กล้าพอที่จะรับผิดชอบ

เมื่อหัวหน้างานและผู้บริหารเป็นเช่นนี้ คงไม่ต้องพูดถึงพนักงานว่าเขาจะเป็นอย่างไร หลาย ๆ ครั้งที่มีการตัดสินใจผิดพลาดขึ้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบกลับกลายเป็นพนักงาน ดังนั้นในฐานะผู้บริหารระดับสูง ถ้าต้องมีการตัดสินใจอะไรที่สำคัญ ๆ คุณต้องกล้าที่จะเข้าไปมีบทบาทร่วม และกล้าที่จะรับผิดชอบร่วมเช่นกัน

สร้างความชัดเจนภายในองค์กร – หนึ่งในเหตุผลของขวัญและกำลังใจที่หายไปของพนักงานคือความไม่ชัดเจนภายในองค์กร ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการมอบหมายนโยบายที่ไม่ชัดเจนออกไป ในฐานะพนักงานหลายคนเริ่มมองแล้วว่า นโยบายนั้น ๆ มีความเกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไร ถ้านโยบายไม่ชัด เขาจะไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ในฐานะผู้บริหารระดับสูง คุณต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นภายในองค์กร การสื่อสารจึงกลายมาเป็นประเด็นสำคัญในครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วการแสดงออกก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้บริหารพึงระวัง เพราะอย่าลืมว่าการสื่อสารไม่ใช่แค่สักแต่ว่าพูดให้ฟัง การแสดงออกต่างหากจะเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งที่พูดออกไปเป็นจริงหรือไม่

นอกจากในเรื่องของความชัดเจนในนโยบายแล้ว ผู้บริหารควรสร้างความชัดเจนในเรื่องของมาตรฐานการทำงาน ค่านิยมภายในองค์กร และพฤติกรรมที่ควรจะเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมภายในองค์กร ดังนั้นผู้บริหารจึงควรที่จะสร้างความชัดเจนให้พนักงานเห็น

ในช่วงที่องค์กรอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ผู้บริหารระดับสูงจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน อย่าคิดเอาเองว่าพนักงานไม่ต้องการพบ หรือได้ยินอะไรจากคุณ ยิ่งในสถานการณ์ที่ลำบากด้วยแล้ว พนักงานทุกคนล้วนต้องการได้ยิน และรับทราบข้อมูลต่าง ๆ จากผู้บริหารทั้งสิ้น

จงเข้าไปหาพวกเขา กล่าวทักทายพูดคุยกัน รับรู้และตอบคำถามที่เขาข้องใจ ฟังในสิ่งที่เขาอยากบอก และถ้าเป็นไปได้จงให้สัญญาในการที่จะกลับมาพบพวกเขาอีก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ลำบาก การปรากฏตัวของผู้บริหารระดับสูง มีแต่จะทำให้พนักงานรู้สึกดีและมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น

Posted by: management2008 | มกราคม 4, 2010

คุณเป็น HR แบบไหน

คอลัมน์ hr conner

โดย สุชาดา สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา

Value is defined by the Receiver more than the Giver คำพูดนี้เป็นของ ศาสตราจารย์เดวิด อูว์ริค (Professor David Ulrich) ปรากฏในหนังสือชื่อ HR Value Proposition ที่ผู้บริหารทุกระดับ ทุกสายงานโดยเฉพาะนักบริหารบุคคลต้องอ่าน หมายความว่า ผู้รับต้องเป็นผู้กำหนดคุณค่าของสิ่งที่เขาได้รับมากกว่าจะเป็นตัว ผู้ให้ นี่เป็นวรรคทองที่จำใส่ใจนับแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้

นักบริหารบุคคลทั้งหลายอย่าได้หลงผิดคิดว่า ผลงาน แผนงาน กิจกรรมหรือ การกระทำใดที่ได้ทำลงไปเป็นผลงานที่ดีเลิศ ยอดเยี่ยมแล้ว เพราะนั่นเป็นการ เข้าข้างตนเอง แต่คนอื่นซึ่งน่าจะหมายถึง ผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารตามสายงาน พนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างหากที่จะเป็นคนชี้ว่า ผลงานเหล่านั้นมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด เจ็บปวดไหมเล่า อะไรที่ เรานึกว่าดี คนอื่นอาจมองในมุมกลับเป็นของไม่ดีก็ได้

แต่ผู้เขียนมิได้บอกให้ตระหนักเพียงอย่างเดียว แต่ได้ชี้แนะให้เห็นถึงระบบ รูปแบบ บทบาทหน้าที่อันพึงกระทำของ นักบริหารบุคคลมืออาชีพในยุคใหม่ของการทำภารกิจนี้ เป็นการสอนทฤษฎีทางการบริหารคนยุคใหม่ทีเดียว มีตัวอย่างของการนำไปปฏิบัติให้ศึกษาด้วย ซึ่งหากผู้อยู่ในอาชีพนี้อ่านและเข้าใจจะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทที่พลิกโฉมไป

เดิม

เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ปฏิบัติตามรูปแบบดั้งเดิมที่เคยทำ

ใช้เวลากับงานที่สร้างคุณค่าน้อย

ไม่เคยมองงานในเชิงธุรกิจ

ลงทุนในคนเพื่องานปัจจุบัน

ใหม่

ก้าวมาอยู่แถวหน้าร่วมกับสายงานอื่น

เปลี่ยนเพื่อให้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์องค์การ

ทำงานระดับกลยุทธ์มากขึ้น

มองงานในเชิงธุรกิจเต็มรูป

เตรียมคนเพื่อให้พร้อมสำหรับอนาคต

คนทำงานบริหารบุคคลหากยังติดยึดกับงานแบบดั้งเดิมย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า มีโอกาสตกงานหรือตกโลกของการเป็นมืออาชีพ สูงมาก ตำแหน่งงานในฝ่ายนี้ไม่ใช่ว่าใคร ก็มาทำได้ แต่ต้องได้คนที่มีความรู้ในเรื่องการบริหารคนอย่างแท้จริง ศาสตร์ในสาขาวิชานี้มีการเรียนการสอนในสถาบันระดับปริญญา ซึ่งเติบโตถึงระดับปริญญาเอกเลยทีเดียว ฝ่ายงานนี้ไม่ใช่สุสานสำหรับคนที่ไม่รู้จะให้ไปทำงานอะไร ไม่ใช่ที่พักของคนหมดไฟสูงอายุอีกต่อไป แต่ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจในธุรกิจ รอบรู้และรู้รอบในงานต่าง ๆ ในองค์การ เพื่อจะได้ตอบสนองสายงานต่าง ๆ ได้ มีวิสัยทัศน์ที่มองไปได้ไกลถึงจุดหมาย ปลายทางขององค์การพร้อม ๆ กับ CEO เลยทีเดียว เพราะได้รับสมญาใหม่ว่าต้องเป็น Strategic Partner หรือคู่คิดทางกลยุทธ์นั่นเอง

ทฤษฎีใหม่ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้บอกไว้ว่า งานบริหารบุคคลนั้นจะสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์การได้ต้องเป็นดังนี้

1.Knowing external business realities ต้องรู้ความเป็นไปที่แท้จริงของธุรกิจ เช่น ในด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจ โลกาภิวัตน์หรือแม้แต่เรื่องของโครงสร้างประชากร ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการทำงานของ HR ทั้งสิ้น เรารู้เทคโนโลยีเพื่อที่จะสามารถนำมาใช้ ในงานได้ ซึ่งจะทำให้เราทำงานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว รู้เศรษฐกิจก็เพื่อจะได้รู้ว่าองค์การจะต้องเผชิญอะไรบ้าง จะรับมือได้อย่างไร จะเตรียมคนให้เหมาะสมกับ สภาวะเศรษฐกิจได้อย่างไร การแข่งขัน เป็นอย่างไร หรือแม้แต่เรื่องโครงสร้างประชากร จะต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ได้ว่า จะส่งผลต่อการสรรหาคัดเลือก คนหรือไม่

2.Serving external and internal stakeholders ต้องให้บริการแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทั้งจากภายนอกและภายใน ซึ่งคน ทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็คือ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ผู้บริหารและพนักงาน ปกติเราจะตระหนักเพียงว่า ผู้บริหารและพนักงานเท่านั้นที่ HR ต้องให้บริการ แต่ครั้งนี้วางคนอื่นไว้ในลำดับต้น

3.Crafting HR practices ต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความละเอียด พิถีพิถัน เพราะคำว่า Craft นั้นแปลว่า แกะสลัก นั่นคือ ต้องใช้ฝีมือจริง ๆ ไม่ใช่งานลวก ๆ สักแต่ว่าทำ แต่ต้องเอาใจใส่ ทุ่มเทใจให้กับงานแกะสลักระบบงานบริหารคน บริหารผลงาน ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งไม่เพียงกำหนดแต่ต้องลงมือทำให้เห็นผลงานจริง ๆ ต้องเป็นผลงานที่อวดได้ เป็นตัวอย่างที่คนอื่นเอาไปทำตามอ้างอิงได้

4.Building HR resources ต้องวางรากฐานของงานด้าน HR ให้ดี มั่นคง ในเรื่องของกลยุทธ์ด้านคน ด้านการ พัฒนาองค์การ เพราะนั่นหมายถึง อนาคตขององค์การ สร้างหรือแสวงหาแหล่งความรู้ต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาคน องค์การให้สามารถแข่งขันได้ สร้างและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน อย่างต่อเนื่อง

5.Ensuring HR professionalism ต้องให้ทุกคนมั่นใจในความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง แสดงบทบาทจุดยืนให้มั่นคงชัดเจน สร้างเสริมความรู้ความสามารถ ของตนเองในด้านที่เกี่ยวกับงานภารกิจของ HR และต้องหมั่นพัฒนาให้ทันต่อยุคสมัย ต่อสภาพเศรษฐกิจ พร้อมปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ได้ตลอดเวลา

มีหลายคนที่ยังเข้าใจว่า HR ต้องทำ เพื่อพนักงานหรือนายจ้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแม้แต่ต้องยืนตรงกลาง ความจริง ไม่ใช่ บทบาท คือ ต้องเป็นผู้บริหารแต่ทำงานให้สองฝ่าย คือ นายจ้าง ลูกจ้าง สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงกลาง อาจยืนในจุดที่เป็น 70-30 หรือเท่าใดก็ได้ แต่ยอมรับกันได้ ฉะนั้น หากมีความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง การเรียกความเชื่อมั่น เชื่อถือย่อมทำได้ง่าย

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา คือ ปัจจัยที่จะทำให้ HR สามารถสร้างคุณค่าให้แก่องค์การได้

และไม่เพียงเท่านั้น ศาสตราจารย์ ผู้เขียนเรื่องนี้ยังมองไกลไปถึงว่า

เมื่อ HR สร้างคุณค่าให้องค์การได้แล้วจะนำไปสู่การมีธุรกิจที่ยั่งยืน (Business for Sustainable)

ซึ่งน่าจะเป็นสุดยอดปรารถนาของกิจการนั่นเอง

หนังสือเล่มนี้เป็นพื้นฐานของศาสตร์อีกหลายเล่มต่อมา แต่นักบริหารบุคคลมืออาชีพต่างให้การยอมรับหลักการตามทฤษฎีใหม่นี้อย่างกว้างขวาง

ใครสนใจอยากพิสูจน์ว่าทำตามได้จริงหรือไม่ ลองไปหามาอ่านและลงมือทำตาม จะพบว่าทำตามได้ง่ายมาก หากคุณอยากเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยประกาศข่าวแต่งตั้งรองกรรมการผู้จัดการรุ่นใหม่ทีเดียว 10 คนพร้อมกัน หลังจากผู้บริหารระดับสูงหลายคนลาออกไปอยู่ค่ายอื่น ๆ ซึ่ง “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBank กล่าวว่า หน้าที่หลักที่สำคัญของซีอีโอคือทำเรื่อง “คน” ไม่ใช่เรื่องการกำหนด เป้ารายได้ เพราะเรื่องเหล่านี้มีคนทำอยู่แล้ว แต่ซีอีโอต้องทำเรื่องคน ควบคู่ไปกับเรื่องฮวงจุ้ย ถ้าเรื่องฮวงจุ้ยแก้ให้หมดแล้ว ทำให้หมดแล้ว หากยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็แสดงถึง “ฝีมือ” ของ “คน” แล้ว

ซีอีโอเคแบงก์ย้ำว่าการทำเรื่องคน ผู้บริหารต้องนวด ต้องอดทน ต้องพูดซ้ำ ๆ ถึงยุทธศาสตร์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรพัฒนาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

“ต้องมียุทธศาสตร์ที่มีความหมาย เป็นหลายแผนที่จะนำทุกคนไปในทิศทางนี้ เพราะคนจำนวนมาก และคนต้องเชื่อว่ายุทธศาสตร์นั้นมีความหมายและร่วมทำงานกันในลักษณะที่ว่าสร้างสรรค์ไม่ทะเลาะกันจนวงแตก”

โดย “บัณฑูร” ให้สัมภาษณ์บทบาทซีอีโอในการทำเรื่อง “คน” ว่า การสร้างองค์กร ที่ยั่งยืนคือองค์กรที่มีความสามารถในการ ปรับตัว แม้กระทั่งเปลี่ยนแนวของธุรกิจ แต่ก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้ต้นทุนไม่แพง กับสามารถดึงคนเก่ง ๆ ให้อยู่ด้วยได้ 3 ตัวหลัก มีความสามารถ ปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกที่เปลี่ยนไป มีกระบวนการผลิตที่ปรับปรุงตลอดคือการรีเอ็นจิเนียริ่งตลอดและสามคือทำอย่างไรคนเก่งจะมาชุมนุมอยู่ที่นี่ ซึ่งทำไม่ง่ายเพราะตลาดเมืองไทยคนเก่งมีไม่พอใช้ และคนเก่งของสังคมไทยมาชุมนุมอยู่สายการเงิน

คนจบวิศวะที่เก่งที่สุดไม่ได้อยู่ในโรงงาน แต่มาอยู่ในธนาคาร (พร้อมกับเสริมด้วยท่าทีหัวเราะว่า…มันถึงพังไง) ดูของเราตั้งแต่ ดร.ประสารลงไป ผมก็วิศวะ คุณโทนี่ (ชาติศิริ โสภณพนิช) คุณบุญทักษ์ (หวังเจริญ) คุณอภิศักดิ์ (ตันติวรวงศ์) ก็วิศวะ เหตุผลที่มาชุมนุมอยู่ที่นี่ (แบงกิ้ง) เยอะคือที่นี่ผลตอบแทนสูง เพราะถ้าไม่ใช่ไปเป็นเถ้าแก่เอง มนุษย์เงินเดือนสายที่ค่าตอบแทนสูงที่สุดคือสายการเงิน อุตสาหกรรมไทยถึงเสียคน ภาคอุตสาหกรรมถึงไม่ได้คนเพราะไปอยู่ในแบงก์

- มีขบวนการสร้างคนอย่างไร

ก่อนอื่นต้องดึงคนก่อน หมายความว่าเขาต้องเชื่อก่อนว่าแนวธุรกิจขององค์กรนี้มีความหมาย เพราะใครก็อยากประสบความสำเร็จ มีการพัฒนาในวิชาชีพ คนที่เก่งก็จะดูว่าธุรกิจที่นี่มีอนาคต ดึงคนเข้ามาก็ต้องมีระบบอบรม จะเห็นว่าหลัก ๆ HR (human resource) เป็นเรื่องใหญ่ แต่เดิม HR ถูกมองว่าทำแค่บัญชีเงินเดือน แต่ทุกวันนี้ HR เป็นส่วนหนึ่งของการทำแผนธุรกิจไปพร้อมกับสายธุรกิจ เพราะสายธุรกิจวาดแผนไว้วิเศษอย่างไร ไม่มีคนไปทำมันก็ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีคนไม่มีคุณภาพเพียงพอใส่ไปก็ทำไม่ได้ ต้องไปหาคนที่เก่งในตลาดเข้ามาและมาอบรมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น HR กับธุรกิจต้องทำไปด้วยกัน

ที่กสิกรไทยมีความพิเศษที่ผู้บริหารสาย HR กับ IT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นคนที่มาจากสายธุรกิจ อันนี้หายาก เพราะคนที่เก่งก็อยากอยู่สายธุรกิจ เพราะมันมีผลประโยชน์อะไรก็ว่ากันไป แต่ผม โชคดีที่ได้คน 2 คนที่เก่งมาทำหน้าที่นี้ ทำไมเขาถึงมายอมทำงานที่มองเผิน ๆ เหมือนงานแบ็กออฟฟิศ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะจริง ๆ HR กับงานไอทีต้องทำร่วมกับแผนธุรกิจ เพียงแต่คนละมุม แต่ต้องทำร่วมกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ มีคนไปทำงาน และมีระบบสารสนเทศที่จำเป็น สนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงิน

- เห็นความสำคัญของ HR และ IT มาตั้งแต่เมื่อไหร่

ทุกคนเห็นทั้งนั้น แบงก์ไม่มีตัวนี้สู้คนอื่นไม่ได้ ตอนนี้สนามที่สู้กันไม่ใช่สนาม “เงินกู้ แต่คือคน” สนามนี้แย่งกันดุเดือดมากโทร.ถึงตัวเลย ผู้บริหารระดับท็อปของผม เฮดฮันเตอร์โทร.ถึงตัวทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไปหรือไม่ไป เพราะคนในตลาดมีไม่พอ

- การที่เฮดฮันเตอร์เจาะรายคนอย่างนี้ จะทำอย่างไรให้คนอยู่กับเรา

ก็เขาอยู่ เขาดึงคนของเราไปได้ไม่กี่คน ดึงได้ระดับล่าง ๆ ที่ขึ้นไม่ได้เพราะว่าเขาติดคนเก่งอยู่ข้างบน เขาก็บอกว่าเขาไปที่ที่เขาได้ขึ้น อย่างนี้เข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบนั้น ทีมทำงานก็มีทีมเอ ทีมบี ทีมเอดึงไม่ได้ ดึงได้คนสองคน ก็ต้องดึงทีมบี เพราะถ้าอยู่ที่นี่โอกาสขึ้นมันยาก ก็เป็นเรื่องธรรมดา ทีมเอดึงไม่ได้เพราะเขามีความเชื่อถือที่นี่ เมื่อไหร่ที่หมดความเชื่อถือ คนหมดความศรัทธาว่าที่นี่เป็นโอกาสทางวิชาชีพที่สูง เงินไม่เกี่ยว เงินให้ได้ อัดกันเต็มที่ น้อยกรณีที่เงิน เป็นประเด็น เช่นว่าเราปรับขึ้นให้คนคนนี้ มีคนอีก 30 คนเดือดร้อน อย่างนั้นก็ต้องปล่อยไป แต่เขาไปแล้ว เขาก็จะมีปัญหาในองค์กร ที่ถูกมองว่าคนนี้วิเศษมาจากไหน เงินเดือนแพง คนไทยยิ่งมีนิสัยหมั่นไส้ใครเงินเดือนสูง ให้เขาทำงานไป อย่างไทย ๆ จะเป็นอย่างนี้ อันนี้จึงเป็นความละเอียดอ่อนว่าความสมดุลมันอยู่ตรงไหน

เรื่อง “คน” เป็นเรื่องตะลุมบอนกันมากที่สุด เป็นเรื่องที่ผมทำเยอะที่สุด เพราะว่าเรื่องธุรกิจมันไม่มาถึงโต๊ะผม โต๊ะผมเป็นเรื่อง HR คนที่ทำ HR จะมาโต๊ะผมมากกว่าผู้บริหารคนอื่น เพราะธุรกิจมันมีสูตรของมันอยู่แล้วว่าธุรกิจจะต้องสู้อย่างนี้ ๆ แต่เรื่องของคนมันละเอียดอ่อน ว่าคนคนนี้เราจะสู้ได้แค่ไหน ศาสตร์นี้เป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ คือต้องมีวิทยาศาสตร์เข้ามาคำนวณว่า ถ้าเราขยับคนคนนี้ มันจะกระทบคนอีกกี่คน ในเครือธนาคารกสิกรไทย

- เรื่องวัฒนธรรมองค์กรสำคัญไหม

สำคัญมาก วัฒนธรรมองค์กรที่คนเก่งทำงานแล้วอีโก้ไม่ไปเหยียบเท้ากัน อันนี้สำคัญ…สำหรับผมมันต้องเป็นโจทย์ที่ทลายกำแพง เพราะทุกคนจะมีกำแพงว่านี่สายงานของฉัน สิ่งที่เป็นอุปสรรคกับการทำลายกำแพงคืออัตตา ว่าฉันวิเศษอย่างงั้นอย่างงี้ ฉันมี ศักดิ์ศรี ในรูปแบบต่าง ๆ เราพูดทุกวัน หาวิธีพูดที่จะไม่ให้คนทะเลาะกัน ไม่มีความรู้สึกว่าฉันวิเศษอยู่คนเดียว ถ้าเป็นฟุตบอลต้องเล่นได้ทุกตำแหน่ง ไม่ใช่ตั้งแคมป์รออยู่หน้าประตูแล้วรอให้ส่งลูกมาฉันจะได้เตะเป็นดาราอยู่คนเดียว ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้ ทุกคนต้องทำด้วยกัน แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมียุทธศาสตร์ที่บรรยายออกมาแล้วคนเชื่อ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทีมงานของผมมีความเชื่อ ต่อจากนั้นก็ต้องนวด เพราะคนเก่งมีอีโก้ มีอัตตาและมีอารมณ์ ถ้าเราไม่ระวัง จุดหนึ่งอารมณ์ระเบิดหรืออัตตาแสดงออกมาอย่างรุนแรง มันก็ทำให้วงแตก นี่เป็นความละเอียดอ่อน ยิ่งผู้บริหารระดับสูงยิ่งเป็น ระดับล่างไม่เป็นไร แต่ระดับสูงทุกคนก็เก่ง มีจุดยืนมีมุมมอง มีทางเลือกที่จะไปที่อื่นจะไปไหนก็ได้

การบริหารคนเป็นเรื่องการจัดการทางจิตมากกว่า ทางเทคนิคทุกคนทำได้ จัดการกับจิตมันยาก เพราะจิตคิดไปไม่เหมือนกัน บางคนสะดุ้งไปกับเรื่องนี้ สัมผัสไปกับแต่ละเรื่อง ไม่เหมือนกัน จะไปห้ามก็ไม่ได้ เช่นไปตักเตือนว่าอย่าไปกัดเขาอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีก็งอนเลยลาออกไปเลย ต้องระวัง คนเก่งใครก็ต้องการ การจะว่า จะติใครระดับสูง ๆ ต้องมีศิลปะ เพราะไปติเหมือนติเด็ก ก็ได้เรื่องเลย ต้องมีวิธีนวดให้เขาไม่รู้สึกว่า เสียหน้าเกินไป

- ต้องมีการวางแผนเรื่องทายาทธุรกิจ (succession planning) หรือไม่

นั่นเป็นอีกจังหวะหนึ่ง ที่ประกาศแต่งตั้งรองผู้จัดการ 10 คน เป็นการเติมเต็มสายงานต่าง ๆ อันนั้นถึงวันหนึ่งที่เปลี่ยนยุคเปลี่ยนรุ่นก็จะเป็นโจทย์สำคัญ ทายาทระบุเป็นตัวบุคคลไม่ได้ แต่ถ้าเป็นรุ่นระบุได้ว่ารุ่นถัดไปก็ต้องอายุน้อยกว่าผมสัก 10 ปี ระบุตัวได้ แต่ไม่ได้ แทงกันขาดในวันนี้ต้องแสดงฝีมือกันอีก ดังนั้นโจทย์ของผู้บริหาร ระดับสูงไม่ได้อยู่ที่เรื่องของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการคิด การปกครองผู้คน การวางตัวในสังคม

ผมว่าตอนนี้นามสกุลไม่ใช่ประเด็น เพราะเราก็ถือหุ้นในสัดส่วน ไม่ได้มีจำนวนที่มาชี้ว่าจะต้องเป็นแบบนี้ นามสกุลไม่ใช่ประเด็น ยิ่งไกลไปยิ่งไม่ใช่ประเด็นว่าใครขึ้นมาจะสามารถจัดการ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีใครมีคุณสมบัติครบถ้วน มันต้องนวด ต้องพัฒนาทดลองกันไป แม้แต่คนที่เป็นอยู่แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วน มันมีโจทย์ที่ต้องเรียนรู้ ทำผิดบ้างถูกบ้าง

เวลาผ่านไป จากโลกที่ดูเหมือนเป็นโลกของสโมสรเล็ก ๆ ของคนไม่กี่ตระกูล ก็กลายเป็นโลกการเงินแบบกว้าง คนที่ขึ้นมา บริหารก็มีไม่กี่คนที่มาจากตระกูลดั้งเดิม และมีนักการเงินโดยทั่วไปที่ขึ้นมา ตลอดเวลา 30 ปีที่ผมทำงานด้านการเงินมาประเด็นนี้ (ธนาคารพาณิชย์อยู่ในมือคนไม่กี่ “ตระกูล”) มันก็กลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะประเด็นทุกวันนี้มันอยู่เรื่องความโปร่งใส บริหาร ความเสี่ยงดีหรือเปล่า มากกว่าว่าไอ้นี่ (ผู้บริหาร) มันนามสกุลอะไร

ในการแสดงปาฐกถา 60 ปี เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 12 ในหัวข้อ “เสน่ห์และอัปลักษณ์ของเศรษฐศาสตร์” องค์ปาฐกถาที่มาเป็นการปิดท้ายงานนี้ คือ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ดร.อัมมารเกริ่นนำด้วยการออกตัวว่า เป็นการมาพูดในมุมมองของคนวัยตะวันรอน ที่ความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ค่อย ๆ จางหายไป และข้อมูลอ้างอิงไม่มีอะไรเร็วไปกว่าปี 1994 จึงขออภัยด้วย แต่คิดว่าส่วนใหญ่เป็นการมองเหลียวหลังถึงความสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่ถ้าพูดให้เซ็กซี่หน่อยก็คือ “เสน่ห์และอัปลักษณ์” วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกันมา พร่ำสอนกันมามีข้อดีข้อเสียอะไร มีอะไรควรปรับปรุงอย่างไร ไม่ใช่การปาฐกถาเชิงวิชาการที่พูด

ดร.อัมมารได้หยิบยกประโยคหรือถ้อยคำเด็ดของ อดัม สมิท (Adam Smith) ซึ่งเป็นบิดาของเศรษฐศาสตร์มาใช้วิเคราะห์ในการแลหลังถึงความสำเร็จและไม่สำเร็จของเศรษฐศาสตร์ที่ร่ำเรียนกันมากว่า 200 ปีแล้ว

ประโยคที่ว่านั้นคือ “It is not from the benevolence of the butcher, but from their regard to their own interest. We address ourselves not to their humanity but to their self-love, and never talk to them of our own necessities, but of their advantages.” (Smith [1776] 1938,14)

หมายความว่า “ที่เรามีอาหารการกินอยู่ได้ มีของใช้ได้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความใจบุญสุนทานของผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้น หรือผู้ที่ขายสินค้าเหล่านั้น แต่มาจากความเห็นแก่ตัวของคนเหล่านั้น แล้วเรา ไม่เคยพูดขอร้องเขาว่าเรายากจน เรากำลังอดอยาก แต่เรากำลังพูดเรียกร้องความเห็นแก่ตัวของเขา เพื่อให้เขาคายของที่เราต้องการออกมาให้บริโภค” นี่คือใจความที่ ดร.อัมมารสรุปให้ฟัง และบอกว่าข้อความนี้สรุปวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ดีที่สุด ซึ่งมีทั้งเสน่ห์และอัปลักษณ์

เสน่ห์ที่แรงมากจนทำให้ ดร.อัมมารบอกว่า ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์มาจากวิธีวิทยาที่เรียกกันว่า Methodological Individualism หรือ MI คือวิธีวิทยาที่เริ่มด้วยการดูพฤติกรรมของปัจเจก แล้วดูว่าพฤติกรรมเหล่านั้นขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง บางครั้งขึ้นกับปัจจัยอะไรบางอย่างที่สะท้อนอะไรที่เกิดขึ้นในภาพรวม ตัวอย่างเช่น เรามีพฤติกรรมการบริโภคขึ้นกับราคา ราคาเป็นสิ่งที่เราเห็น แต่ก็สะท้อนความขาดตลาดของสินค้านั้น ๆ ในตลาดด้วย ซึ่งสะท้อนภาพใหญ่ด้วย แต่เริ่มต้นจากพฤติกรรมของเรา

“MI เป็นวิธีการที่เราใช้กันมา เป็นเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของวิชาของเรา เพราะ MI เอื้อต่อการทดสอบสมมติฐานด้วยข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าและรัดกุมกว่า เพราะเรากำลังพูดถึงปัจเจก พูดถึงหน่วยธุรกิจ หรือกลุ่มหน่วยธุรกิจ หรือกลุ่มซึ่งไปวัดได้ ทดสอบพฤติกรรมได้ ไม่ใช่พูดอะไรที่เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นมันพิสูจน์ถูกผิด ได้ง่ายกว่าหลาย ๆ วิธี” ดร.อัมมารกล่าว

เสน่ห์อีกอย่างที่ ดร.อัมมารกล่าวถึง คือ สมิทมีความพยายามที่สุด ที่พยายามอธิบายความรู้ หรือให้ความรู้ต่าง ๆ โดยใช้คำอธิบายที่ไม่พึ่งพาปัจจัย อย่างเช่น พระผู้เป็นเจ้า หรือทางศาสนา หรือปัจจัยของรัฐบาล เพราะก่อนสมิทมีเศรษฐศาสตร์ที่พูดถึงการทำงานของรัฐบาล แต่การอธิบายนี้สอดคล้องกับแนวคิดของยุคแห่งความกระจ่าง หรือ enlightenment ที่คิดเหมือนกับนิวตันที่บอกว่า ดาวนพเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ มันมีกฎของมัน

สำหรับโลกสมัยนั้นที่คิดค้นถือว่ามีเสน่ห์มาก ๆ และทุกคนพยายามเอาเป็นตัวอย่างของวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งผมคิดว่าสมิทพยายามทำแบบนั้นและนี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ MI อธิบายกลไกของปัจเจก

“ผมเป็นมนุษย์ล้าสมัย เพราะเป็นมนุษย์ modern ไม่ใช่ post modern เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างเชื่อความสำเร็จของยุค หรือยุคแห่งความกระจ่าง และสมิทเป็นตัวอย่างที่ดี” ดร.อัมมารกล่าว

แต่ประโยคเดียวกันนั้นก็มีอัปลักษณ์ โดย ดร.อัมมารให้สังเกตประโยคนี้ที่พูดถึงเฉพาะความกลมกลืน หรือ “coherence” ที่แปลว่า มันอยู่ได้ ไม่ได้กระจุยกระจาย อยู่เป็นรูปเป็นร่างได้ ซึ่งจริงแล้วถ้าคนเห็นแก่ตัว แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวตลอด มันจะไม่อยู่ได้ แต่สมิทอธิบายโดยเขาใช้คำว่า “invisible hand” หรือมือที่มองไม่เห็น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลังจากนั้นค่อนข้างจะหลงใหลกับข้อคิดค้นของสมิท

“สมิทยังพูดต่อไปด้วยว่า ไม่ใช่แค่เพียง coherence แต่ยังมี optimum คือดีที่สุดที่จะมีได้ ตรงนั้นเริ่มมีความอัปลักษณ์เกิดขึ้น การมี optimum สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อสมมติ และคณิตศาสตร์ที่พิสดาร แต่ไม่ได้มีความหมายมาก ผมคิดว่าถ้าไปอ่านรายการ ของข้อสมมติแล้ว เราก็รู้ทันทีว่าเศรษฐกิจเหล่านั้นไม่มีวันเกิดขึ้นได้ในโลก” นี่คือเป็นประเด็นที่ ดร.อัมมารทิ้งไว้ให้คิด

พอถึงต้นศตวรรษที่ 20 ต้นปี 1930 ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่จะพยายามโค่นล้มแนวความคิดนี้ ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แน่นอนที่สุดกลไกราคาหาได้นำมาซึ่งเศรษฐกิจที่ดีที่สุดไม่ และแนวคิดที่ฮือฮามากที่สุดคือของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ที่บอกชัดเจนว่า เศรษฐกิจที่บริหารจัดการด้วยกลไกราคามีปัญหาอะไรหลายอย่าง

แต่ ดร.อัมมารก็เป็นห่วงว่าถ้าเราโยนทิ้งทั้งหมด ก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะว่าการวิเคราะห์เศรษฐกิจต้องอิงบางส่วนของทฤษฎีกลไก เพราะฉะนั้นมีอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถทิ้งไปได้ แต่การที่จะยึดแนวในตลาดเสรีไปโดยตลอดอย่างไม่ลืมหูลืมตาไม่ว่าจะในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ผมคิดว่าเป็นอัปลักษณ์ แต่การปฏิเสธกลไกราคาในทุกเรื่องก็เป็นอัปลักษณ์ชนิดหนึ่ง

“เมื่อเขียนถึงตรงนี้ ก็นึกว่า ตายจริงเราพึ่งแนะนำให้รัฐบาลใช้กลไกราคาหันมาใช้กับเรื่องข้าวหลังจากทิ้งมานาน แต่ขณะเดียวกันผมก็แก้ตัวได้ว่าผมไม่ได้หลงใหลกลไกราคา เพราะเมื่อผมทำงานเรื่องประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผมก็โยนกลไกราคาทิ้งทั้งหมด มันก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเป็นนักฉกฉวยโอกาส หรือที่เราน่าจะยึดถือ อย่าหลงใหลอะไรมากเกินไป” ดร.อัมมารกล่าว

เพราะฉะนั้น อัปลักษณ์ข้อแรกของเศรษฐศาสตร์ คือ “หลงใหลในกลไกราคา” และอัปลักษณ์ข้อ 2 คือ “จิตวิทยาของเศรษฐศาสตร์” ดร.อัมมารบอกว่า อัปลักษณ์ข้อ 2 ก็อยู่ในประโยคที่ยกมา คือที่กล่าวถึงคนไม่ใจบุญ คนเห็นแก่ตัว นี่คือ “จิตวิทยาของเศรษฐศาสตร์” ที่เราใช้กันมา แสดงว่ามนุษย์ค่อนข้างจำกัดมาก เป็นจิตวิทยาที่แคบมาก เราพูดถึง rational behavior หรือความสมเหตุสมผล ซึ่งจริง ๆ แล้วแฝงด้วยองค์ประกอบ 2 ชิ้น คือ ความมีเหตุมีผล (rational) และอีกอันหนึ่งคือ ความเห็นแก่ตัว (self-love) 2 สิ่งนี้บางที่เราจะปะปนกัน นี่คือ “จุดบอด” เป็นความอัปลักษณ์อย่างหนึ่ง ทั้ง 2 อย่างต้องแยกจากกัน เพราะคนเราอาจมีความสมเหตุสมผล แต่ไม่ใช่ว่าจะเห็นแก่ตัวเสมอไป

ดร.อัมมารมีความเห็นว่า จิตวิทยาของเศรษฐศาสตร์แคบมาก เพราะกว่า 100 ปี หรือก่อน 30 ปีมานี้ นักจิตวิทยาถูกครอบงำโดยซิกมันด์ ฟรอยด์ ซึ่งคิดว่าฟรอยด์ไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้นกับนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนหนึ่งเพราะฟรอยด์เป็นหมอรักษาโรค จะรักษาเฉพาะคนที่มีอาการ มีแนวโน้มจะไปทางนั้นว่า คนไม่มีเหตุมีผล แต่ไม่ได้พูดถึงคนธรรมดาทั่วไป และคนแบบนี้ไม่ได้รับการวิเคราะห์

แต่ระยะหลัง ๆ เริ่มวิเคราะห์ ทำให้เศรษฐศาสตร์เริ่มนำงานแนวนี้มาใช้ในวิชาของตน อีกกระแสหนึ่งมาจากการศึกษาการทำงานของสมองมนุษย์ การที่มนุษย์เราควบคุมอารมณ์ ควบคุมพฤติกรรม แม้กระทั่งระดับศีลธรรม จริยธรรมได้ เป็นเรื่องที่คิดว่ากำลังจะนำมาใช้กับเศรษฐศาสตร์ได้ด้วย อีกกระแสสุดท้ายใช้ได้คือ ส่วนที่เรียกว่า happiness study เราเคยมีข้อสมมติว่า มีวัตถุ เยอะ ๆ ซึ่งก็คือ GNP เราก็จะมีความสุข เป็นฟังก์ชั่นง่าย ๆ แต่มันไม่ใช่แน่นอน อันนี้กลุ่ม happiness พิสูจน์จากข้อเท็จจริง ในความเป็นจริง และก็ขยายวิชาการด้านนี้ออกไปค่อนข้างมาก

ดร.อัมมารบอกว่า นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดกระแสต่าง ๆ ที่เศรษฐศาสตร์นำมาใช้ได้ และกระแสสุดท้ายที่สำคัญคือ คณะกรรมการโนเบลได้ให้รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2009 กับ เอลิเนอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University Bloomington, IN, U.S.A.) ซึ่งเป็นคนที่พยายามศึกษาจากข้อมูลในพื้นที่ว่ามนุษย์เราที่มีความสมเหตุสมผล และอีกแง่หนึ่งก็อาจเห็นแก่ส่วนตัว ที่ลักษณะที่ซับซ้อนกว่าเห็นแก่ตัวเองแบบดื้อ ๆ ด้าน ๆ โดยไปศึกษาว่าชาวบ้านในชุมชนจะแบ่งน้ำกันอย่างไร เพราะน้ำเป็นของที่ทุกคนตักตวงได้ แต่ชาวบ้านรู้ว่า ถ้าทุกคนตักตวงน้ำไม่พอแน่ แต่เขามีระบบการจัดสรรของเขา ที่สร้างกันขึ้น แล้วค่อย ๆ เป็นวัฒนธรรม

ดร.อัมมารตั้งข้อสังเกตว่า แนวความคิดนี้น่าตื่นเต้น เพราะในแง่หนึ่งแล้วถ้าคิดลึกต่อไปอีก ออสตรอมพูดเฉพาะงานที่เธอทำมา เกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากร แต่ถ้าดูไปแล้วมันแสดงว่ามันเป็นการไล่ “สัตว์เศรษฐกิจ” ออกไปจากกระแสความคิดของคน และทำให้คนคิดว่ามนุษย์เป็น “สัตว์สังคม” ซึ่งเราควรคิดมาตั้งแต่ต้นเพราะเราอยู่กับสังคมมาตั้งแต่เราลงมาจากต้นไม้

“เป็นเรื่องที่เราต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ในสังคม แล้วจริยธรรมที่พูดกันนั้นเราทุกคนก็อ้างศาสนา หรืออ้างอะไรที่มาจากข้างนอก แต่จริง ๆ แล้วจริยธรรม ศีลธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง แล้วกระบวนการสร้างเช่นกรณีออสตรอมเขาสร้างระบบจัดสรรน้ำที่เขาคิดว่ามันยุติธรรม เขาคิดขึ้นมาเอง แล้วเกิดวัฒนธรรมในการจัดสรร ซึ่งอันนี้เทียบกับสัตว์เศรษฐกิจแบบโบราณของเราเทียบกันไม่ติด” ดร.อัมมารกล่าว

นอกจากนี้ ดร.อัมมารยังกล่าวว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน และในหลาย ๆ ทฤษฎีที่บอกว่า มนุษย์เป็นมนุษย์ที่หลาย ๆ ครั้งมีความจำเป็นต้อง “ร่วมมือ” กัน ทุกอย่างไม่จำเป็นต้อง “แข่งขัน” แม้จะเป็นจุดแข่งของเศรษฐศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วต้องมี cooperation หรือการร่วมมือกันเป็นส่วนสำคัญด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เศรษฐศาสตร์จะมองข้ามไป จึงขอฝากเศรษฐศาสตร์ รุ่นหลัง ๆ ไว้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นงานที่น่าตื่นเต้นน่าสนใจ

เพราะฉะนั้น แทนที่จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาส ก็ขอให้แปลงอัปลักษณ์เป็นโอกาส อัปลักษณ์ก็คือว่า การเชื่อในมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวในแต่เพียงมิติเดียว แต่มนุษย์มีหลายมิติ ในบางครั้งเขาเห็นแก่ตัว ไปซื้อของจากแม่ค้าต่างฝ่ายอาจมองว่าเห็นแก่ตัวได้ แต่ในบางมิติก็เป็นมนุษย์ที่พร้อมจะร่วมมือ บางทีต่อรองแม่ค้าก็เห็นอกเห็นใจ แต่ถ้าซื้อของกับแม่ค้ามานานก็อะลุ่มอล่วยกัน เรื่องเหล่านี้ เศรษฐศาสตร์ยังให้ความสนใจน้อย ขอฝากไว้ด้วย

“อัปลักษณ์สำคัญที่สุดที่ควรแก้ไขเยียวยา คือ จิตวิทยาในเศรษฐศาสตร์ ว่าเป็นจิตวิทยาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นข้อจำกัดแล้ว มันเปิดโอกาสให้เศรษฐศาสตร์ก้าวหน้ามาเยอะมากในช่วง 200 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่อดัม สมิท แต่เดี๋ยวนี้ถึงจุดที่เราจะทบทวน และมันมีอะไรหลายอย่างที่เปิดโอกาสให้เราทบทวนได้” อัมมารกล่าวสรุปตอนท้าย

Older Posts »

หมวดหมู่