Posted by: management2008 | กรกฎาคม 6, 2009

เศรษฐกิจอเมริกายังจะลงต่อไป

“ดร.โกร่ง”คนเดินตรอกมองสวนทางกูรูไทย-เทศ ฟันธง”เศรษฐกิจอเมริกายังจะลงต่อไป” ทำไม..และทำไม.. ??

ขณะที่หลายสำนักทั้งไทยและเทศต่างประเมินว่าศก.สหรัฐอเมริกาน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และเตรียมที่จะผงกหัวขึ้น แต่”ดร.โกร่ง” คนเดินตรอก ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ฟันธงว่า เศรษฐกิจของอเมริกายังคงเปราะบางและคงประสบกับปัญหาหนักอยู่ต่อไป ค่าเงินดอลลาร์ยังจะคงมีค่าอ่อนตัวลงไปอีก ยักษ์ใหญ่อย่าง”จีน”จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

ดร.โกร่ง คนเดินตรอก

เศรษฐกิจอเมริกายังจะลงต่อไป

คำถามดังกล่าวเป็นคำถามยอดนิยมอยู่ในปัจจุบัน ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมพวกเราจึงให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจอเมริกากันมากมาย ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของอเมริกาแม้ว่าจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างมาก ในฐานะที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับทวีปเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและญี่ปุ่นก็ตาม

แต่ทุกวันนี้ประเทศอื่นๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ซื้อสินค้าที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียผลิตมากขึ้น ถ้าหากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย และตะวันออกกลาง คือบรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทั้งหลายมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็อาจจะชดเชยการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาได้ อีกอย่างหนึ่งทุกวันนี้การเคลื่อนย้ายของเงินทุนไปมาซึ่งเป็นเหตุให้ราคาสินทรัพย์ทั้งที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ราคาหุ้น ตราสารทางการเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชียก็อาจจะฟื้นก่อนเศรษฐกิจของอเมริกาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรออเมริกาฟื้นก่อน

เท่าที่ตามดูเงินทุนไหลกลับมาที่ตลาดเอเชียตั้งแต่เริ่มไตรมาส 2 อาจจะด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก การที่อเมริกาหลังจากรัฐสภาสหรัฐได้ผ่านกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความจริงแล้วเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่บอก เพราะรัฐบาลออกพันธบัตรแล้วให้ธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อพันธบัตร พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้วิธีพิมพ์เงินออกมาใช้แล้วรัฐบาลอเมริกันก็ใช้เงินที่ธนาคารกลางซื้อพันธบัตรเอามาอุ้มสถาบันการเงิน และบริษัทใหญ่ๆ เช่น บริษัทผลิตรถยนต์บ้าง บริษัทน้ำมันบ้าง โดยการเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเหล่านี้ ขณะนี้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารได้รวมเอาบริษัทวาณิชธนกิจเข้าไปแล้ว รวมทั้งบริษัทใหญ่ๆ ต่างก็กลายเป็นรัฐวิสาหกิจไปแล้ว เพราะรัฐบาลไปพยุงโดยการแปลงหนี้ธนาคารเป็นหุ้น แล้วรัฐบาลก็เข้าไปซื้อซึ่งขัดกับหลักการและปรัชญาเศรษฐกิจของคนอเมริกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเพิ่มทุน ตัดบัญชีหนี้สูญต่างๆ มากมายแล้วเงินดอลลาร์ก็หยุดไหลกลับไปอเมริกา แต่กลับจะไหลมาที่เอเชีย ค่าเงินสหรัฐในเอเชียอ่อนลง เงินตราของประเทศเอเชียมีแนวโน้มจะแข็งขึ้น

ประการที่ 2 วิกฤตการณ์คราวนี้ไม่สู้จะกระทบจีนและอินเดีย ดังจะเห็นว่าประเทศยักษ์ใหญ่ของประเทศนี้ยังรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้ แม้ว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงแต่ก็ยังขยายตัวอยู่ และยังถูกชดเชยโดยการเร่งการลงทุนในประเทศอย่างมโหฬาร

ขณะเดียวกัน ก็ลดการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบ เช่น น้ำมันดิบ พลังงาน สินแร่ต่างๆ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง และอื่นๆ ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ราคาตกอย่างฮวบฮาบหมด เข้าใจว่าจีนน่าจะมีบทบาทอย่างสำคัญต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลก รวมทั้งราคาทองคำ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินตราสกุลสำคัญๆ ของโลก และเนื่องจากจีนยังคงเป็นสมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศตามมาตรา 14 ไม่ใช่ตามมาตรา 8 จึงยังไม่ต้องเปิดตลาดการเงิน รวมทั้งยังไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลหลายอย่าง

ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนและอินเดียยังคงเกินดุลอย่างต่อเนื่อง โดยเงินไม่แข็งขึ้นจึงทำให้สามารถรักษาอัตราการขยายตัวไว้ในอัตราที่สูงได้

จีนเป็นประเทศที่จัดการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวม หรือ “macroeconomic management” ที่ดีที่สุดในโลกขณะนี้โดยไม่เคยเชื่อไอเอ็มเอฟและแข็งข้อกับข้อเรียกร้องของอเมริกามาโดยตลอด เป็นตัวของตัวเองและเข้าใจเศรษฐกิจของตัวเองดีกว่าประเทศอื่นๆ ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดทั้งหมด อาจจะเป็นเพราะปรัชญาความเชื่อที่ยังมีความคิดทางสังคมนิยมติดอยู่ เพราะยังคงสำนักงานคณะกรรมการวางแผนแห่งชาติ ที่มีการวางแผนจากส่วนกลางที่กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจยังต้องปฏิบัติตามไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดทั้งหมด พร้อมๆ กันก็เอาจริงเอาจังกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงและลงโทษอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้จีนจึงยังคงรักษาอัตราการขยายตัวในอัตราสูงไว้ได้

เมื่อค่าเงินในเอเชียเริ่มแข็งขึ้น พร้อมๆ กับราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นมาใหม่ จีนก็เริ่มสะสมสต๊อกวัตถุดิบ จึงทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกก็เริ่มฟื้นตัวขึ้น ในสถานการณ์เช่นนี้ประเทศที่ได้ประโยชน์ไม่น่าจะเป็นอเมริกา สหรัฐอเมริกา น่าจะเป็นประเทศที่เสียประโยชน์ ส่วนภูมิภาคที่จะได้ประโยชน์จึงน่าจะเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง

การค้าและการลงทุนของโลกจึงจะยังหันมาทางเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนเศรษฐกิจของอเมริกาก็จะคงประสบกับปัญหาหนักอยู่ต่อไป และน่าจะยังคงหดตัวต่อไป ค่าเงินดอลลาร์ก็ยังจะคงมีค่าอ่อนตัวลงไปอีก

สื่อมวลชนในอเมริกาพยายามให้ข่าวว่า เศรษฐกิจของอเมริกาน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้วด้วยอัตราดอกเบี้ยระยะยาว หรือผลตอบแทนของตราสารระยะยาวเกินกว่า 1 เดือนขึ้นไปเริ่มผงกหัวขึ้น น่าจะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจอเมริกาน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และเตรียมที่จะผงกหัวขึ้น

ความจริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เท่าที่ดูยังไม่เห็นมีสัญญาณอันใดที่ว่าเศรษฐกิจของอเมริกาถึงจุดต่ำสุดที่จะฟื้นตัวแล้ว ด้วยเหตุผลหลายอย่างเช่น

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐอเมริกายังไม่ฟื้น ขณะเดียวกันราคาน้ำมันมีราคาแพงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้การบริโภคในสหรัฐอเมริกายังคงต่ำลง

ที่ดอกเบี้ยระยะยาวดูเหมือนจะขยับตัวสูงขึ้น น่าจะเป็นเพราะการคาดการณ์ของตลาดที่คิดว่าค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐคงจะยังอ่อนต่อไป เพื่อสะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอเมริกา

เงินที่รัฐบาลสหรัฐได้รับอนุมัติจากรัฐสภาก็มิได้นำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพียงแต่นำมาพยุงสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่ๆ ต่างๆ ไม่ให้ล้ม ความต้องการทุนก็ยังไม่เกิด ธนาคารและสถาบันการเงินได้เพิ่มทุนมาแล้วก็ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ หรือไม่ก็ไม่กล้าปล่อย ในที่สุดสถาบันการเงินก็นำกลับเข้าไปฝากไว้กับธนาคารกลางตามเดิม ไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ถ้าหากสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐยังเป็นเช่นนี้ต่อไป โอกาสที่จะเกิดวิกฤตการณ์รอบที่ 2 ในสหรัฐก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีก ถ้าหากเงินดอลลาร์ไม่อ่อนอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะยับยั้งการนำเข้า กระตุ้นการส่งออกและสร้างความต้องการการลงทุนให้เกิดขึ้นด้วย

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาจึงยังคงเปราะบาง โอกาสที่สหรัฐจะต้องขอเงินเพื่อนำมาพยุงสถานการณ์การล้มละลายจากรัฐสภาอีกก็ยังมีอยู่สูง ที่สถานการณ์ยังประคองอยู่ ก็เพราะเงินที่รัฐบาลยืมมาจากธนาคารกลางแล้วเงินก็ไหลกลับมาที่ธนาคารกลางตามเดิม ไม่ได้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาก็ร่วมมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศออกประกาศชักชวนให้ประเทศต่างๆ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของตนโดยการกู้ยืมจากตลาด ผลก็คงออกมาอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ไม่มีผลอะไรที่จะทำให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เงินเมื่อไหลออกจากธนาคารเพราะปกติผู้ที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็ฝากเงินอยู่ที่ธนาคาร เมื่อรัฐบาลจ่ายออกไปเงินก็กลับสู่ธนาคารตามเดิม ธนาคารก็ไม่ปล่อยสินเชื่อ เงินก็กลับไปฝากธนาคารกลางแห่งเดิม ไม่ทำให้เกิดการจ้างงาน หรือการใช้จ่ายของผู้คน ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็เป็น “กับดักสภาพคล่องตามเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากตัวเลขยอดหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ปริมาณเงินก็ไม่เพิ่มขึ้นเพราะเงินเพิ่มมาเท่าใดก็ไหลกลับไปที่ธนาคารกลางตามเดิม”

ที่น่าห่วงก็คือ ปฏิกิริยาตอบโต้จากประเทศที่ถือเงินดอลลาร์ไว้เป็นทุนสำรองที่มีจำนวนมาก เช่น จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อาหรับ เมื่อก่อนญี่ปุ่นและอาหรับเมื่อมีทุนสำรองมากขึ้นก็นำกลับไปซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกันหรือสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ในสหรัฐ เท่ากับเป็นการพยุงค่าเงินดอลลาร์ไว้

แต่คราวนี้จีนและอาหรับจะไม่เหมือนญี่ปุ่นและยุโรปที่ทำตัวเป็นลูกไล่ของอเมริกา จีนเริ่มเขย่าฐานะของเงินดอลลาร์โดยออกมาประกาศร่วมกับรัสเซียว่า เงินดอลลาร์ไม่ควรจะเป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ระหว่างประเทศต่อไปแล้ว โลกควรจะสร้างเงินตราชนิดใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ แต่เป็นขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ เช่น ไอเอ็มเอฟ โดยมีการรื้อฟื้นเงิน “สิทธิถอนเงินพิเศษ” หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “SDR” มาใช้อีก แม้ว่าในระยะใกล้ๆ นี้คงทำไม่ได้เพราะเคยคิดจะทำแต่ก็ล้มเหลวมาแล้วเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน

มาเที่ยวนี้จีนเขย่าเงินดอลลาร์โดยประกาศว่าจีนจะปรับสัดส่วนการถือเงินดอลลาร์และเงินตราสกุลอื่นๆ ซึ่งทันทีที่จีนประกาศออกไปค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนลงทันที เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบเงินยูโร เงินยุโรปสกุลอื่นๆ รวมทั้งเงินเยน เงินหยวน การวิพากษ์วิจารณ์ฐานะทางเศรษฐกิจของอเมริกาที่เป็นฐานรองรับค่าเงินดอลลาร์จึงเดินไปในทิศทางที่ทำให้เงินไหลออกจากอเมริกามากยิ่งขึ้น

หลายคนวิตกว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินอาจจะเกิดขึ้นอีกในสหรัฐ ถ้าจีนร่วมมือกับญี่ปุ่น กับอาหรับ และกับรัสเซีย เขย่าแรงๆ อีกที

วิธีเขย่าก็อาจจะเริ่มประกาศว่า ต่อไปนี้การซื้อขายน้ำมันจะไม่รับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่จะรับเงินที่มีเสถียรภาพหรือ SDR แทน และในไม่กี่อึดใจค่าเงินดอลลาร์ก็จะอ่อนลงไปอีก

การที่จีนออกมาหาแนวร่วมเขย่าเงินดอลลาร์ในยามที่เศรษฐกิจของอเมริกายังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต สถานการณ์การเงินยังอยู่ใน “กับดักสภาพคล่อง” อย่างนี้น่าจะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาที่ย่ำแย่อยู่แล้ว แทนที่จะช่วยพยุงประคับประคองเพื่อมิให้มูลค่าของทรัพย์สินที่อยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ให้ตกต่ำลง เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า “จีนกำลังคิดอย่างไร” ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ในฐานะที่จีนถือทรัพย์สินในรูปของดอลลาร์มากที่สุด หากค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงจีนน่าจะเป็นประเทศที่เสียหายมากที่สุด แต่จีนก็ทำ

การติดต่อสัมพันธ์กับจีนนั้นต้องระมัดระวัง เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ต่อไปคงจะเป็นมหาอำนาจแทนรัสเซีย ถ่วงดุลอเมริกาในภูมิภาคนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาในตอนนี้จึงน่าคิด น่าติดตามมาก

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แล้วองค์กรจะรับมืออย่างไรจึงจะอยู่รอด ?

ถ้าไม่เอาคนออก แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะตัดลดค่าใช้จ่ายขององค์กร แล้วยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพและความพึงพอใจของพนักงาน

เมื่อเร็วๆ นี้สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ได้เชิญคน HR ไปร่วมค้นหารูปแบบ วิธีการในงานสัมมนา “100 โครงการเพื่อลดค่าใช้จ่ายขององค์กร” ณ ห้องประชุมเล็กๆ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

หลากความคิดวิธีลดค่าใช้จ่ายในองค์กรที่นักทรัพยากรมนุษย์มืออาชีพหยิบมาแชร์กันผ่านละครเวทีล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรต่างๆ ได้ในยุควิกฤตได้ทั้งสิ้น เพราะอย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้เพื่อนพ้องน้องพี่ไม่ต้องหายหน้าไปจากองค์กร

แนวทางพื้นๆ ที่ไม่ให้กระทบการเลิกจ้างที่มีการนำเสนอผ่านเวทีนี้คือ การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ลดโอที ลดสวัสดิการที่มีประโยชน์น้อย เช่น การจัดแข่งกีฬาสี การจัดงานปีใหม่ หากมี พนักงานลาออกไปก็ไม่ต้องรับพนักงานใหม่เข้ามาทดแทน หรืออาจจะมีการอบรมเพิ่มความรู้ให้กับพนักงานที่มีอยู่ได้รับผิดชอบงานที่มากขึ้น การชะลอการปรับเงินเดือน

หากจำเป็นต้องลดกำลังคนจริงๆ แนวทางที่ HR มืออาชีพเสนอคือ จะต้องลดอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเอาคนที่เข้ามาทีหลังออกก่อน หรือคนที่อยู่ระหว่างทดลองงาน คนที่ทำงานไม่ครบปี หรือคนที่มีพฤติกรรมหยุดงานบ่อยออกก่อน เรียกว่าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ตัดใจเอาคนที่เดือดร้อนน้อยที่สุดออกก่อน

จัดโครงการ Cost Reduction Program อาจจะปรับลดค่าโอที จากนั้นปรับลดกะในการทำงาน แล้วต่อด้วยการสลับเปลี่ยนวันหยุดมาใช้วันเสาร์ทำงานแทน หากยังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอาจจะต้องปรับลดกำลังพลพนักงานแล้วหันไปจ้างเหมาแทน ในส่วนของรถรับส่งพนักงานอาจจะมีการสำรวจข้อมูลใหม่ เส้นทางไหนที่มีพนักงานอยู่น้อยก็เปลี่ยนจากรถบัสเป็นรถตู้แทน หรือหันมาใช้โปรโมชั่นโทร.ฟรีสำหรับพนักงานบริษัทเพื่อตัดค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสาร เพิ่มวันหยุด ปรับลดค่าตำแหน่ง ปรับลดเงินเดือน ประกาศโครงการร่วมใจจาก ส่วนแนวทางปลดพนักงานทุกคนเห็นว่าควรพิจารณาเป็นแนวทางสุดท้าย

อีกวิธีการหนึ่งที่มีการหยิบมาพูดกันนั่นคือ การทบทวนสัญญาบริการต่างๆ เช่น เครื่องถ่ายเอกสารอาจหันมาเช่าแล้วเลิกจ้างพนักงานถ่ายเอกสาร ให้คนขับรถมาถ่ายเอกสารแทนช่วงเช้า แล้วให้แม่บ้านเข้ามาสลับในช่วงบ่าย ส่วนช่วงเย็นมอบหน้าที่นี้ให้กับ รปภ.พร้อมให้ รปภ.ช่วยรับโทรศัพท์ในช่วงเย็นด้วย

หันไปวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนด้านวัตถุดิบว่าทำอย่างไร จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรียกว่าชั่วโมงนี้ต้องพยายามแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร เพราะหลายองค์กรก็พบโอกาสในวิกฤต อย่างเช่นบริษัทแห่งหนึ่งย่านบางพลีเดิมใช้หมึกพิมพ์ของ Ink Jet เสียค่าใช้จ่าย 760,000 บาท/ปี พอวิกฤตก็เริ่มหาข้อมูลใหม่ สุดท้ายก็หันมาใช้หมึกพิมพ์ Ink Tank เสียค่าใช้จ่าย 220,000 บาท/ปี ทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ถึง 540,000 บาท/ปี หรือ 32%

ในภาวะเช่นนี้ถ้าทุกคนไม่ตระหนกแต่ตระหนักถึงความอยู่รอดขององค์กรและพนักงานไปพร้อมๆ กัน จะพบว่ายังมีแนวทางอีกมากมายในการลดค่าใช้จ่ายโดยที่องค์กรไม่ต้องสูญเสียคนดี คนเก่งไป

ขอไว้อาลัยแด่อัจฉริยะบุคคลทางดนตรี ผู้เปลี่ยนแปลงโลก

ที่มา manager online

การเสียชีวิตอย่างกระทันหันของ ไมเคิล แจ็กสัน ผู้ได้รับฉายาว่า King of Pop กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์สะเทือนโลก เพลงที่เขาทิ้งไว้ยังทรงพลังทั้งในแง่ท่วงทำนอง ความไพเราะ และเนื้อหาที่เหนี่ยวนำสันติภาพให้กลับมาสู่โลก

พูดในเชิงสีผิว คนทั้งโลกรู้ว่าไมเคิลเป็นคนผิวดำ บรรพบุรุษของเขาก็คือทาสที่ถูกนำมาจากแอฟริกา ผิดกับ บารัค โอบามา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของอเมริกา ซึ่งมีพ่อเป็นชาวเคนยาที่ไปเรียนต่อในอเมริกาและแม่ซึ่งชาวอเมริกันผิวขาว ว่ากันจริงๆ แล้ว โอบามาก็ไม่ได้ซึมซับประสบการณ์ความทุกข์ยากของคนผิวดำในอเมริกาอย่างไมเคิล แจ๊คสัน กล่าวอย่างสุดโต่งโอบามาอาจไม่ใช่ประธานาธิบดีผิวดำของแท้สักเท่าไหร่

 552000007815401

แต่การขึ้นมาเป็น King of Pop ของนักร้องผิวดำอย่างไมเคิล แจ็กสัน ต้องถือว่าเป็นของจริง และแน่นอนว่าการปรากฏตัวของเขาในฐานะราชาเพลงป็อปย่อมส่งผลสะเทือนต่อสังคมอเมริกันไม่น้อย

มันคือพลังทางวัฒนธรรมของคนดำที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมเพลงของอเมริกา คือหลังพิงให้คนผิวดำได้ก้าวขึ้นมาเทียมไหล่กับคนผิวขาว คือเรื่องราวที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติ และคือการเรียกร้องให้โลกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ขณะเดียวกันก็ยังแฝงความเปลี่ยวเหงาของคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต แต่รอบกายมีแต่ความว่างเปล่า

คือ…Michael Jackson

 

เพลงคนดำในอาณาจักรแห่งเสรีชน

 

นัดดา บุรณศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะของผู้คร่ำsวอดในธุรกิจเพลงสากลมาเป็นเวลานาน อธิบายว่า เพลงของคนผิวสีนั้นเกิดมาเกือบ 100 ปีแล้ว โดยแนวเพลงแรกที่ถือเป็นต้นตำรับเลยก็คือแนวเพลงประเภท Blue

 

“การที่คนผิวดำมาเป็นทาสในอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นดินแดนเสรีชน ทำให้พวกเขามีโอกาสได้จับเครื่องดนตรีของคนผิวขาว แล้วเมื่อเขาเล่นเป็นแล้ว เขาก็จะทำเพลงออกมาเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ตอนนั้นเราก็เรียกเพลงพวกนี้ว่า Blues ซึ่งแปลว่าเศร้า ต่อมาเพลง Blues ก็พัฒนามาเรื่อยๆ เป็น Soul และก็ Rhythm&Blues มีจังหวะมากขึ้น”

 

สำหรับเนื้อหาของเพลง ก็จะมีลักษณะที่บรรยายความรันทดในชีวิตของตนเองว่าเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตลำบาก ยากเข็ญอย่างไรบ้าง แล้วในยุคนั้นปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นรุนแรงมาก ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการระบายความรู้สึกออกมาในรูปของเพลงและดนตรี เพื่อระบายความโกรธ ความอัดอั้น ความเศร้าที่ตัวเองเจอมา

 

จากเนื้อหาและลักษณะการร้องแบบนี้เอง จึงทำให้เพลง Blues กลายเป็นที่โดนใจของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนผิวสีซึ่งมีประสบการณ์เช่นเดียวกับเนื้อหาของเพลง แต่ทั้งนี้ เพลงของคนผิวสีก็ยังไม่ถูกยอมรับในสังคมอเมริกาเท่าใดนัก เนื่องจากนักจัดรายการวิทยุส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว และสังคมส่วนใหญ่ก็ยังยอมรับไม่ได้ ที่จะเอาดนตรีของคนที่เขามองว่าต่ำกว่า มาฟังหรือมาเล่น

 

จนกระทั่งในช่วง ปี 1950-1960 ก็มีคนหัวใส เริ่มเห็นว่าดนตรีแบบนี้น่าจะพัฒนาไปได้อีก จึงลองเอาดนตรีที่มีจังหวะสนุก สดใสมาใส่ในเพลงของคนผิวสีดู ขณะเดียวกันคนผิวดำเองก็เริ่มแทรกซึมตัวเองเข้าไปในวงการเพลงมากขึ้น เช่น เข้าไปร้องเพลงในผับในบาร์ ซึ่งบางส่วนก็ได้รับความนิยม เพราะคนพวกนี้มีความสามารถในการสร้างความสนุกสนานให้คนดูสูง ขณะที่หลายๆ คนก็เข้าไปอยู่วง Big Band หรือในวง Jazz ก่อนที่จะพัฒนาเข้ามาสู่ดนตรี Pop หรือที่เราเรียกว่า Motown ซึ่งก็มีศิลปินที่โดดเด่นหลายคน เช่น The Supreme, Marvin Gaye, Diana Ross และที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดก็คือวง The Jackson 5 ซึ่งมีไมเคิล แจ็กสันอยู่ด้วย

 

“ผมมองว่าเหตุผลที่เพลงของคนผิวดำได้รับการยอมรับมากขึ้น นั้นมากจากการต่อสู้ของตัวเองที่ต้องการความเท่าเทียมในสังคมมากขึ้น ขณะเดียวกันเขาเองก็มีความสามารถด้านนี้สูง ทำให้คนผิวขาวก็ยอมรับมากขึ้น และที่สำคัญก็คือยุคสมัยมันเริ่มเปลี่ยนไป อย่างในครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่อาจจะไม่ชอบเพราะเป็นเพลงของคนดำ แต่ลูกๆ ก็อาจจะไม่ได้มองตรงนั้น เวลาฟังก็อาจจะชอบเพราะสนุกดี แล้วเมื่อเด็กโตขึ้น เขาก็ยังฟังเพลงแบบนี้อยู่ เพลงมันก็เลยโตตามขึ้นเรื่อยๆ”

 

หลังจากผ่านยุค Motown ไปแล้ว ดนตรีของผิวดำก็ได้รับความนิยมสูงขึ้นในหมู่นักฟังเพลงตามลำดับ ยิ่งในช่วงที่ไมเคิล แจ็กสันออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นครั้งแรก

 

“ตอนนั้นก็เรียกว่าดังมากเลย แต่ถ้าจะถามเรื่องสีผิวเกี่ยวไหม ผมว่าคงไม่เกี่ยวนะ เพราะว่าในยุคนั้นก็มีคนกรุยทางเรื่องดนตรีของคนผิวดำมาให้เยอะแล้ว โดยเฉพาะเพลง Pop เพลงรักหวานๆ ส่วนตัวแล้วคิดว่า สาเหตุที่เขาโด่งดังเป็นเพราะความสามารถของเขาเองเป็นหลัก อย่างอัลบั้มแรกของเขาที่ชื่อ Off the Wall ทุกเพลงในนั้น ดังหมดเลยนะ โดนทุกเพลง คือเขาแต่งเพลง Pop เก่งมากเลย หรืออย่างตอนที่เขาเอาท่า Moonwalks มาใส่ในเพลง ก็กลายมาเป็นสิ่งที่ทุกคนกรี๊ด เป็นท่าที่ถูกใจทุกคนในโลก อันนี้ถือเป็นพรสวรรค์ของเขาจริงๆ”

 

สำหรับสถานการณ์ของกระแสเพลงคนดำในปัจจุบันนี้ นัดดาเล่าว่า ทุกวันนี้คนผิวสีสามารถแทรกซึมตัวหมดแล้ว และเรื่องผิวสีก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคฉุดรั้งคนที่มีความสามารถอีกต่อไป จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นดนตรี Rock, Pop, Jazz ก็มีคนผิวสีอยู่เต็มไปหมด

 

แต่หากถามว่า ดนตรีประเภทนั้นที่ยังถือว่าเป็นกระแสหลักของผิวสี ก็คงจะหนีไม่พ้น ดนตรีประเภท R&B Soul ซึ่งถือเป็นรากเหง้าทางดนตรีของคนผิวสี และ Hip-hop กับ Rap

 

“สังเกตได้เลยว่าเพลงประเภทนี้ แทบไม่มีคนผิวขาวเกิดขึ้นมาเลย R&B แทบไม่เห็นเลยนะ ส่วน Hip-hop รู้สึกจะมีแค่ Eminem คนเดียวมั้งที่เป็นคนผิวขาว”

 

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า การเติบโตของดนตรีเหล่านี้ จะไม่ได้แลกกับความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย อย่าง Hip-hop ที่เปิดตามสถานีวิทยุก็มีลักษณะกลายพันธุ์มากขึ้น โดยเน้นเมโลดี้และจังหวะที่เต้นได้มากขึ้น เพื่อจะได้เอาไว้เปิดในผับในบาร์ และปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับความเป็นสาธารณะมากขึ้น

 

Michael Jackson …อัตลักษณ์ที่ตามหา

 

บนเส้นทางสายดนตรีที่ยาวนานนับ 40 ปี ราชาเพลงป็อบผู้นี้ยังมอบความสุข ความสนุก ความหวัง ความฝัน และแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงให้ผู้คนทั่วโลก ผ่านบทเพลงของเขา ที่ไม่ว่าจะเจือไว้ด้วยความสนุกสนาน คึกคัก หรือโศกเศร้า หัวใจสำคัญหรือจิตวิญญาณอันเป็น ‘แก่นแท้’ เป็น ‘ตัวตน’ ของไมเคิล แจ็กสัน ยังคงฉายชัด

 

ดังความเห็นจาก อนันต์ ลือประดิษฐ์ คอลัมนิสต์และนักวิจารณ์เพลง ที่กล่าวกับเราว่า

 

“จริงๆ แล้ว ไมเคิลก้าวไปไกลกว่า ‘คิงออฟป็อบ’ แต่เขาคือ ‘เมกะสตาร์’ หลายๆ คนที่ผมเคยพูดคุยด้วย เขาก็เห็นตรงกันว่า ไมเคิลคือสตาร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่เพลงป็อบ แต่เขาเป็นหนึ่งเดียวในโลก เป็นโมสาร์ตของโลกยุคนี้ก็ว่าได้ เขาเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ ไม่ว่าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน”

 

มากกว่าความเป็น คิง ออฟ ป็อบ มากกว่าเจ้าของเพลงฮิตและท่าเต้นมากพรสวรรค์ ไมเคิล แจ็กสันยังส่งมอบนัยอันท้าทายมนุษยชาติผ่านหลายบทเพลงของเขา มันคือการก้าวข้ามพรมแดนเรื่อง ‘สีผิว’ ก้าวผ่านความแบ่งแยกของเพื่อนมนุษย์ และเมื่อใครสักคนสามารถแปรเปลี่ยนความทุกข์หรือแรงกดดันในชีวิต ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจอันสร้างสรรค์แก่โลกได้ …ย่อมไม่ธรรมดา

 

ยิ่งเมื่อมองย้อนถึงแรงกดทับของสังคมอเมริกันที่การเหยียดสีผิวคุกรุ่นรุนแรง แต่เด็กน้อยไมเคิลก็ยังสามารถหยิบฉวยมาเป็นแรงผลักดันในชีวิต ก้าวสู่การเป็นราชา เมกะสตาร์ที่โลกต้องจารึก

 

ดังทัศนะ ที่ ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอเมริกัน ถ่ายทอดไว้

 

“ถ้าเรานำไมเคิล แจ็กสัน ไปเชื่อมโยงกับสังคมอเมริกัน เราก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า คนผิวดำผ่านการดิ้นรนต่อสู้กันมาเยอะมาก โดยเฉพาะการต่อสู้เรื่องสิทธิ ดังที่เห็นได้ชัดเจนว่า ไมเคิล แจ็กสัน เกิดในปี ค.ศ.1958 แต่ก่อนหน้านั้น 1 ปี คือในปี 1957 เกิดคดีสำคัญมากคดีหนึ่ง นั่นคือมีการฟ้องร้องกันว่าเมื่อกฎหมายกำหนดให้นักศึกษาผิวดำมีสิทธิเข้าไปเรียนหนังสือได้ รัฐบาลก็ควรจะส่งเจ้าหน้าที่รัฐมาปกป้องเขาเพื่อให้เข้าไปเรียนได้อย่างปลอดภัย นอกจากนั้นก็มีการเรียกร้องของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง”

 

นอกจากบริบทของสังคมอเมริกันดังที่กล่าวมาแล้ว สุรัตน์ มองว่า อีกบริบทหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือแรงกดทับในครอบครัว โดยเฉพาะการดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้ชีวิตมีสถานภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากคนผิวดำมักจะอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างยากจน ดังที่พ่อของไมเคิล แจ็กสัน มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะดิ้นรนทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ตัวเองไม่สามารถทำได้ จึงไปฝากความหวังไว้กับลูก พยายามให้ลูกมีชื่อเสียง

 

ทว่า สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ แม้เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไป มีการต่อสู้เรื่องสิทธิมากขึ้น หรือถึงแม้มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จะได้รับชัยชนะก็ตาม แต่จิตใจของอเมริกันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

 

“ทัศนคติเหยียดสีผิวไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งตรงนี้มันแสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายจะเปลี่ยน แต่จิตใจคนไม่เคยเปลี่ยน มันต้องใช้เวลา การต่อสู้ดิ้นรนเหล่านี้ ผมเชื่อว่า หลายๆ คนก็พยายามที่จะหาอัตลักษณ์ให้แก่ตัวเองด้วย อย่างไมเคิล แจ็กสัน ที่ผมมองว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามฉีกแนวตัวเอง ฉีกภาพตัวเองออกจากความเป็นคนผิวดำ เพราะเมื่อก่อน ความเป็นคนผิวดำ มักจะอิงอยู่กับภาพผู้ชายที่แข็งแรง แข็งแกร่ง และบ่อยครั้งมักจะมีทัศนคติที่โยงคนดำไปเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ชายที่ชอบใช้ความรุนแรง เวลามีอาชญากรรมหรือเหตุความรุนแรงอะไร ใครๆ เขาก็มักจะโทษคนดำ ด้วยเหตุนี้ ไมเคิล แจ็คสัน จึงพยายามที่จะฉีกห่างจากอัตลักษณ์ตรงนี้”

 

ในแง่ของทัศนคติที่กดทับ สุรัตน์มองว่า หากเราลองวิเคราะห์ตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ต้องยอมรับว่ามีคุณูปการหนึ่งที่มาร์กซ์ทิ้งไว้ นั่นก็คือแนวคิดที่ว่าเราเป็นผลผลิตของโครงสร้าง เราเป็นผลผลิตของสังคม สังคมพยายามที่จะตีตรา พยายามที่จะบอกว่าเราควรจะเป็นใคร ขณะเดียวกันเราก็มีสิทธิที่จะดิ้นรน พยายามบอกสังคมให้รับรู้ว่าเราเป็นใคร บ่อยครั้งจึงเกิดการปะทะกัน

 

“บ่อยครั้งเราก็อยากบอกว่า เอาสิ ถ้าบอกว่าฉันเป็นแบบนี้ ฉันก็จะเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเรากระเสือกกระสนอยากจะเป็นให้ได้ทั้งที่ตัวตนของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น มันก็จะเกิดปัญหาตามมาเยอะมาก ในแง่หนึ่ง ผมว่าสังคมต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะคนในสังคมเองก็เคยคิดทฤษฎีที่ว่า ถ้ามีหม้ออันหนึ่ง จุดไฟ เอาทุกคนใส่รวมกันไปในนั้น ทุกคนก็จะหลอมละลายเข้าหากัน ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง มนุษย์ทุกคนเขามีอัตลักษณ์ของเขา ผมว่านี่คือสิ่งสำคัญ”

 

ด้วยเสียงเพลง…จากหัวใจ

 

“ดนตรีแบบคนดำที่ปรากฏอยู่ในงานของไมเคิล ไม่ใช่ดนตรีในแบบของคนดำทั่วไป”

 

อนันต์แสดงความเห็น ไมเคิล แจ็กสัน สามารถนำมรดกจากเพลงคนดำในยุคก่อนมาดัดแปลงให้เป็นสำเนียงของตัวเอง และด้วยความที่เขามี ‘เซนส์ ออฟ ป็อบ’ หรือมีสัมผัสที่แม่นยำของความเป็นป็อบ ทำให้เขารู้ดีว่าอะไรจะโดนใจคน เพราะฉะนั้นดนตรีของไมเคิล จะมองว่าเป็นดนตรีแบบคนขาวก็ไม่ใช่ เป็นดนตรีของคนดำก็ไม่เชิง

 

“มันคือดนตรีที่เป็นในแบบของไมเคิลคนเดียว การที่เขาพยายามทำตัวให้ขาว มันอาจเป็นปมทางจิตวิทยา แต่ดนตรีของเขามันสะท้อนออกมาด้วยตัวมันเองอย่างดีที่สุดแล้ว มันไม่มีขาวไม่มีดำ สำคัญกว่านั้น ผมมองว่าแม้เขามีความทุกข์ทรมาน ความเหงา ความเศร้า เขาสามารถแปรเปลี่ยนปัญหาในจิตใจเหล่านี้ให้ออกมาเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ได้ และสร้างความสุขให้แก่ผู้คนได้ ซึ่งคนที่ทำแบบนี้ได้ ไม่ธรรมดาเลย”

 

แน่ล่ะ แม้เพลงของไมเคิลจะมีด้านที่พูดถึงด้านความเหงา ความเศร้าอยู่ไม่น้อย เช่นเพลง Ben ที่พูดถึงการเลี้ยงหนูและเขาเองก็เคยบอกว่า ตัวเขาและหนูตัวนั้นก็เชื่อมโยงถึงกันด้วยความเศร้า อนันต์จึงมองว่า

 

“หัวใจสำคัญในบทเพลงของไมเคิลคือความเป็นป็อบที่สนุกสนาน ขณะเดียวกันก็มีมิติของความเหงา มีความต้องการเพื่อน มีความเป็นเด็กซ่อนอยู่ ผมชอบที่ควินซี่ โจนส์ โปรดิวเซอร์ของไมเคิล พูดถึงเขาว่า ไมเคิลมีความเป็นเด็กซ่อนอยู่ ตัวของไมเคิล เป็นคนทำงานแบบคนสูงวัยที่มากด้วยประสบการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ทำงานด้วยจินตนาการแบบเด็กๆ นี่คือสิ่งที่ตอบความเป็นไมเคิล แจ็กสัน ได้ชัดเจนมาก”

 

ด้วยพรสวรรค์และความเป็นอัจฉริยะของไมเคิลที่ฉายชัดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อนันต์จึงเชื่อมั่นว่า

 

“ไมเคิลตายไปแล้ว แต่ผลงานของเขาไม่ได้ตายตาม เพราะเป็นผลงานที่อิงอยู่กับยุคสมัย และผมเชื่อว่าหลายๆ เพลงของเขาเป็นอมตะ เราจะยังร้องกันได้อีกเนิ่นนาน”

 

ขณะที่ วิภว์ บูรพาเดชะ นักวิจารณ์ดนตรีและบรรณาธิการนิตยสาร Happening กล่าวถึงอิทธิพลของไมเคิล แจ็กสัน ที่มีคุณูปการต่อการยอมรับคนผิวสีในสังคมอเมริกันว่า ความสำเร็จอย่างมโหฬารของไมเคิลนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการเหยียดสีผิวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วในสังคมตะวันตก และดนตรีเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนยอมรับความแตกต่างเรื่องสีผิวได้มากขึ้น ซึ่งไมเคิลได้สะท้อนแนวความคิดต่างๆ ผ่านบทเพลงของเขามากมาย

 

“ผมว่าสิ่งที่โดดเด่นในงานของเขาก็คือ การที่เขาพยายามจะบอกให้ผู้คนหันมามอบความรักให้กัน แล้วก็หันมาดูแลกัน อย่างที่เขาเขียนในเพลง Heal The World หรือว่า We’re the World นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าเขาพยายามจะบอกกับผู้คน”

 

แต่ในขณะเดียวกัน บก.วิภว์ ก็รู้สึกว่ามีหลายเพลงของไมเคิล แจ็กสันที่สะท้อนถึงความกดดันและเปลี่ยวเหงาของป็อบสตาร์ชื่อก้องโลกผู้นี้

 

“อย่างเช่นเพลงชื่อ Black or White น่าจะเป็นมุมมองที่เกิดจากความกดดันส่วนตัวของเขา ซึ่งน่าจะสื่อถึงความเท่าเทียมกันทางสีผิวด้วย แล้วก็มีหลายๆ เพลงที่นอกจากจะพูดถึงเรื่องสีผิวแล้ว ยังสื่อถึงความเหงา เปล่าเปลี่ยวของตัวไมเคิลด้วย อย่างเช่น You’re Not Alone ที่นับเป็นเพลงดังเหมือนกัน เนื้อเพลงพูดถึงความเหงาที่เขาบอกกับคนฟังว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว แต่จริงๆ แล้วถ้าอ่านถึงเนื้อเพลงมันก็น่าจะสื่อถึงตัวเขาเองด้วย เพราะเพลงนี้แต่งในช่วงอัลบั้มที่ไมเคิลผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ประสบความสำเร็จมีบ้านใหญ่ๆ มีข่าวคราวที่ไม่ค่อยดีบ้าง จริงๆ แล้วเขาเป็นคนเหงามาก ถ้ามองเรื่องเพลงของไมเคิล แจ๊กสัน จะเห็นว่ามีทั้งแง่มุมทางด้านบริบทของสังคม และมุมมองของตัวเขาเองรวมอยู่ด้วย”

 

ในช่วงที่คิง ออฟ ป็อบประสบความสำเร็จสูงสุดนั้น จุดเด่นงานเพลงของไมเคิลมีหลากหลายด้านในสายตานักวิจารณ์เพลงชาวไทยอย่างวิภว์ นับตั้งแต่ตัวเพลงและดนตรีที่มีการนำดนตรีหลายๆ อย่างมาผสมผสานกัน ไปจนถึงวิธีการร้องแบบใหม่ๆ ไปจนถึงเนื้อเพลงที่พูดถึงเรื่องหลายเรื่องที่มีประเด็นน่าสนใจ อย่างเพลง ‘Man in the Mirror’ ที่พูดถึงการปรับปรุงตัวเอง หรือแม้กระทั่งเพลงที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมอย่างเพลง Billie Jean เป็นต้น ซึ่งสะท้อนทั้งสภาพสังคมอเมริกันและมุมมองของไมเคิล ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยบทเพลงของเขา

 

ส่วนการตายของไมเคิล แจ๊กสัน จะกลายเป็นอมตะอย่างเช่นการจากไปของราชาเพลงร๊อก แอนด์ โรล อย่างเอลวิส เพรสลีย์, จอห์น เลนนอน หรือเคิร์ท โคเบน หรือไม่นั้น? บก.วิภว์กล่าวว่า ต้องดูไปนานๆ ว่า แฟนเพลงทั่วโลกจะยังรำลึกถึงไมเคิล แจ๊กสันไปอีกนานแค่ไหน

 

“ข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งของไมเคิลก็คือ เขามาจากไปในตอนที่ผ่านจุดพีกมาแล้ว แต่ถ้าพูดถึงในมุมกลับกันก็คือในแง่เนื้องาน เขามีงานที่เยอะมากและเป็นงานที่เรียกว่าหลักไมล์ทางดนตรีอยู่หลายเพลง ซึ่งนับว่าเป็นเพลงที่ขายดีตลอดกาล รวมทั้งอิมเมจไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเต้นทั้งหลาย หรือว่าการแสดงโชว์ที่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ชั้นดีในการโชว์ ผมเชื่อว่าจะมีแฟนเพลงอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนมากทั่วโลกที่ไม่ลืมเขาง่ายๆ” บก.วิภว์ทิ้งท้าย

 

…….

 

…Heal the world make it better place. For you and for me and the entire human race…

มากกว่าความไพเราะ หวานเศร้า ลึกซึ้ง แต่น้ำเสียงของไมเคิล แจ็กสัน ที่ขับกล่อมคนทั้งโลกผ่านบทเพลง ‘Heal the world’ ยังมอบอะไรได้มากมายกว่านั้น มันคือความฝันใฝ่ คือโลกอุดมคติ คือเสียงที่ขับขานจากหัวใจ

Posted by: management2008 | มิถุนายน 28, 2009

การขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย

การขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย

คอลัมน์ เปิดมุมมอง

โดยกลุ่มบริษัท ทีม teamgroup@team.co.th จริยา บุณยะประภัศร

ในช่วง 2-3 ปีนี้หน่วยงานภาคเอกชนและภาครัฐ ได้เริ่มนำระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (performance management) มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างประสบความสำเร็จ ดังนั้นคำว่า “ตัวชี้วัดผลงาน หรือ KPI (key performance indicators)” จึงเป็นคำพูดที่เริ่มรู้จักและคุ้นเคยมากขึ้นไม่เฉพาะผู้บริหารระดับสูง แต่รวมถึงพนักงานในระดับปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามจากการที่ KPI ถูกนำไปใช้เสมือนเป็นเครื่องมือกำกับความประพฤติของบุคลากร หรือกำหนดจากความคิดของกลุ่มงานใดกลุ่มงานหนึ่ง บางครั้งก็ยากที่คนหมู่มากจะเข้าใจที่มาที่ไปว่ากำหนด KPI นั้นเพื่อทำให้ชีวิตยุ่งยากทำไม การขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อให้มีผลการปฏิบัติงานที่จะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายองค์กรจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และในบางครั้งยังสร้างให้เกิดคลื่นใต้น้ำที่กัดเซาะภายในจากการที่พนักงานไม่เห็นด้วย

การขับเคลื่อนระบบบริหารผลการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายองค์กรอย่างประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนต้องให้ความสำคัญกับปรัชญาพื้นฐาน 4 ประการ คือ (1) การมีส่วนร่วมของพนักงาน (top down และ bottom up) (2) การสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสามารถในการบริหารจัดการ (manageability) (3) การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (continuous improvement) และ (4) การสร้างแรงจูงใจอย่างเหมาะสม (rewarding) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่องค์กรต้องการอย่างต่อเนื่อง

ระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน จึงเป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนให้บุคลากรในองค์กรมีผลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนดไว้ เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงโดยเริ่มจากขั้นตอนต่างๆ 5 ขั้นตอนประกอบด้วย ขั้นตอนการวางแผน (plan) ผลลัพธ์ที่ต้องการจากตำแหน่งงาน ขั้นตอนการติดตาม (monitor) เพื่อทราบว่าเป้าหมายที่กำหนดกับผลที่ปฏิบัติได้จริงเป็นอย่างไร ขั้นตอนการพัฒนา (develop) ไม่ว่าจะโดยวิธีการสอนงาน (coaching) หรือการให้คำปรึกษา ขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่กำหนด (appraise) และขั้นตอนการให้ผลตอบแทนตามผลงาน (reward) อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ในช่วงของขั้นตอนการวางแผน (plan) นับเป็นช่วงสำคัญมากเนื่องจากเป็นตัวตั้งต้นของการแปลงความคาดหวังขององค์กรเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการในตำแหน่งงานต่างๆ ซึ่งหมายถึงผลการปฏิบัติงานที่ต้องการจากบุคลากรในตำแหน่งงานนั่นเอง จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคประกอบขั้นตอนการวางแผน เช่น การพิจารณาและกำหนดป้าหมายที่องค์กรต้องการอยากจะบรรลุทั้งทางด้านการเงินและมิใช่ด้านการเงิน เพื่อถ่ายโอนเป้าหมายลงมาสู่หน่วยงานต่างๆ และตำแหน่งต่างๆ (goal cascading) หรืออาจจะพิจารณาจากลักษณะของตำแหน่งงานประกอบ เช่น ถ้าเป็นลักษณะงานการให้บริการ (front office) ก็ควรพิจารณาความคาดหวังของลูกค้าเป็นผลลัพธ์ของตำแหน่งงาน หรือถ้าเป็นตำแหน่งงานที่เป็นงานปฏิบัติการ ก็อาจจะพิจารณาผลลัพธ์ที่ต้องการจากการปฏิบัติงานในขั้นตอนต่างๆ ในความรับผิดชอบของตำแหน่งงานนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม หากเป็นตำแหน่งงานที่มักจะได้รับการมอบหมายงานเป็นประเด็นไป ก็อาจจะพิจารณาผลสำเร็จในการดำเนินการตามประเด็นที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าขั้นตอนการวางแผน (plan) โดยใช้เทคนิคต่างๆ ข้างต้นเป็นลักษณะของการวางแผนโดยใช้ปัจจัยที่เน้นผลลัพธ์ที่ต้องการจากตำแหน่งงาน หรือเรียกว่า การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (result-based management)

นอกจากนี้ การวางแผน (plan) จากปัจจัยด้านสมรรถนะ (competency) เพื่อให้บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะในระดับที่คาดหวังในตำแหน่ง ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกด้านหนึ่ง นอกจากปัจจัยด้าน result-based ที่จะใช้ประกอบการพิจารณาในขั้นตอนการวางแผน (plan) ในกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน เพราะการส่งเสริมให้บุคลากรขวนขวายที่จะพัฒนาตนเอง ก็เท่ากับองค์กรเตรียมต้นทุนมนุษย์ (human capital) สำรองไว้ในการขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กรในอนาคต

ดังนั้น หัวใจหรือปัจจัยแห่งความสำเร็จของการขับเคลื่อนระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน (performance management) ตามขั้นตอนการวางแผน (plan) และขั้นตอนต่างๆ ทั้ง 5 ขั้นตอนในกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายองค์กรอย่างประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องนำปรัชญาพื้นฐาน 4 ประการมาประยุกต์ใช้กล่าวคือ ประการแรก การมีส่วนร่วมของพนักงาน (top down และ bottom up) ผู้บริหารจำเป็นต้องมีกลไลการสื่อสารในลักษณะของการประชุมกลุ่มย่อย โดยแสดงความชัดเจนถึงเหตุผลในการกำหนดเป้าหมายเพื่อให้บุคลากรปฏิบัติงานพิจารณาแนวทางต่างๆ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายที่กำหนด และนำผลกลับมาหารือร่วมกันบนพื้นฐานของการมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน (fact-based)

ประการที่ 2 การสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสามารถในการบริหารจัดการ (manageability) ผู้บริหารจะต้องเข้าใจถึงสภาพการปฏิบัติงานในหน้างานอย่างแท้จริงในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือในการขจัดปัญหาอุปสรรคและการสร้างความคล่องตัว เพื่อให้บุคลากรมีระดับของความสามารถในการบริหารจัดการผลงานที่ต้องการตามตัวชี้วัด (KPI) ต่างๆ ได้เต็มประสิทธิภาพ และจากแนวคิดด้านการบริหารจัดการแบบ walking around ผู้บริหารควรจะต้องจัดเวลาลงดูหน้างานบ้าง เพื่อให้ผู้บริหารได้รับรู้ข้อมูลจริงด้วยตนเอง

ประการที่ 3 มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (continuous improvement) โดยอาศัยการจัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดต่างๆ ที่กำหนด เพื่อให้ผู้บริหารมีเครื่องมือในการติดตาม (monitor) ความก้าวหน้าของงาน และวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหา หรือลดช่องว่าง (gap) ที่มีจากเป้าหมายที่กำหนด และผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้น การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยก็จะทำให้สามารถติดตามและพัฒนาปรับปรุงได้อย่างทันการ

และประการสุดท้ายคือ การสร้างแรงจูงใจอย่างเหมาะสม (rewarding) ให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในรูปผลตอบเทนที่เป็นตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมภายในองค์กร (internal equity) ที่มีความเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน ยุติธรรมในการให้ผลตอบแทนแก่บุคลากรภายในองค์กร และความเป็นธรรมภายนอก (external equity) โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผลตอบแทนกับค่างานที่แข่งขันได้ในตลาด เพื่อรักษาคนเก่ง คนดี

ดังนั้น เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการนำปรัชญาพื้นฐาน 4 ประการ มาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือถ้ายังไม่สามารถทำได้ครบก็ควรจะมีการเริ่มต้นเพื่อให้องค์กรลดการสูญเสียจากการลงทุนในทรัพยากรบุคคล ซึ่งการสูญเสียที่ชัดเจน คือ บุคลากรที่มีความสามารถลาออก และการสูญเสียแบบกัดเซาะภายใน คือ การที่องค์กรแบกต้นทุนด้านบุคลากร เนื่องจากไม่ได้มีการจูงใจให้บุคลากรมีผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่องค์กรต้องการ หรือประโยชน์ที่องค์กรได้รับไม่เท่ากับต้นทุนที่ลงทุนไป

Posted by: management2008 | มิถุนายน 23, 2009

เตือนศก.โลกปีนี้ยิ่งติดลบ

ธนาคารโลกสวนทางไอเอ็มเอฟ ชี้ภาพเศรษฐกิจยังอึมครึม ปีนี้ยิ่งติดลบหนัก ส่วนปีหน้าฟื้นตัวได้เล็กน้อย

ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงหลังจากภาวะถดถอยยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยอาจติดลบถึง 2.9% จากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 1.7% ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 2% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.3% นับเป็นตัวเลขคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ย่ำแย่ยิ่งกว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ชี้ว่าจะติดลบเพียง 1.3% ในปีนี้ และจะขยายตัวที่ 2.4% ในปีหน้า

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐจะติดลบ 3% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนมี.ค. ที่จะติดลบ 2.4% เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดลบถึง 6.8% รุนแรงกว่าเดิมที่จะติดลบ 5.3% เศรษฐกิจยูโรหดตัว 4.5% จากที่มีแนวโน้มจะติดลบเพียง 2.7% ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแม้จะเป็นกลุ่มเดียวที่ยังขยายตัว แต่อัตราขยายตัวจะลดลงมาอยู่ที่ 1.2% จากคาดการณ์เดิม 2.1%

ธนาคารโลกยังเตือนว่า กระแสทุนจะไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้จำนวนคนยากจนรวมถึงตัวเลขคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น คาดว่ากระแสทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ที่เพียง 3.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ หลังจากที่เคยทะลุระดับ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 40 ล้านล้านบาท)

ธนาคารโลกชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกมีวี่แววที่จะฟื้นตัวในปีนี้ แต่ประเทศที่มั่งคั่งน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วจะประสบปัญหาในการพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ธนาคารโลกยังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ต้อง ใช้มาตรการที่พร้อมสรรพในการ นำพาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อีกครั้ง และมาตรการคืนชีพเศรษฐกิจผ่านการใช้งบประมาณกระตุ้นการใช้จ่ายภายในของแต่ละประเทศ ควรผลักดันให้เป็นความร่วมมือกันของทุกประเทศทั่วโลก

Posted by: management2008 | มิถุนายน 16, 2009

โมเดลวิน-วิน MK- Asia Soft

การตลาดปัจจุบัน ก้าวหน้าไปมาก … กลยุทธ์การหาพันธมิตร เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในภาวะการณ์ปัจจุบัน และคู่ธุรกิจของเราอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ … แต่ยังสามารถเป็นพันธมิตกันได้ ขึ้นอยู่กับว่าจินตนาการของเรามีมากน้อยขนาดไหนครับ

Positioning Magazine พฤษภาคม 2552

ร้านสุกี้ยักษ์ใหญ่อย่างเอ็มเค (MK) และเกมออนไลน์ออดิชั่น (AU) ในเครือเอเชียซอฟท์ เดินหมากแลกฐานตลาดกันอย่างคึกคัก ลูกค้าเอ็มเคกินครบ 600 บาทได้แถมแผ่นเกมเต้นและไอเท็มไปทดลองเล่น ขณะที่ลูกค้าร้านเน็ต @cafe ของเอเชียซอฟท์จะได้รับบัตรกำนัลไปกินผักที่เอ็มเค

แลกฐานตลาดกันแบบนี้ ไม่เรียกวิน-วินก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เพราะเอ็มเคสามารถเจาะตลาดวัยรุ่นที่ชื่นชอบเกมเต้นสุดมันส์ ขณะที่เอเชียซอฟท์ได้ขยายตลาดไปยังกลุ่มครอบครัว (นอกเหนือจากเด็กและวัยรุ่น) ให้ออดิชั่นเป็นเกมที่รู้จักในฐานะเกมเต้นเพื่อสุขภาพสำหรับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

เอ็มเค เรสเตอรองต์ส นั้นประกาศจับมือเกมออดิชั่นมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทั่งเริ่มต้นร่วมกันจัดแคมเปญเพื่อสร้างแบรนด์ของทั้งสองฝ่ายให้เกรียงไกรข้ามตลาดอย่างจริงจังในช่วงต้นเดือนมีนาคม ใช้ชื่อแคมเปญว่า “ความสนุกที่เพื่อนให้กันได้” ซึ่งในจดหมายประชาสัมพันธ์บอกว่าแคมเปญดังกล่าวเน้นคอนเซ็ปต์ ช่วงเวลาของความสนุกร่วมกันของเพื่อนและครอบครัว และส่งเสริมให้วัยรุ่นเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

สองประเด็นนี้เองที่ทำให้เอ็มเคและเอเชียซอฟท์มองในจุดเดียวกัน และตัดสินใจร่วมทางเป็นพันธมิตรในการสร้างแบรนด์แม้จะมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันสุดขั้ว

“ที่เลือกเอ็มเคเพราะเป็นร้านอาหารของกลุ่มครอบครัวที่มีชื่อเสียง และมีจุดขายที่โดดเด่น เรื่องการเต้นของพนักงานในร้าน และเอ็มเคมองกลุ่มตลาดเดียวกับเรา อย่างภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่เป็นเรื่องราวของนักเรียนมัธยม แสดงว่าเอ็มเคต้องการจับกลุ่มวัยรุ่นอย่างชัดเจน” อินทรา ทรงเกียรติกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด ทีมการตลาดเกมออนไลน์ ออดิชั่น ของเอเชียซอฟท์ให้สัมภาษณ์

ตรงกับที่ วีระพล โรจนสัจจา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสเตอรองต์ส จำกัด เคยบอกว่าตลาดที่เอ็มเคกำลังให้ความสนใจคือกลุ่มวัยรุ่น และความสนใจของกลุ่มวัยรุ่นในปัจจุบันก็คือเกมออนไลน์ ในเมื่อเกมเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลในการเข้าถึงวัยรุ่นในยุคดิจิตอล เอ็มเคจึงต้องการมองหาเกมออนไลน์ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี เหมาะสำหรับเยาวชนและคนทั่วไป ซึ่งเกมออดิชั่นออนไลน์สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้พอดี

อินทราบอกว่า การร่วมมือระหว่างเอ็มเคและเอเชียซอฟท์ ประกอบด้วยส่วนในเกมและส่วนนอกเกม กิจกรรมในเกมจะเริ่มที่การสร้างฉากร้านเอ็มเคขึ้นเป็น Stage ในเกมออดิชั่น เหมือนเป็นร้านสุกี้ในเกมออนไลน์ร้านแรกเพราะมีโลโก้ร้านประดับครบเครื่อง จุดนี้จะสามารถสร้าง Brand Visibility ให้กับเอ็มเคในกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง ขณะเดียวกันก็จะนำเพลงเอ็มเคไปบรรจุไว้ในเกมให้ขาแดนซ์ได้เลือกเต้นด้วย

เช่นเดียวกับเกมออนไลน์ทั่วไปที่ผู้เล่นต้องฝ่าฟันเพื่อให้ได้ไอเท็มมาครอบครอง เอเชียซอฟท์สร้างไอเท็มเป็นรูปผัก 4 ชนิดมาให้ผู้เล่นสะสม ทั้งไอเท็มหอยเชลล์ เห็ดหอม ข้าวโพดอ่อน และหัวผักกาด โดยมีตัว Avatar เป็นพนักงานเสิร์ฟเอ็มเคหญิงและชายอย่างละหนึ่งแบบ

วิธีการล่าไอเท็มนั้นจะอยู่ในกิจกรรมนอกเกมซึ่งจะเริ่มที่ร้านเอ็มเค โดยนักเต้นจะได้ไอเท็มเกมก็ต่อเมื่อรับประทานอาหารครบ 600 บาทขึ้นไป

นอกจากไอเท็ม ลูกค้าเอ็มเคที่รับประทานครบ 600 บาทจะได้รับแผ่นเกม ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของออดิชั่นในการขยายฐานกลุ่มลูกค้าจากกลุ่มวัยรุ่นไปยังกลุ่มที่มีอายุมากขึ้นเช่นสาวๆ วัยทำงาน ขณะเดียวกันลูกค้าเอ็มเคสามารถร่วมเล่นเกมบนหน้าเว็บเพื่อลุ้นรับบัตรกำนัล 500-2,000 บาท จากเอ็มเคทุกสัปดาห์

“การผลิตกิจกรรมในเกมเราต้องส่งไปให้ทีมงานเกาหลีดำเนินการ เช่นการสร้างตัว Avatar และไอเท็มชุดผัก 4 ตัวซึ่งเราออกแบบใหม่ทั้งหมด ระยะจัดกิจกรรมวางไว้ที่ 3 เดือน 1 เดือนเป็นการจัดกิจกรรมตามสาขา เช่น การนำทีมแดนซ์ของออดิชั่นไปจัดกิจกรรมประชันสเต็ปแดนซ์กับทีมเอ็มเคในสาขาต่างๆ รวมถึงการนำทีมพนักงานเสิร์ฟเอ็มเคไปเชิญชวนให้ผู้เล่นเกมออนไลน์ให้เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่ร้าน @ cafe โดยอีก 2 เดือนเป็นการจัดกิจกรรมให้ร่วมสนุกได้ทั้งบนหน้าเว็บ และอินเกม”

อินทราชี้แจงว่าสิ่งที่ยากในการทำแคมเปญนี้คือการสร้างฉากในเกม และ ตัว Avatar เพราะทีมงานเกาหลีต้องใช้เวลาในการสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด จึงทำให้แคมเปญต้องเลื่อนจากเดิมซึ่งวางไว้ที่ปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วออกไป

“Avatar ที่เป็นพนักงานเสิร์ฟนั้นมีคาแร็กเตอร์ชัดเจนไม่ยากนัก แต่ฉากร้าน MK แบบเสมือนจริง และไอเท็มที่เป็นผักนั้นยังไม่เคยทำ จึงค่อนข้างเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายให้กับทีมงานเกาหลี เอ็มเคคือร้านอาหารแรกที่เราสร้างรูปแบบการเป็นพาร์ตเนอร์แบบ 360 องศา คือทั้งส่วน Online และ Offline จากที่ผ่านมารูปแบบการสร้าง Avatar ที่มาจาก Realistic เราได้เคยร่วมมือกับค่ายเพลง สร้าง Avatar ศิลปินลงเกมเป็นสีสันให้กับผู้เล่น แล้วแนบแผ่นเกมไปกับซีดีเพลงที่วางขาย คือ วงสล็อทแมชชีน และเบเบ้ ซึ่งแฟนคลับศิลปินเหล่านี้ชอบกันมาก” โดยที่ผ่านมาเราต้องส่งรายละเอียดให้ทีมงานเกาหลีเป็นผู้สร้างตัว Avatar ศิลปินเหล่านี้เท่านั้นเช่นกัน

การสร้างตัวการ์ตูน Avatar เหล่านี้อินทราบอกว่า เน้นเรื่องการร่วมมือทางธุรกิจเป็นหลัก ซึ่งค่าใช้จ่ายจะต่ำมากหากเทียบกับการใช้มีเดียในรูปแบบอื่น หากแต่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ยืนยันว่าเอเชียซอฟท์ไม่ได้มองผลประโยชน์จากแคมเปญในรูปเม็ดเงิน แต่มองในรูปการสร้างแบรนด์ในรูปแบบใหม่ของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ MK สามารถขยายฐานเข้าสู่กลุ่มวัยรุ่นได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่เกมออดิชั่นซึ่งมีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่ก็ต้องการสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดมากยิ่งขึ้น และแคมเปญที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะทำให้ออดิชั่นได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่ใช่วัยรุ่น และผู้คนจะพูดถึงออดิชั่นในฐานะเกมเพื่อสุขภาพซึ่งไม่มีอันตราย และสามารถเล่นกันได้ทั้งครอบครัว

อินทราให้ข้อมูลว่า จำนวนผู้เล่นเกมออดิชั่นในขณะนี้อยู่ที่ราว 11 ล้าน ID รายได้หลักของเอเชียซอฟท์มาจากการขายไอเท็มให้ผู้เล่นเกม และมุ่งเน้นการสร้างรายได้จาก In Game Advertising ให้ชัดเจนขึ้น

นี่คือ อีกหนึ่งแนวทางที่ดีมากของรัฐบาล… แต่ไม่แน่ใจว่าจะกล้าทำหรือไม่ เพราะจะขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมาก ผมคืออีกคนที่ขอเชียร์โครงการนี้ ลองอ่านบทความของ อ. วีรพงษ์ ที่อยู่ฝั่งคนทักษิณยังแอบเอาใจช่วยเลยครับ

คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

เรื่องที่เป็นข่าวฮือฮา เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนบ้านเราก็เห็นจะมีอยู่สองเรื่องคือ เรื่องรถเมล์ 4,000 คัน กับเรื่องการรับจำนำข้าวและพืชผลเกษตรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา ทั้งหมดเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยทั้งสิ้น

เรื่องการประกันราคาข้าวมีมาช้านานตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อ 30 ปีก่อนโดยใช้เงินพรีเมี่ยมข้าวหรือภาษีขาออกจากการส่งข้าวออกให้องค์กรการตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ซึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรฯเป็นผู้ส่งออกไปรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ทำอยู่หลายปี เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯก็ติดใจ วิธีการก็คือ มีการกำหนดราคาเป้าหมายให้สูงกว่าราคาตลาด และ อ.ต.ก.ก็ประกาศเชิญโรงสีต่างๆ เข้าร่วมโครงการ แล้วให้ชาวนามาเป็นสมาชิกโรงสี เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวราวๆ เดือนพฤศจิกายน อ.ต.ก.ก็หิ้วเงินของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรราวๆ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก แล้วไปให้โรงสีที่เป็นสมาชิกไป “รับซื้อข้าวเปลือก” จากเกษตรกร โดย อ.ต.ก.คิดค่าเช่าโกดัง ค่าข้าวเสื่อมคุณภาพ ค่าขนส่ง และอื่นๆ ให้อีก

ดังนั้น ราคาที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มให้เกษตรกรจึงต่ำกว่าเงินที่รัฐบาล หรือ อ.ต.ก.ต้องจ่ายให้โรงสี เช่น รัฐบาลจะให้เกษตรกรได้ราคาเพิ่มขึ้นในทางทฤษฎี เกวียนละ 300 บาท รัฐบาลอาจจะต้องจ่ายเกวียนละ 500 บาท ขณะนั้นข้าวราคาประมาณเกวียนละ 2,500-3,000 บาท

แต่ความเป็นจริงโรงสีที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกก็เอาข้าวของตัวเองที่ต้องซื้อตามราคาตลาดไว้ มาหมุนเวียนสีขายเองแต่บอกว่าเป็นข้าวของรัฐบาล แล้วก็เอาชาวนาที่เป็นลูกค้าของตนมาลงลายมือชื่อว่าได้ขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีแล้วในราคาประกัน แล้วก็รับเงินค่าลงลายมือชื่อไปเกวียนละ 15 บาท เมื่อถูกคัดค้านมากในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ราคาข้าวก็ไม่ขึ้น ชาวนาก็ขายได้แค่ราคาตลาดนั้น ทำอย่างไรก็ไม่ขึ้น ผู้ได้ประโยชน์ก็คือโรงสี ได้ทั้งราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ได้ทั้งไม่ต้องสต๊อกข้าวของตัวเอง ประหยัดดอกเบี้ย ใช้สต๊อกข้าวรัฐบาลหมุนเวียน ได้ทั้งค่าเก็บรักษาข้าวเป็นรายเดือน ได้ทั้งค่าเสื่อมราคาข้าว เสื่อมน้ำหนัก ได้ทั้งค่าสีข้าว ได้ทั้งค่าขนส่ง ได้ทั้งรำข้าวและแกลบข้าวฟรีซึ่งเอาไปขายได้อีก ตกลง อ.ต.ก. โดยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรซึ่งได้มาจากพรีเมี่ยมการส่งข้าวออกก็ขาดทุนทุกปี แล้วราคาก็ไม่ขึ้นหากแต่เป็นไปตามราคาตลาดโลก

ต่อมารัฐบาลคิดใหม่ โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกให้ส่งออกในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพราะเชื่อว่าราคาตลาดโลกต่ำกว่าควรจะเป็น เพราะพ่อค้าผู้ส่งออกไปแย่งตัดราคากันเองในตลาดต่างประเทศ ถ้าพ่อค้าผู้ส่งออกไทยจับมือกันไม่เสนอราคาที่ต่ำกว่ากำหนดแล้วเราก็จะได้ราคาส่งออกที่ดี

เมื่อตั้งราคาส่งออกขั้นต่ำแล้ว เช่น ห้ามเสนอราคาส่งออกที่ต่ำกว่า 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทอนลงมาเป็นเงินบาท ทอนลงไปเป็นราคาข้าวสารและข้าวเปลือก แล้วกำหนดให้โรงสีทุกแห่งรับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาที่ทางกระทรวงพาณิชย์ประกาศ ถ้าโรงสีใดรับซื้อต่ำกว่าราคาที่ประกาศจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา รัฐบาลได้กำหนดตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2484 ซึ่งออกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมามีข่าวว่าชาวนามาร้องเรียนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่าได้นำข้าวไปขายให้โรงสีที่นครสวรรค์แล้ว โรงสีไม่รับซื้อในราคาที่รัฐบาลประกาศ คือเกวียนละ 3,000 บาท แต่จะรับซื้อในราคาตลาดเกวียนละ 2,500 บาท ชาวนาต่อว่าเถ้าแก่โรงสีว่าก็ไหนวิทยุประกาศว่าโรงสีต้องรับซื้อเกวียนละ 3,000 บาท เถ้าแก่โรงสีตอบว่า “ก็ไปขายให้กับวิทยุซิ”

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มาตรการใดที่ขัดกับกฎของตลาดย่อมเกิดการสูญเปล่าและไม่ได้ผล ชาวไร่ชาวนาไม่ได้อะไร ผู้ได้ประโยชน์ก็คือ บุคคลที่เป็นพรรคพวกของเจ้าของนโยบาย

ต่อมาในปลายปี 2525 ก็มีการยกเลิกพรีเมี่ยมการส่งออกข้าวและภาษีขาออกข้าว ทำให้ไม่มีเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เมื่อ อ.ต.ก.ไม่มีเงินมาไว้ชดเชยการขาดทุนก็จำเป็นต้องเลิกโครงการรับประกันราคาข้าวไปในที่สุด

แต่ทางการก็ไม่ยอมแพ้ ในปี 2529 ได้มีการเสนอโครงการรับจำนำข้าว โดยให้เหตุผลว่าถ้าไม่มีโครงการอะไรมารองรับ ราคาข้าวในต้นฤดูก็จะมีราคาถูกลง เพราะชาวนาไม่มียุ้งฉางต้องรีบขายข้าว ทำให้พ่อค้าคนกลางสามารถกดราคาข้าวลงได้

แต่แทนที่จะรับจำนำข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาดทางการกลับตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด ทีแรกก็สูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย ต่อมาก็สูงกว่าราคาตลาดมากมาย โดยใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยให้องค์การคลังสินค้าหรือ อ.ค.ส. เป็นผู้ดำเนินการ เมื่อเกิดการขาดทุนรัฐบาลก็ตั้งงบประมาณชดเชยให้กับ ธ.ก.ส.

ผลก็เหมือนเดิม กล่าวคือ การดำเนินการก็เหมือนกับการประกันราคาข้าวเปลือกทุกประเภท เพียงแต่คราวนี้เป็นข้าวสาร ซึ่งยิ่งแย่ใหญ่เพราะถ้าเก็บไว้นานข้าวจะเสื่อมคุณภาพ รัฐบาลอนุญาตให้โรงสีเอาไปหมุนเวียนได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ชาวนาที่มาลงชื่อจำนำข้าวกับ ธ.ก.ส.ก็ได้เพียงแต่ค่าลงชื่อจากโรงสีเท่านั้น

เมื่อ อ.ค.ส.สั่งให้ส่งมอบข้าว โรงสีก็ค่อยออกไปซื้อข้าวในราคาตลาดมาส่งมอบให้รัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศประมูลขายข้าวของรัฐบาล ซึ่งก็จะได้ราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด เพราะพอรัฐบาลประกาศจะประมูลขายข้าว ราคาตลาดก็จะเคลื่อนไหวลดลงทันที ผู้นำเข้าในต่างประเทศก็จะรอการประมูล เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลต้องประมูลขายในราคาที่ต่ำลง

ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ต้องบังคับให้โรงสีเก็บสต๊อกข้าวไว้ ข้างก็ยิ่งเสียและเสื่อมคุณภาพ กลายเป็นข้าวคุณภาพต่ำ เกิดความสูญเสียไปเปล่าๆ โดยไม่มีใครได้อะไร

ระบบการค้าข้าวก็จะเสียหายหมด พ่อค้าส่งออกที่ไม่ใช่พรรคพวกกับทางการก็จะไม่กล้าไปเสนอขายข้าว เพราะถ้าเสนอขายตนก็ไม่ทราบว่าตนจะซื้อข้าวได้ในราคาเท่าใด แต่ถ้าสนิทกับทางการรู้ว่าทางการจะประมูลขายข้าวเมื่อใดราคาในประเทศตกลงเท่าไหร่ตนก็กล้าที่เสนอตัดราคาขายในต่างประเทศได้

บัดนี้ หลังจากสงครามเวียดนามและสงครามเย็นยุติลง เพื่อนบ้านของเราคือ เวียดนามก็กลายเป็นผู้ส่งข้าวออกรายใหญ่ของโลก อินเดียเมื่อก่อนเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าว บัดนี้ก็เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ ยิ่งเราสต๊อกข้าวไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เขาขายข้าวได้ก่อนเราเท่านั้น ขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาลไทยรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด โรงสีที่ร่วมโครงการแทนที่จะซื้อข้าวจากตลาดในประเทศก็ไปซื้อข้าวจากชาวนาในประเทศเพื่อนบ้านมาสีส่งมอบให้รัฐบาล ยิ่งทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศราคาตกต่ำลงไปอีก

โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรขยายไปรับจำนำข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา ทุกโครงการมีปัญหาเหมือนกันหมด โดยมีการไปซื้อข้าวโพด มันสำปะหลัง มาส่งมอบให้รัฐบาล ต่อไปนานๆ ชาวไร่ชาวนาต้องลดการขยายตัวลง โรงสี โรงมันสำปะหลัง คงต้องไปซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านหลบหนีมาส่งมอบในประเทศไทย เท่ากับเอาเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายให้กับโรงสี โรงมันสำปะหลัง

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค กระทรวงที่เป็นหลักคือกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้อยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล แต่กระทรวงการคลังซึ่งเป็นต้นสังกัดของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตรอยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำ ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาการเมือง ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์จะคิดไม่ออก

เรื่องสินค้าเกษตรถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร ผู้ที่เคยได้ประโยชน์ เช่น โรงสี หัวคะแนนผู้สนับสนุนนักการเมืองก็จะจัดชาวไร่ชาวนามาเดินขบวน ไม่ว่าราคาข้าวเปลือกจะเป็นเท่าไหร่ก็จะมีการจัดให้มีการเดินขบวน รัฐบาลก็หลิ่วตากับผู้เดินขบวนแล้วก็ดำเนินการรับประกันราคาหรือรับจำนำต่อไป

วิธีที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูงกว่าราคาในตลาดโลกก็มีอยู่เพียง 3 วิธี คือ

1.ชดเชยการส่งออก โดยประกาศล่วงหน้าว่าจะชดเชยการส่งออกตันละเท่าใด ผู้ส่งออกก็จะทราบล่วงหน้าว่าถ้าราคาตลาดโลกเกินเท่าเท่านั้นเท่านี้คนจะได้รับการชดเชยเท่านั้นเท่านี้ ก็จะรับซื้อสินค้านั้นราคาในประเทศก็จะสูงขึ้น แต่วิธีนี้คงทำในเมืองไทยไม่ได้ เพราะจะถูกโจมตีว่าไปช่วยพ่อค้าผู้ส่งออก จะไปมัวอธิบายกลไกตลาดก็คงไม่มีใครฟังหรือฟังก็ไม่เชื่อ อีกทั้งเราอยู่ในกลุ่มต่อต้านการชดเชยการส่งออกสินค้าเกษตร ในฐานะสมาชิกองค์การการค้าโลก

2.รับซื้อหมดโดยสหกรณ์ในราคาสูงแล้วขายออกมาให้ประชาชนผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสมซึ่งเป็นวิธีการที่ญี่ปุ่นใช้ รวมทั้งห้ามการนำเข้าหรือถ้าจะให้มีการนำเข้าเพราะถูกกดดัน ก็นำเข้าเล็กน้อยจากสหรัฐและออสเตรเลีย ไม่นำเข้าจากที่อื่นเพราะญี่ปุ่นบริโภคข้าวเมล็ดสั้น

3.อเมริกาใช้วิธีรับจำนำข้าว โดยมีบรรษัทสินเชื่อเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ หรือที่เรียกว่า Commodity Credit Corporation หรือ CCC วิธีการคือให้เกษตรขายในราคาตลาดทั้งในและต่างประเทศ แล้วรัฐบาลชดเชยส่วนต่างให้ แต่จำกัดเนื้อที่เพาะปลูกสำหรับสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเกษตรกรจะได้รับการชดเชยโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าคนกลางก็ไปซื้อขายกับชาวไร่ชาวนาในราคาตลาด

อ่านจากหนังสือพิมพ์ได้ยินว่ารัฐบาลทบทวนยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ แต่จะใช้วิธีรับประกันราคา แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะใช้วิธีรับประกันอย่างไร ก็ดีใจ เพราะวิธีการเดิมนั้นแย่สุดๆ แล้ว

ถ้าใช้วิธีรับประกันราคา โดยรัฐบาลจะหิ้วเงินออกไปซื้อข้าวเปลือก โดยผ่านโรงสีก็คงจะเหมือนเก่าหรือแย่กว่าเก่า แล้วก็คงไม่มีเงินมากเพียงพอที่จะทำอย่างนั้น นอกจากยืมจาก ธ.ก.ส. ตามเดิม

ก็ยังไม่ทราบว่าวิธีประกันราคาพืชผลที่รัฐบาลประกาศจะทำอย่างไร หวังว่าคงไม่ใช้วิธีเดิม เพื่อให้เงินที่รัฐบาลต้องใช้ไปถึงมือชาวไร่ชาวนาโดยตรง ถ้ามีความจำเป็นทางการเมืองที่จะต้องทำก็ทำแต่พอสมควร อย่าทำมาก

ถ้าทำได้ก็ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลนี้เป็นอย่างยิ่ง และน่าจะได้เสียงจากชาวไร่ชาวนาเป็นอันมาก

ขอเอาใจช่วย

หนึ่งวันกับ “ฟิลิป คอตเลอร์” แนะกลยุทธ์การตลาดในโลกไร้ระเบียบ

คอลัมน์ market move

การเดินเกมการตลาดในยุคที่มีแต่ความไม่แน่นอน ถือเป็นบททดสอบสำคัญของนักการตลาด ที่หากสามารถฝ่าฟันและรอดพ้นแบบไม่เจ็บตัวมากนัก ย่อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (2 มิ.ย.) ศ.ดร.ฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดชื่อดังของโลก ได้มาบรรยายพิเศษวิธีการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความโกลาหล (turbulent) ซึ่งเขาได้ย้ำว่า แม้โลกจะผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งนี้ไปได้ แต่โลกก็จะไม่กลับสู่ภาวะสงบที่สามารถคาดเดาทุกสิ่งได้เหมือนเคยที่ผ่านมา เพราะ กระแสโลกาภิวัตน์และการพัฒนาของโลก ดิจิทัลทำให้ผู้บริโภครับข้อมูลข่าวสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตและสื่อรูปแบบใหม่อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้บริโภคมีอิทธิพลต่อแบรนด์มาก จนสามารถทั้งสร้างและทำลาย แบรนด์ใดๆ ได้ในชั่วข้ามคืน

เพื่อตอบรับกับความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกการตลาดยุคใหม่ คอตเลอร์ชี้ว่า บริษัทต้องมีการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยแต่งตั้งบุคลากรที่มีหน้าที่ติดตามกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของลูกค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายคู่แข่ง เทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิดของคนทั่วไป อำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย สังคม โดยบุคคลดังกล่าวจะสามารถช่วยเตือนบริษัท หากพบว่ามีปรากฏการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบการบริหารความไร้ระเบียบ 3 ประการ คือ การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า การสมมติสถานการณ์ (scenario) เพื่อวางแผนรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และการจัดระบบงบประมาณที่มีความยืดหยุ่น

ในส่วนของการกำหนดสถานการณ์นั้นควรมีประมาณ 5 สถานการณ์ โดยกำหนดสิ่งที่อาจเป็นไปได้ในอนาคต ตั้งแต่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไปจนถึงดีที่สุด พร้อมกับวางแผนกลยุทธ์รับมือกับสถานการณ์เหล่านั้น

พร้อมกันนี้ บริษัทจะต้องมีระบบจัดสรรงบฯที่มีความยืดหยุ่น คือต้องมอบหมายให้ทุกภาคส่วนของธุรกิจ เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายการเงิน ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ วางแผน การใช้งบฯว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ภาคส่วนนั้นๆ จะสามารถปรับลดการใช้จ่ายด้านใดได้บ้าง และการปรับลดจะส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างไร

นอกจากนี้ ดร.คอตเลอร์ได้แนะนำแนวทางการทำตลาดสินค้าในตลาดปัจจุบันและอนาคตว่า คนยุคใหม่หันมาทุ่มเทความสนใจและห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ขณะที่วิสัยทัศน์ของบริษัทในปัจจุบันจะหันมาเน้นการเติบโตแบบยั่งยืนมากกว่าหวังผลกำไร หรือผลตอบแทนทางธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยการทำตลาดที่เรียกว่า “value based marketing” ซึ่งจะต้องเข้าถึงทั้งความคิด (mind) หัวใจ (heart) และจิตวิญญาณ (spirit) ของผู้บริโภค โดยเปรียบเทียบว่า ผู้บริโภคยุคก่อนต้องการซื้อสินค้าและบริการ เพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้น ส่วนยุคต่อมาจะซื้อสินค้าและบริการที่ทำให้ตนเอง แตกต่างจากคนอื่น แต่ในยุคปัจจุบันจะซื้อสินค้าและบริการที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกได้ เช่น เลือกซื้อสินค้าของบริษัทที่เห็นว่าห่วงใยสังคมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กูรูการตลาดคนดังได้ทิ้งท้ายข้อคิดสำหรับการทำตลาดยุคใหม่ว่า บริษัทจะต้องหันมาเน้นกับธุรกิจที่ตนเองทำอย่างจริงจัง โดยต้องศึกษากลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร และพยายามหาหนทางเพื่อชนะใจลูกค้า เพื่อให้คนเหล่านั้นภักดีต่อแบรนด์ พร้อมกันนี้จะต้องตระหนักถึงความแตกต่างของคนในชุมชนต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

บริษัทยุคใหม่จะต้องเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์มากกว่าที่จะเพิ่มราคา อย่างเช่น เจนเนอรัล อิเล็กทริก ที่ประกาศว่า บริษัทจะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มในราคาที่ย่อมเยาลง ซึ่งการเดินแผนเช่นนี้จะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้กับบริษัท แทนที่จะต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับบริษัทอื่นๆ ที่สามารถผลิตสินค้าประเภทเดียวกันแต่ราคาถูกกว่า นอกจากนี้บริษัทจะต้องพยายามใช้ผู้บริโภคเป็นแนวร่วมในการดำเนินธุรกิจ เช่น การเชิญชวนลูกค้ามาร่วมสร้างสรรค์สินค้า หรืออาศัยความคิดเห็นของผู้บริโภคในชุมชนออนไลน์ เพื่อโปรโมตสินค้าและบริการ

7 เคล็ดลับ จูนเครื่อง CSR คว้า “โอกาส” ใน “วิกฤต”

“โอกาส” นั้นเกิดขึ้นเสมอกลาง “วิกฤต” สุดแท้แต่ใครจะมองเห็น

แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility : CSR) ก็เช่นกัน ในขณะที่ผู้บริหารจำนวนหนึ่งมองว่าเป็นภาระ เป็นต้นทุนที่องค์กรต้องจ่าย ในเวลาเดียวกันหลายคนมองว่านี่คือ “โอกาส” ครั้งสำคัญ

ความเชื่อของผู้บริหารองค์กรในกลุ่มหลังยังเป็น “ความเชื่อ” ที่ครอบคลุมทั้งในระดับบริษัทข้ามชาติมาจนกระทั่งองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กพันธุ์ไทย

ทำไมพวกเขาจึงเชื่อเช่นนั้น “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมความคิด ของผู้บริหารที่มองเห็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ว่า ผ่าน 7 เคล็ดลับที่จะช่วยจูนเครื่อง CSR องค์กรให้สามารถคว้า “โอกาส” ใน “วิกฤต” ที่กำลังเกิดขึ้น

1.เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ CSR

สิ่งที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอโทรทัศน์ในไทยอาจจะเบี่ยงเบนให้กิจกรรมเพื่อสังคมกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่องค์กรธุรกิจในบ้านเราทุกวันนี้เรียกสิ่งเหล่านั้นว่า CSR แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากจะมอง CSR ในมุมของการสร้าง “โอกาส” ให้กับองค์กร ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า จำเป็นต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ในฐานะกูรูด้าน CSR “อเล็กซ์ มาโวร” ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท โซเชียล อิมแพ็ค เวนเจอร์ เอเชีย จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้าน CSR บอกไว้ชัดเจนว่า “ถ้าเรามอง CSR ในมุมมองแบบวิน-วิน ธุรกิจก็ได้ประโยชน์และองค์กรก็ได้ประโยชน์ ต้องย้อนกลับไปถาม ตัวเองก่อนว่า เรามอง CSR แบบใด เวลาเราพูดถึงโอกาสที่จะได้จากการทำ CSR คงไม่ได้พูดถึงการคืนกำไรให้สังคมอีกต่อไป สิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือ

การบริหารจัดการโดยสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (steakholders engagement) และทำในสิ่งที่จะลด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด และคิดถึงการก้าวเป็นบริษัทที่ยั่งยืน โดยทำให้ธุรกิจสามารถดำรงอยู่ได้ ภายใต้โลกที่มีทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด” ซึ่งถือเป็นความคิดพื้นฐาน

2.คิดนอกกรอบ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการทำ CSR ในแง่มุมนี้ซึ่งต้องใช้เวลาและการ “คิดนอกกรอบ” (think out of the box) เราอาจจะไม่ได้คิดเพียงจะปลูกต้นไม้กี่ต้น จะทำกิจกรรมอะไรกับเด็ก แต่ควรกลับไปมอง “คุณค่าหลัก” (core value) ขององค์กร และใส่ความรับผิดชอบลงไปในนั้น โดยคิดถึงทุกกระบวนการของความรับผิดชอบในธุรกิจ เช่นเดียวกับกรณีศึกษา CSR สุดคลาสสิกอย่าง “อินเตอร์เฟด” ซึ่งเป็นบริษัทผลิตพรม ที่ใช้ความพยายามกว่า 15 ปี ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจจากธุรกิจที่ผลิตและจำหน่ายพรมมาเป็นธุรกิจที่บริการ “ให้เช่า” พรม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นผู้นำตลาดยังสามารถนำพรมที่ใช้แล้วกลับมาผลิตใหม่ได้ถึง 80% ดังนั้นองค์กรธุรกิจที่จะหาโอกาสจากวิกฤตนี้ไม่เพียงแต่คิดว่าจะคืนกำไรให้กับสังคมอย่างไร แต่ควรมองว่าจะปรับปรุงคุณค่าหลักขององค์กรอย่างไรมากกว่า

3.คิดอย่างสร้างสรรค์

เรื่องเล่าของ “ยูนิลีเวอร์” ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นตัวอย่างของการมองไปที่ความรับผิดชอบในคุณค่าหลัก ด้วยการคิดอย่างสร้างสรรค์ แม้เราอาจจะเคยชินกับสารพัดโครงการเพื่อสังคมที่ “ยูนิลีเวอร์” ทำ แต่สิ่งที่ “Hein Swinkels” รองประธานด้านการเงินและไอที กลุ่มยูนิลีเวอร์ไทย เล่าให้ฟังมองให้เห็นว่า นั่นเป็นเพียงบางส่วน แต่การสร้างสรรค์ “ความรับผิดชอบ” ซึ่ง “ยูนิลีเวอร์” เรียกว่า corporate responsibility นั้นรวมตั้งแต่ห่วงใยคนที่ทำงาน ดูแลกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบตั้งแต่ภายในองค์กรไปสู่สังคมภายนอก ด้วยการสร้างสรรค์ใน 3 เรื่อง 1.สร้างความตระหนัก (create awareness) เช่น กิจกรรมเล็กๆ ที่ทำในองค์กรอย่างธนาคารขยะ 2.สร้างสรรค์ การมีส่วนร่วม และ 3.สร้างพันธมิตร (create partnership) เขาบอกด้วยว่า “CSR ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษมากไปกว่าการสร้างความรู้สึกที่ดีให้พนักงานรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของและการที่บริษัทเดินออกจากประตูบ้านตัวเองไปคุยกับผู้คน”

4.ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ

แม้จะเป็นองค์การข้ามชาติ แต่ “วิกฤต” ก็คือ “วิกฤต” การลดงบประมาณกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็นจึงเป็นสิ่งที่ “ยูนิลีเวอร์” ทำ แต่การแสดงความรับผิดชอบภายในองค์กรก็ยังคงดำรงอยู่ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะ ของเสียอย่างดีที่สุด พร้อมๆ กับความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ลดการใช้น้ำและพลังงานมากที่สุด ในขณะเดียวกันสำหรับวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณเพื่อมาทำโครงการเพื่อสังคมนั้นน่าสนใจ โดยความพยายามที่จะเชื่อมการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบจากคนภายในองค์กรสู่ภายนอก โดยใช้งบประมาณที่เคยสูญเสียไปกับสิ่งที่ต้องเสียไประหว่างการผลิตมาใช้ดำเนินการโครงการเพื่อสังคม ซึ่งต่อปีเป็นเม็ดเงินนับร้อยล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิผล ขณะเดียวกันยังสร้างคุณค่าให้กับสังคมไปพร้อมๆ กัน

5.ตั้งเป้าหมายให้ชัด

และยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตั้งเป้าในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ที่มีเป้าหมายสูงสุดถึง 400 ล้านตันในอนาคต โดยใช้วิธีคิด “รอยเท้านิเวศ” หรือ “คาร์บอนฟุตปรินต์” (carbon footprint) ซึ่งเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต

6.ทำจากเรื่องที่ง่ายที่สุด

ใช่ว่าเฉพาะองค์กรข้ามชาติและ “บิ๊กเฟิร์ม” เท่านั้นจะดำเนินการเรื่อง CSR ได้ เอาเข้าจริงบริษัทเอสเอ็มอีสัญชาติไทยอย่าง “เอเชีย พรีซีชั่น” บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งแม้กำลังเผชิญมรสุมจากเศรษฐกิจขาลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า CSR จะเกิดขึ้นไม่ได้

“อภิชาติ การุณกรสกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียพรีซิชั่น บอกว่า “แม้ว่าเรามองว่า CSR นั้นเป็นเรื่องที่มาก กว่าการให้ แต่การให้หรือการบริจาคเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดที่จะปลูกความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับพนักงานในองค์กร ก่อนพัฒนามาเป็นการให้ด้วยทักษะของพนักงาน รวมทั้งการบริจาคความดี ที่พนักงานทุกคนที่ทำดี เช่น งดเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เลิกซื้อหวย ฯลฯ เมื่อมาลงชื่อ บริษัทก็จะบริจาคเงิน 20 บาทต่อหนึ่งลายเซ็นเพื่อนำไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อไป” ซึ่งเป็นวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมแบบง่ายๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า การทำให้คน (ในองค์กร) เป็นคนดีถือเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดี

7.เพียงผู้บริหารเปิดใจรับฟัง

การให้ความสำคัญกับพนักงานดูจะใช้การได้ดียิ่งในภาวะวิกฤต อย่างที่ “มาร์ติน่า สแปรงเกอร์ส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเดอร์ติกส์ ออฟ คอนเวอร์เซชั่น เอสเอ็มอีอีกรายที่เล่าประสบการณ์ว่า ในภาวะเช่นนี้ผู้บริหารเองก็อาจจะอยู่ในภาวะจิตตกจากผลกระทบในวิกฤตที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับเรา แต่ในที่สุดเราก็เปลี่ยนวิธีคิดและหันกลับไปมองที่พนักงานที่มีอยู่กว่า 120 คน ว่าไม่เฉพาะเรา พนักงานเองก็มีปัญหาของเขา จึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญและเปลี่ยนแนวคิดมาดูแลวิถีชีวิตพนักงาน ด้วยเริ่มจากการรับฟัง ถึงวันนี้ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนมีปัญหาอะไรเราก็เล่าสู่กันฟัง จากองค์กรที่จิตตกทั้งพนักงานและผู้บริหารก็กลายมาเป็น “องค์กรที่เข้มแข็ง” ขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ จากการเปิดใจและรับฟัง

บางทีเพียงแค่เปลี่ยนมุมคิด บางเรื่องที่ว่ายากก็อาจกลายเป็นเรื่องง่ายอย่างเหลือเชื่อ สำหรับองค์กรที่เริ่มต้นแม้อาจจะยังไปไม่ถึงการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ แต่โอกาสเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบย่อมสะสมและกลายมาเป็นพลังเข้มแข็งในอนาคตขององค์กรได้ ขอเพียงเชื่อและลงมือทำ !!

ค่ายยักษ์รุกคืบเปิดฉากลุยสื่อออนไลน์ รับเทรนด์-พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาท่องโลกออนไลน์มาก หวังสร้างแบรนด์-ขยายฐาน “พีแอนด์จี” สบช่องใช้เป็น ช่องทางแนะนำให้คำปรึกษาผลิตภัณฑ์ ส่วน “โซนี่” ลดโฆษณาแมสมุ่งโฆษณาออนไลน์ ชี้แนวโน้มการตัดสินใจซื้อคล้อยตาม ความคิดเห็นผ่านกระทู้ ขณะที่แบรนด์ดัง “คลีนิกข์” ไม่ตกขบวน ปูพรมโฆษณา-กิจกรรมผ่านเว็บยอดฮิต ดึงลูกค้าเข้าเคาน์เตอร์ ส่วน “ลีวายส์” ลงทุนเปิดเว็บจัดกิจกรรมเอาใจแฟนพันธุ์แท้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พฤติกรรมของกำลังซื้อรุ่นใหม่ที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกับเพื่อนๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ต่างจากอดีตที่โทรทัศน์จะมีบทบาทมากกว่าทุกๆ สื่อ ขณะที่โทรศัพท์มือถือ ไม่ได้ถูกมองว่ามีไว้แค่โทร.ออกและรับสายเข้าอีกต่อไป แต่สามารถพัฒนาให้เป็นการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากหน้าจอโทรศัพท์ที่ใหญ่โตขึ้น สามารถสื่อสาร ทั้งภาพและเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สิ่งสำคัญคือพฤติกรรมที่บรรดานักการตลาดกำลังจับตามองด้วยความสนใจก็คือ การค้นหาข้อมูลผ่านข้อเขียนที่โพสต์ตามเว็บไซต์ดังๆ หรือบล็อกต่างๆ ที่ก้าวเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มทันสมัยและมีราคาต่อหน่วยสูง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีผลให้ธุรกิจต่างๆ พยายามใช้ช่องทางของโลกดิจิทัลนี้ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจของตัวเอง โดยส่วนใหญ่มองเป็นสื่อที่สนับสนุนการขายที่สำคัญ เพื่อเพิ่มพลังให้สื่อโฆษณา (above the line) และกิจกรรมการตลาดที่ไม่ใช่สื่อ (below the line)

พีแอนด์จีมุ่งดิจิทัลมีเดียมัดใจลูกค้า

นายเมธี จารุมณีโรจน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท พีแอนด์จี ประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้หันมาทดลองสื่อใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งสื่อดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยพีแอนด์จีได้นำเอาสื่อดิจิทัลเข้ามาผสมผสานกับบางผลิตภัณฑ์ เช่น ยิลเลตต์ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและส่วนใหญ่สนใจการเล่นเกมออนไลน์ บริษัทก็มีการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายนี้ผ่านทางเกมออนไลน์ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงวัยทำงานซึ่งพฤติกรรมชอบหาข้อมูลผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าทางอินเทอร์เน็ต บริษัทก็เปิดเว็บไซต์สำหรับโอเลย์โดยเฉพาะอย่าง www.rightolayforyou.com เพื่อให้คำแนะนำกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้

 

นอกจากนี้พีแอนด์จียังมีการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นสื่อที่สามารถสื่อสารในลักษณะทูเวย์แล้ว ยังช่วยให้ขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถสร้างฐานข้อมูลผ่านการลงทะเบียนเพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามสิ่งที่ท้าทายสำหรับสื่อดิจิทัลก็คือ การวัดผลและการประเมินผลสัมฤทธิ์

คลีนิกข์ชูเป็นเครื่องมือดึงวัยรุ่น

นางนันทวัลย์ เหล่าสินชัย ผู้จัดการทั่วไปเครื่องสำอางคลีนิกข์ บริษัท เอลก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่มีความแอ็กทีฟและสอดคล้องกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น วัยเริ่มทำงาน หรือคนรุ่นใหม่ รวมทั้งสาวออฟฟิศที่นั่งอยู่หน้าจอคอมฯ เป็นเวลานาน และแม้คอมมิวนิตี้ออนไลน์จะมีกำลังซื้อไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนการขายในช่องทางปกติ แต่ก็สามารถดึงความสนใจของผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของแบรนด์ได้มากขึ้น และมีต้นทุนไม่แพงเมื่อเทียบกับสื่ออื่น ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้พร้อมจะระบฟังความเห็นของผู้อื่นผ่านการหา ข้อมูลจากเว็บบอร์ดก่อนตัดสินใจซื้อ

ที่ผ่านมาคลีนิกข์มีการลงแบนเนอร์โฆษณากับเว็บไซต์ชื่อดังอย่างต่อเนื่อง เช่น สนุกดอตคอม เอ็มเอสเอ็น คูลสวอปดอตคอม รวมถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ต่างๆ ฯลฯ

“ล่าสุดคลีนิกข์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มดูแลปัญหาสิว เราก็ใช้สื่อออนไลน์เป็นคีย์มีเดียในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เพื่อดึงความสนใจให้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมและเรียกลูกค้าเข้าเคาน์เตอร์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เครื่องสำอางคลีนิกข์ที่เปิดรับสมัครผู้มีปัญหาสิว เพื่อรับชุดผลิตภัณฑ์ขนาดทดลอง บริการลดปัญหาสิว และผู้ที่ลงทะเบียนสามารถร่วมอัพเดตเรื่องราวผ่านบล็อกส่วนตัว เพื่อได้สิทธิเข้าร่วมเวิร์กช็อป ตลอดจนการร่วมเล่นเกมต่างๆ ในเว็บไซต์เพื่อรับของรางวัล

ลีวายส์เปิดเว็บไซต์ย้ำแบรนด์

ขณะที่นายพรศีล บุทกัสกา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ผู้แทนจำหน่ายกางเกงยีน ลีวายส์ กล่าวว่า เหตุผลที่ลีวายส์หันมาให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยทำกิจกรรมผ่านเว็บไซต์ www.levismagazine.com เนื่องจากสื่ออินเทอร์เน็ตถือเป็นเทรนด์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของคน รุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้เวลาว่างในโลกออนไลน์ รวมถึงกลุ่มที่นิยมติดตามข่าวสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ลีวายส์มีความหลากหลายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเมื่อเว็บไซต์เป็นที่รู้จักดีแล้ว ในอนาคตมีแผนสร้างกิจกรรมให้มีความตื่นเต้นและหลากหลายมากขึ้น

ควบคู่กับเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ลีวายส์ยังโฆษณาผ่านเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมอย่างสนุกดอตคอม กระปุกดอตคอม เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์สำหรับวัยรุ่นอย่างแท้จริง และต้องการดึงลูกค้าเข้าร้าน ขณะเดียวกันก็จะมีกิจกรรมหลักๆ ของเว็บไซต์ ขณะนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมส่งรูปตัวเองที่ใส่กางเกงยีนเพื่อให้กรรมการคัดเลือก มีของรางวัลเป็นยีนจากลีวายส์

โซนี่ ชี้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

แหล่งข่าวจากวงการเครื่องใช้ไฟฟ้ากล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์หลักในตลาด ทั้งโซนี่ พานาโซนิค ซัมซุง แอลจี ต่างหันมาให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากเป็นสื่อที่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันพฤติกรรมลูกค้าโดยเฉพาะวัยรุ่นจะมีการศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ และมีการสอบถามข้อมูลทางสื่อออนไลน์ก่อนจะตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้นายภิญโญ สงวนเศรษฐกุล ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ บริษัท โซนี่ไทย จำกัด กล่าวในเรื่องนี้ว่า โซนี่ได้ปรับแผนด้วยการลดการโฆษณาผ่านสื่อแมสลง และจะเลือกเฉพาะที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักเท่านั้น ควบคู่กับการใช้สื่อที่เป็น social network หรือนิวมีเดีย เช่นโฆษณาออนไลน์ MSN เว็บบอร์ด หรือบล็อก เป็นต้น ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้สื่อนี้มากขึ้น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มการตัดสินใจซื้อหรือคล้อยตามกับความคิดเห็นผ่านกระทู้ต่างๆ ในคอมมิวนิตี้นั้นๆ มากกว่าการโฆษณาทั่วๆ ไป

ซี.พี.มุ่งกิจกรรมออนไลน์เดึงวัยรุ่น

นายสุพัฒน์ ศรีธนาธร รองกรรมการ ผู้จัดการอาวุโส ด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับสื่อดิจิทัลมากขึ้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ซึ่งเป็นทิศทางการทำตลาดของแบรนด์ต่างๆ ในเครือ ทั้งแบรนด์ซี.พี., ไก่ย่างห้าดาว, เชสเตอร์ กริลล์ และซี.พี. เฟรชมาร์ท เพราะมองว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่มวัยรุ่นจะกล้าตัดสินใจซื้อ กล้าเปลี่ยน กล้าลอง ซึ่งโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ช่องทางหนึ่งคือการทำออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง บริษัทเตรียมงบฯในส่วนนี้ 5 ล้านบาท อาทิ ร่วมกับ MSN จัดกิจกรรม ฯลฯ

โดยเฉพาะแบรนด์ซี.พี.ที่เริ่มทำออนไลน์ มาร์เก็ตติ้งอย่างจริงจังตั้งแต่กลางปีที่แล้ว โดยเปิดเว็บไซต์ www.cpbrandsite.com และจัดทำบล็อกแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อร่วมกิจกรรมกับลูกค้าโดยตรง ล่าสุดเตรียมทดลองถ่ายทอดสดออนไลน์ (live broadcast) ผ่านเว็บไซต์ กับคอนเสิร์ตแนะนำกลุ่มอาหารว่างจากซี.พี. จากศิลปินเอเอฟ ซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามารับชมผ่านเว็บไซต์ หากได้รับการตอบรับอย่างดีก็จะมีการจัดในรูปแบบนี้มากขึ้นในอนาคต

มีเดียเอเยนซี่ชี้เทรนด์มาแรง

นางสเตฟานี่ เบลล์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาในเครือ WPP กล่าวถึงแนวโน้มการใช้สื่อ ดิจิทัลของธุรกิจต่างๆ ว่า อยู่ในทิศทางขยายตัวมากขึ้น โดยช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามูลค่าการใช้งบฯผ่านสื่อดิจิทัลของแบรนด์ต่างๆ ที่บริษัททำหน้าที่วางแผนและซื้อสื่อให้ขยายตัวสูงถึง 80% โดยเฉพาะคอนซูเมอร์โปรดักต์ที่มีแนวโน้มใช้มากขึ้นอย่างชัดเจน

นายกษมาช นีรปัทมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อปสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารสื่อและการตลาดออนไลน์ในเครือสนุกดอตคอม กล่าวว่า สินค้าที่นิยมใช้สื่อออนไลน์และดิจิทัลมีเดีย 5 อันดับแรก ประกอบด้วยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ สินค้าไอที ธุรกิจการศึกษา บริษัททัวร์ และกลุ่มธุรกิจรถยนต์ ขณะที่กลุ่มสินค้า คอนซูเมอร์โปรดักต์เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มใช้สูงขึ้นอย่างชัดเจน คาดว่าปีนี้สื่อออนไลน์โดยรวมจะเติบโตได้อีกเท่าตัว หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีสัดส่วนประมาณ 2% ของมูลค่าตลาดรวมธุรกิจโฆษณา

จากรายงานของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่าตัวเลขการใช้จ่ายของสื่ออินเทอร์เน็ตในช่วง 4 เดือนแรกมีมูลค่ารวม 60 ล้านบาท เท่ากับช่วงเดียวกันใน ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามนีลเส็นฯคาดว่าจะเป็นสื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคต อันใกล้นี้ เพราะสื่อออนไลน์จะเป็นตัวช่วยสร้างกระแสเวิร์ด ออฟ เมาท์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งกระแสเวิร์ด ออฟ เมาท์ถือเป็นการตลาดที่ทรงอิทธิพลมากในปัจจุบัน

Older Posts »

หมวดหมู่