คอลัมน์ การเงินปฏิวัติ

โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org

องค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development : อังค์ถัด) ได้ออกรายงานการค้าและการพัฒนา (Trade and Development Report) ประจำปี 2009 ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

วันนี้ผู้เขียนเก็บบางประเด็นที่กล่าวถึงรายงานฉบับนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะคิดว่าน่าสนใจและบ่งชี้ “หัวใจ” ของวิวาทะโลกเกี่ยวกับการยกเครื่องระบบการเงินได้เป็นอย่างดี

ในบางมุม รายงานฉบับนี้ไม่ต่างจากรายงานภาวะเศรษฐกิจขององค์กรโลกบาลอื่น ๆ เช่น เต็มไปด้วยตัวเลขคาดการณ์ต่าง ๆ และบทประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลหลายประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้รายงานของอังค์ถัดน่าสนใจกว่ารายงานส่วนใหญ่ คือบทวิเคราะห์เจาะลึกจากสาเหตุของปัญหาที่ไปไกลกว่าการกล่าวโทษความหละหลวมของระบบกำกับดูแลภาครัฐ หรือความโลภของนักการเงิน

ข้อเสนอที่อังค์ถัดสรุปอย่างไม่อ้อมค้อมในรายงาน คือโลกจะต้อง “รื้อสร้าง” ระบบการเงินครั้งใหญ่ เพื่อให้การเงินรับใช้เศรษฐกิจจริง แทนที่จะรับใช้แต่ตัวเองจนเศรษฐกิจจริงเสียหายอย่างที่ผ่านมา และถ้าภาคเอกชนไม่ทำการรื้อสร้างดังกล่าวเอง ก็จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ และกำกับดูแลตลาดการเงินอย่างเข้มงวดกว่าที่แล้วมา

“ตัวการหลัก” ที่ก่อให้เกิดวิกฤตรอบล่าสุดในสายตาของอังค์ถัด คือพฤติกรรมเก็งกำไรและเสี่ยงเกินตัวมหาศาล – “เศรษฐกิจกาสิโน” ที่ถูกหนุนเสริมอย่างไร้ขอบเขตด้วยกระแสการผ่อนปรนกฎเกณฑ์กำกับดูแล ประกอบกับนวัตกรรมเครื่องมือทางการเงินที่สลับซับซ้อนเกินความเข้าใจของคนธรรมดา และแม้แต่ผู้บริหารสถาบันการเงินที่เป็น “ผู้มีอำนาจควบคุม” นักการเงินแต่ในทฤษฎี ในทางปฏิบัติกลับไม่เคยรู้เท่าทันลูกน้องของตัวเองว่ากำลังเอาเงินของบริษัทหรือลูกค้าไปเสี่ยงแค่ไหนอย่างไร

เศรษฐกิจกาสิโนที่ก่อความเสียหายในสายตาของอังค์ถัดไม่ได้เกิดเฉพาะในตลาดสินเชื่อซับไพรมกับตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับสินเชื่อเหล่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในตลาดอื่นอีกหลายตลาดที่คนนอกภาคการเงินไม่ค่อยรู้จัก โดยเฉพาะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเงินตราระหว่างประเทศ

รายงานอังค์ถัดชี้ว่า เศรษฐกิจกาสิโนในตลาดเหล่านี้ได้ล่มสลายลงแล้ว เหลือเพียงหนี้สินและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปริมาณมหาศาล เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดเหล่านี้ไม่ได้เก็งกำไรด้วยเงินของตัวเอง แต่ด้วยเงินที่กู้มาจากคนอื่น โดยเฉพาะที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ

ปัญหาคือการเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนไม่ต่างจากการพนันในกาสิโนปกติ คือต้องมีคนเสียและคนได้ ผลกำไรสุทธิเท่ากับศูนย์ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “zero-sum game” แต่นักเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนทุกคนหวังว่าจะได้กำไร การที่พวกเขาพนันกับ “ของจริง” ในเศรษฐกิจจริงอย่างเช่นที่อยู่อาศัยและโภคภัณฑ์ ไม่ใช่ชิปพลาสติกในกาสิโนนั้น มีส่วนสร้างความเชื่อว่ากาสิโนแห่งนี้จะส่งมอบผลกำไรได้ไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากที่พีระมิดแห่งการเก็งกำไรพังทลายลง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นเพียงมายาคติ หาใช่ความจริงไม่

อังค์ถัดระบุว่า การเก็งกำไรทั้งหลายนี้มีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจทั้งระบบ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ มูลค่าที่สร้างใน “เศรษฐกิจจริง” ที่ผลิตสินค้าและบริการนั้นมีเพียงร้อยละ 11 หรือน้อยกว่าที่มูลค่ากิจกรรมเก็งกำไรเกือบ 9 เท่า ภาวะดังกล่าวส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจจริงสองทางด้วยกัน คือ 1.บิดเบือนแรงจูงใจของนักลงทุน ให้อยากเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโนมากกว่าที่จะลงทุนในเศรษฐกิจจริง ซึ่งเป็น “ของแท้” ที่ยั่งยืนกว่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า และ 2.ทำให้ราคาในเศรษฐกิจจริงที่นักลงทุนนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจกาสิโน โดยเฉพาะโภคภัณฑ์ที่สำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างน้ำมันและธัญพืช มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงมาก เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตและทำให้ผู้มีรายได้น้อย อาทิ เกษตรกรรายย่อย ต้องเดือดร้อนโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนชอบเก็งกำไร

ด้วยเหตุนี้ อังค์ถัดจึงแนะนำว่า ประเทศกำลังพัฒนาผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์น่าจะเรียกร้องระบบการเงินใหม่ที่สามารถยับยั้งภาวะฟองสบู่กำไรที่เกิดจากการเก็งกำไรเกินควร เพราะภาวะดังกล่าวไม่ใช่ผลลัพธ์ของกลไกตลาดดังที่ควรจะเป็น (คือเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อที่ซื้อไปบริโภคจริง ๆ ไม่ใช่เก็งกำไรเฉย ๆ) และก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สังคมพึงประสงค์ด้วย ตลาดที่ส่งผลลัพธ์สุดกู่ไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ควรดำรงอยู่ และฝ่ายเดียวที่จะมีอำนาจจัดการได้คือรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะตลาดเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้วในยุคโลกาภิวัตน์

อังค์ถัดเสนอว่า การกำกับดูแลตลาดโภคภัณฑ์นั้นมีสองรูปแบบหลักด้วยกัน คือ 1.ลดระดับการมีส่วนร่วมของภาคการเงิน เช่น ด้วยการเพิ่มอัตราส่วนทุนที่ต้องกันสำรอง และ 2.เพิ่มมาตรการแทรกแซงของภาครัฐ เช่น ถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงผิดปกติมาก รัฐบาลก็ควรเปิด “หีบสงคราม” (war chest) ที่เต็มไปด้วยโภคภัณฑ์หลัก นำมาแทรกแซงตลาดเพื่อเพิ่มขีดความเสี่ยงของนักเก็งกำไรจนล่าถอย ประเด็นที่สำคัญคือ เป้าหมายของมาตรการเหล่านี้อยู่ที่การลดระดับผลตอบแทนจากการเก็งกำไร นักเก็งกำไรจะได้ไม่อยากเข้ามา “เล่น” ในตลาดนี้มากเท่ากับเมื่อก่อน ซึ่งก็จะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาในตลาดสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจจริงดีขึ้น บริษัทจริงและประชาชนจริงหายใจคล่องกว่าเดิม และสร้างสำนึกให้กับนักการเงินอย่างน้อยก็บางส่วนว่า การเงินมีหน้าที่รับใช้เศรษฐกิจจริง ไม่ใช่กลับข้างกัน

ประเด็นสำคัญที่รายงานอังค์ถัดชี้ให้เห็นคือ วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ตลาดการเงินทำงานอย่างเสรีนั้นไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเราจะต้องมาทบทวนและปรับเปลี่ยนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและตลาดเสียใหม่ ด้วยเหตุนี้มาตรการต่าง ๆ ที่กลุ่ม G-20 ประกาศจนถึงปัจจุบันยังไม่เพียงพอ และการปฏิรูประบบการกำกับดูแลภาคการเงินจะต้องทำอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาดระดับประเทศและระบบการเงินระหว่างประเทศ

ว่ากันตามจริง การเก็งกำไรนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหากมองในแง่หลักการ เพราะมันเป็นโอกาสให้คนธรรมดาเพิ่มรายได้และขยายฐานเงินออม และนักเก็งกำไรหลายคนก็เก็งกำไรอย่างสุจริตและมีเหตุมีผล คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานของสิ่งที่เข้าไปลงทุนประกอบกับจังหวะที่น่าลงทุน

แต่ในยุคที่การเก็งกำไรด้วยเงินของคนอื่นนั้นมีสัดส่วนถึงร้อยละ 89 ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก และสิ่งที่เก็งกำไรกันนั้นหลายส่วนเป็นโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในโลก อาทิ อาหารและน้ำมัน ข้อเสนอของอังค์ถัดที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นเรื่องน่าคิดที่ไม่ควรถูกมองข้าม และคงจะจุดประกายวิวาทะเรื่องการยกเครื่องระบบการเงินไปอีกนาน

บทเรียนบทหนึ่งจากอรรถาธิบายของอังค์ถัดเรื่อง “เศรษฐกิจกาสิโน” คือ หลายเรื่องที่เราคิดว่า “ดี” นั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดีอย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขีดจำกัด แถมเมื่อพอกพูนสะสมถึงจุดหนึ่งแล้วอาจก่อผลเสียต่อส่วนรวมมากกว่าผลดีก็เป็นได้

เหนือสิ่งอื่นใด รายงานของอังค์ถัดตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของตลาดการเงินนั้นไม่อาจเกิดขึ้นเองได้โดยอัตโนมัติ หากปราศจากกฎกติกาที่ชัดเจน เหมาะสม เป็นธรรม และสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เล่นในทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม

สถานการณ์ความแตกแยกของรัฐบาล เริ่มแสดงภาพให้เห็นชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะรอยร้าวภายในของพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่นับวันจะเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ ความขัดแย้งกับพรรคร่วมอันดับหนึ่งอย่างภูมิใจไทย ในหลายประเด็น ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน

การนำเสนอข้อมูลเรื่องการทุจริตโครงการของรัฐบาล เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นจากคนในรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ถูกนำมาเปิดรอยแผล ซ้ำไปเรื่อยๆ ทำลายภาพลักษณ์พรรคมือสะอาด อย่างสิ้นเชิง …

ขณะที่ทางฝั่งหนึ่ง เมื่อเห็นศัตรูเพลี่ยงพล้ำก็ใช้โอกาสนี้ ในการบดขยี้ทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการเข้ามาร่วมงานทางการเมืองของ “พ่อใหญ่” ทำให้เพื่อไทยคึกคักเป็นพิเศษ … ไม่รวมถึงการที่ทักษิณ ใช้พลังเงินและเทคโนโลยี ในการสร้างข่าวรายวัน กลบกระแสผลงานอันน้อยนิดของรัฐบาลสนิท …

ขณะที่มิตร ที่หนุนหลังให้เป็นรัฐบาลอย่าง กลุ่มการเมืองใหม่ เริ่มแสดงบทบาททางการเมือง ด้วยการถล่มรัฐบาลในหลายเรื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหภาพการรถไฟ ทำท่าจะเป็นหายนะของความสัมพันธ์กับรัฐบาล

ลางร้ายทางการเมืองเหล่านี้ ได้กดดันทำให้รัฐบาลไม่สามารถก้าวผ่านวิกฤติเศรษฐกิจได้รวดเร็วอย่างที่หวัง … ซึ่งผลร้ายทั้งหมดก็จะย้อนกลับมาสู่พวกเราทุกคน

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

สำหรับกลยุทธ์ในการบริหารค่าจ้างเงินเดือนในช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่นายจ้างนำมาใช้กันประกอบด้วย

1.Pay for Performance คือการจ่ายตามผลงานของพนักงานที่ทำได้ ใครที่สร้างผลงานให้กับบริษัทได้ดีกว่าจะได้รับอัตรา ค่าตอบแทนที่สูงกว่าคนที่สร้างผลงานได้ในระดับที่น้อยกว่า ยิ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ด้วยแล้ว บริษัทต่าง ๆ อยากจะ สร้างผลประกอบการที่ดีขึ้น ดังนั้นถ้า พนักงานคนไหนสามารถสร้างผลงานให้กับบริษัท และมีส่วนทำให้บริษัทมีผลประกอบการดีขึ้น ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนสูงกว่าคนที่สร้างผลงานน้อยกว่า วิธีนี้ยังเป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจในการสร้างผลงานของพนักงานอีกด้วย คือ “ทำดีได้ดี” แต่ข้อพึงระวังก็คือบริษัทจะต้องสร้างวิธีการในการชี้วัดผลงานที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของพนักงานด้วย มิฉะนั้นวิธีนี้จะกลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่า

2.Market Competitiveness ในการกำหนดนโยบายเรื่องของการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนนั้น บริษัทจะต้องพิจารณาจากอัตราของตลาดเป็นเกณฑ์ ไม่ควรที่จะหลับตาจ่ายค่าจ้างเงินเดือน หรือจ่ายตามใจเจ้าของบริษัท ในสภาวการณ์แบบนี้บริษัทต้องการคนเก่งและคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับบริษัท ดังนั้นการที่จะดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงานให้ได้นั้นจะต้องพิจารณาว่าอัตราค่าตอบแทนในงานแบบเดียวกันนั้น ตลาดเขาจ่ายอยู่ที่เท่าไร ในการขึ้นเงินเดือนประจำปี ก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาจากอัตราตลาดด้วยเช่นกัน เพราะจะเป็นการรักษาระดับการแข่งขันในเรื่องค่าตอบแทนของพนักงานในบริษัทให้อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับตลาดเช่นกัน เพื่อรักษาพนักงานไม่ให้เปลี่ยนงานไปอยู่บริษัทอื่นที่จ่ายมากกว่า

3.Communication การสื่อความ เรื่องของนโยบายและวิธีการบริหารค่าตอบแทน การสื่อความเรื่องของค่าตอบแทนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่บริษัทส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยอยากสื่อความกับพนักงาน เพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ตามที่สื่อ หรือกลัวว่าพนักงานจะเรียกร้อง หรือเข้าใจผิด และคิดไปเองต่าง ๆ นานา จริงๆ แต่การสื่อความเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ พนักงานมีความเข้าในนโยบายและวิธีการบริหารค่าตอบแทนของบริษัทได้ชัดเจนขึ้น โดยที่พนักงานไม่ต้องคิดเอง ถ้าเมื่อใดที่พนักงานคิดเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข่าวลือ ต่าง ๆ มากมาย และมักจะเป็นข่าวลือ ในทางลบ การมาแก้ข่าวเป็นวิธีการเชิงรับ ซึ่งไม่สร้างความประทับใจให้กับพนักงานเลย ฝ่ายบริหารควรใช้นโยบายเชิงรุกมากกว่า ก็คือสื่อสารในเรื่องของวิธีการบริหารค่าตอบแทนว่าบริษัทจะจ่ายอย่างไรและ จ่ายทำไม ด้วยวิธีการอย่างไรให้ชัดเจนไปเลย โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้พนักงาน ต้องคิดไปเอง นอกจากนั้นยังจะได้ใจ พนักงานด้วย เพราะบริษัทไม่ได้ปิดบังอะไรเลย มีอะไรก็สื่อให้ทราบทั้งหมดพอถึงเวลาจะขอความร่วมมือจากพนักงาน พนักงานก็มักจะเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

เมื่อทราบข้อมูลทั้งด้านตัวเลขแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนและกลยุทธ์ในการบริหารค่าตอบแทนในยุคนี้แล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือนำไปประยุกต์ใช้กับแนวนโยบายและวัฒนธรรมขององค์กร โดยสิ่งที่จะต้องระลึกไว้เสมอคือความโปร่งใสและความจริงใจที่บริษัทมีให้กับพนักงาน เพราะในยุคนี้อะไร ๆ ก็สื่อถึงกันไปหมด ไม่ว่าจะปิดบังสักแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นถ้าบริษัทโปร่งใสและจริงใจกับพนักงานแล้ว สิ่งที่บริษัทจะได้รับตอบแทนกลับมาก็คือความจริงใจและความทุ่มเทของพนักงาน ต่อองค์กร หรือที่เรียกว่า Engagement นั่นเอง

เอกชน เอ็นจีโอ แนะธุรกิจผ่าทางตัน ด้วยแนวคิด Triple Bottom Line โดยสร้างสมดุล 3 ด้าน”เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม” พร้อมยึดหลักธรรมาภิบาลเดินหน้ากิจการไปสู่ความยั่งยืน

ตัวแทนภาคธุรกิจและหน่วยงานเพื่อสังคม ร่วมเปิดมุมมองการทำธุรกิจสู่ความยั่งยืน เพื่อรับความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลกในเวทีสัมมนา “Triple Bottom Line : เทรนด์ใหม่ธุรกิจเปลี่ยนโลก” จากงานสัมมนา Thailand Tomorrow ประเทศไทย 2553 จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจพร้อมหน่วยงานพันธมิตร เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล ประธานกรรมการพัฒนาสู่ความยั่งยืน และกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจซีเมนต์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าวว่า ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ผู้คนเคลื่อนย้ายจากสังคมชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น ทำให้มีความต้องการด้านพลังงาน การใช้ทรัพยากรต่างๆ เพิ่มมากตามไปด้วย

ขณะที่การผลิตทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นหลายครั้งที่สร้างปัญหาให้กับสังคมโลก เหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย นักวิชาการ และเอ็นจีโอทั่วโลก ต่างหันมาตระหนักถึงและร่วมถกคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมองโลกในระยะยาวขึ้น และให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในสังคม ขณะที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวทางไปสู่จุดนั้น คือการให้ความสำคัญกับเรื่อง Triple Bottom Line คือการสร้างสมดุลกับมุมมองทั้ง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“ภาคธุรกิจจะพัฒนาต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีมุมมองทั้ง 3 ด้านนี้ คือ การสร้างการเติบโตของธุรกิจ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการเกื้อกูลต่อสังคมรอบข้าง รวมถึงการดำเนินกิจการด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในอนาคต Triple Bottom Line จึงเป็นสิ่งที่โลกธุรกิจต้องให้ความสำคัญอย่างมากนับจากนี้”

สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

นายปราโมทย์ กล่าวว่า การทำธุรกิจในอนาคต ผู้คนในสังคมจะเป็นตัวชี้ชะตาความอยู่รอดของธุรกิจ นักธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ต้องได้รับการยอมรับจากคนในสังคม นั่นสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อเป็นกิจการที่ดีทั้งต่อโลกและสังคมด้วย และสร้างความสำเร็จขององค์กรไปพร้อมกับการสร้างโลกที่ดีขึ้น

“การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทำให้เราอยู่มาได้ถึง 96 ปี ได้รับมาตรฐานในระดับโลก ซึ่งผมมองว่าองค์กรที่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นองค์กรที่อยู่ได้ในอนาคต ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ Triple Bottom Line จึงมีผลกับโลกธุรกิจในอนาคตอย่างยิ่ง”

Happy Farmer ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคม

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ผู้ปลุกปั้นมูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กล่าวว่า แรงบันดาลใจของแนวคิด triple bottom line ของบริษัทเกิดจากพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วงนั้นบริษัทประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งไม่ต่างจากองค์กรอื่น จากลูกค้าที่มีประมาณกว่า 1 ล้านคน ได้หายไปเป็นเดือนละแสน ซึ่งสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เกินปีคงไม่มีลูกค้า และองค์กรคงไม่มีตัวตนเหลืออยู่

เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตรัสว่า “การทำอะไรให้ประเทศชาติไม่จำเป็นต้องเล่นการเมือง แค่รักษางานของพนักงาน 5,000 คนไว้ เงินเดือนของเขาจะทำให้คนอีก 50,000 คน มีงานทำ คน 50,000 คน จะทำให้คนอีก 5 แสนคน มีงานทำ เมื่อคนอีก 5 แสนคน มีงานทำ ก็จะทำให้คน 5 ล้านคน มีงานทำ คน 5 ล้านคน มีงานทำ ก็จะทำให้คนทั้งประเทศอยู่ได้”

จากที่บริษัทมีหนี้อยู่สี่หมื่นกว่าล้านบาท จึงค่อยๆ หาทางเพื่อพยายามล้างหนี้ที่มีอยู่ โดยขอโอกาสใช้หนี้ทั้งหมดด้วยการทำงาน ขณะเดียวกันก็มองวิธีการทำให้ตัวเองอยู่รอดอย่างยั่งยืน จึงหันกลับมามองเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายบุญชัย กล่าวว่า บริษัทเริ่มตอบแทนให้กับสังคมและลูกค้า โดยพุ่งเป้าไปยังเกษตรกร ซึ่งบุญชัยให้เหตุผลว่า เกษตรกรเป็นคนกลุ่มเดียวที่วิกฤติเจาะลงไปไม่ถึง และเป็นกลุ่มเดียวที่ทำให้เมืองไทยยังคงยืนอยู่ได้ โครงการ Happy Farmer จึงเกิดขึ้น

ในเฟสแรกของโครงการได้จัดตั้งมูลนิธิรักบ้านเกิด ด้วยการให้ทุน 999 ทุน กับเด็กในชุมชนเพื่อให้เรียนจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย โดยเงื่อนไขของทุนไม่มีอะไรตอบแทน แต่แค่ต้องการสร้างความสำนึกว่า วันหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้วควรต้องกลับมาตอบแทนให้กับบ้านเกิด

ปัจจุบัน เด็กจากโครงการสำนึกรักบ้านเกิดทั้ง 12 รุ่นได้กลับมาทำงานให้กับชุมชนบ้านเกิด และร่วมกับเฟสที่สองของโครงการ happy farmer ที่เรียกว่า happy info นำเด็กจากโครงการมาฝึกเป็นดีเจและจัดรายการเกี่ยวกับเรื่องการเกษตร รวมทั้งเริ่มให้รางวัลปราชญ์การเกษตรทั้ง 46 จังหวัด และนำความรู้ออกมาพัฒนาเป็นคอนเทนท์สำหรับเกษตรกร และอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กจากโครงการรักบ้านเกิดจบการศึกษากลับมาอีก 5 รุ่น โครงการ happy info ก็จะครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด และสามารถนำเสนอความรู้เรื่องเกษตรให้ครอบคลุมมากขึ้นได้

สตาร์บัคส์รับผิดชอบสังคม

เช่นเดียวกับมุมมองธุรกิจระดับโกลบอลอย่าง สตาร์บัคส์ ที่มองว่า Triple Bottom Line สร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กร ซึ่งตลอด 28 ปีที่ผ่านนับตั้งแต่เปิดร้านแรกที่ Pike Place Market, Seattle ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการสร้างความสมดุล 3Ps คือ Planet People และ Profit เมล็ดพันธุ์แห่งความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ ได้แตกหน่อออกผลไปยังทุกประเทศที่สตาร์บัคส์เข้าไปขยายกิจการ และดำเนินธุรกิจทั้งหมด 16,000 สาขา ใน 48 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Mr.Murray Darling กรรมการผู้จัดการ Starbucks Coffee Thailand กล่าวว่า ทางบริษัทได้ริเริ่มโครงการ Shared Planet ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำธุรกิจในวิถีที่ดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และ โลก ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อย Ethical Sourcing, Environmental Stewardship และ Community Involvement เป็นการรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีความตั้งใจมากแค่ไหน แต่สตาร์บัคส์ก็ไม่มีทางทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว การร่วมมือกับ 4 พันธมิตรเอ็นจีโอทั้งหลาย ประกอบด้วย Conservation Interna- tional หรือ CI, Fair Trade, Earthwatch และ International Youth Foundation เพื่อช่วยเติมเต็มความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในทั้งสามด้านให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

“กาแฟทุกแก้วของสตาร์บัคส์ที่ทุกคนได้ดื่ม ล้วนมาจากเมล็ดกาแฟที่ผลิตขึ้นด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม กำไรส่วนหนึ่งที่เราสร้างได้จะส่งกลับไปยังชุมชน”

อโชก้าหนุนสร้างผู้ประกอบการทางสังคม

ด้าน สินี จักรธรานนท์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิอโชก้า (ประเทศไทย) องค์กรภาคประชาชนระดับโลก ที่สนับสนุนและพัฒนาวิชาชีพผู้ประกอบการทางสังคม บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทางสังคมกระจายตัวอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพลังของสังคม ที่จะเข้าไปทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และระบบสาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทักษะของความเป็นผู้ประกอบการ คือการมีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่น และมีคุณธรรม สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมได้

“อโชก้า เชื่อว่า ผู้ประกอบการทางสังคมไม่ได้ให้ปลาแก่คนยากจน ไม่ได้สอนให้คนยากจนจับปลา แต่มุ่งมั่นที่จะให้เกิดวิธีจับปลาที่ยุติธรรม สอดคล้องกับระบบนิเวศน์และมีความยั่งยืนในสังคม”

สิ่งที่มูลนิธิอโชก้าทำคือ การค้นหาผู้ประกอบการทางสังคมที่มีอยู่ทั่วโลก แล้วหาแนวทางและกลไกสนับสนุน โดยมองว่าในปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่เห็นความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคม นอกเหนือจากการแสวงหาผลกำไร ขณะที่ผู้ประกอบการทางสังคมอยู่กับปัญหาของสังคมและใช้หัวใจในการแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้งสองกลุ่มสามารถที่จะเข้ามาร่วมมือร่วมแรงกันได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกจำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้น

ผู้ร่วมสัมมนาทั้ง 4 ยืนยันว่า แนวคิด Triple Bottom Line สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจได้จริง ไม่ใช่ในธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน ซึ่งระยะเวลาเห็นผลไม่ช้าเกินรอ ในยุคที่ผู้บริโภคเรียกร้ององค์กรธุรกิจให้ตอบแทนสู่สังคมมากขึ้น

Posted by: management2008 | ตุลาคม 30, 2009

เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงหรือ ?

เศรษฐกิจต้องรู้

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

 

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น 50-60% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม ทำให้หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันและมีการกล่าวขวัญกันมากขึ้นในหมู่ของนักวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว VŽ และเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมเร็ว ๆ นี้ โดยให้เหตุผลเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงก็ต้องฟื้นตัวในอัตราเร่งเช่นกัน เปรียบเทียบได้กับยางเมื่อถูกยืดออกไปมากก็จะดีดกลับมากเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังแสดงความมั่นใจว่าภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล (การลดภาษีและการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ) หรือการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (การลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน) จะทำทุกอย่างที่จะทำได้เพื่อกระตุ้นมิให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ ′W′ หรือ ′U′ เป็นอันขาด แนวคิดดังกล่าวเชื่อว่าแม้จะยังมีปัญหาคั่งค้างอยู่เกี่ยวกับหนี้สินของผู้บริโภคและความอ่อนแอของสถาบันการเงิน แต่ปัญหาดังกล่าวก็จะคลี่คลายไปได้ด้วยเวลาที่ทอดยาวออกไป ในขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเงื่อนไขทำให้ภาคการเงินสามารถแก้ปัญหาระยะยาวของตนได้ง่ายขึ้น

 

จะเห็นได้ว่าแนวคิดดังกล่าวกลับกันโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเมื่อครั้งประสบปัญหา (คล้ายคลึงกับสหรัฐ) ในปี 1997 คือการก่อหนี้มากเกินตัว ในครั้งนั้นไอเอ็มเอฟชี้นำให้ไทยบีบรัดเศรษฐกิจให้ชะลอตัวอย่างรุนแรงเพื่อลดการใช้จ่ายเกินตัวอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มและดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด แต่สหรัฐทำตรงกันข้ามคือเร่งลดดอกเบี้ย นำเงินไปอุ้มธนาคารหลายล้านล้านเหรียญและดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณเพื่ออุ้มเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านล้านเหรียญ หรือกว่า 10% ของจีดีพี นอกจากนั้นสหรัฐยังได้โน้มน้าวให้ทุกประเทศในโลกเร่งใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคกระตุ้นเศรษฐกิจของตนอย่างปัจจุบันทันด่วนผ่านการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม G 20 ถึง 3 ครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

ความเป็นจริงคือเศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็ก ดังนั้นภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจไทยจึงไม่สร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การลดค่าเงินบาท (และเงินสกุลอื่น ๆ ในเอเชีย) กลับเป็นผลดีกับสหรัฐที่สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาถูก นอกจากนั้นยังช่วยลดอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำได้นานต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการบริโภค การลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ (แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ในสหรัฐ ตั้งแต่ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตไปถึงฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์) แต่สำหรับความตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างมากจนไม่สามารถรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ เราจึงต้องช่วยสหรัฐกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้ก็กำลังทำกันอยู่และดูเสมือนว่าทำได้สำเร็จจนกระทั่งเกิดความมั่นใจในกลุ่มหนึ่งว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวแบบ VŽ ดังกล่าวข้างต้น แต่ต้องขอสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาดในขณะนี้นั้นเป็นผลมาจากการใช้ ยาแรงŽ ทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างไม่เคยทำมาก่อนบนพื้นฐานของข้อสมมติว่าเศรษฐกิจสหรัฐใหญ่เกินกว่าที่จะยอมให้ล่มสลายได้ (too big to fail)

 

ปัญหาของการใช้ ยาแรงŽ เพื่อกระตุ้นให้ฟื้นเร็วคือความเสี่ยงว่าจะไม่ได้มีการแก้ปัญหาโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ที่สำคัญคือการฟื้นตัวด้วย ′ยาแรง′ นั้นจะมีผลข้างเคียงตามมาคือหนี้สินของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก (เช่นรัฐบาลสหรัฐจะต้องเพิ่มภาษีตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นไป และอาจยังต้องเผชิญกับการบริหารหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นจาก 60% ของจีดีพีมาเป็น 100% ของจีดีพีใน 7-8 ปีข้างหน้า) และการจะต้องปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 0% มาสู่ระดับปกติประมาณ 3-4% ไม่รวมถึงการเข้าไปซื้อตราสารหนี้หลากหลายประเภทของธนาคารกลางสหรัฐที่จะต้องขายกลับออกมาคิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ′คนไข้′ อาจไม่สามารถกลับสู่สภาวะปกติก็ได้ เมื่อรัฐบาลต้องเริ่มลดยาลงใน 1-2 ปีข้างหน้า

 

ที่อาจเป็นเช่นนี้ก็เพราะการฟื้นตัวเร็วของเศรษฐกิจอาจทำให้การแก้ปัญหาพื้นฐานสะดุดลง เช่น สาเหตุหลักของวิกฤตรอบนี้คือระบบธนาคารของสหรัฐที่กล้าเสี่ยงมากเกินไป แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดปัญหารัฐบาลก็จะทุ่มเททรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาให้ ทำให้เกิดความชะล่าใจหรือเสียนิสัย (moral hazard) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าใจดีและมีกระแสทางการเมืองให้จัดการกับธนาคาร แต่กระแสทางการเมืองกลับไปเน้นการจำกัดเงินเดือนและโบนัสของนายธนาคาร ซึ่งเป็นเพียงปัญหาหนึ่งในหลายประเด็นที่จะต้องจัดการเพื่อปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เช่น 1.ลดสัดส่วนของหนี้สินต่อทุน (leverage) 2.การบริหารและลดความเสี่ยง (risk management and reduction) 3.การลดขนาดของสถาบันการเงิน มิให้ใหญ่จนไม่สามารถล้มได้ (too big to fail) และ 4.การปรับให้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก (regulatory harmonization) ปัญหาคือข้อ 1 และข้อ 2 ข้างต้นนั้นย่อมจะต้องทำให้ธนาคารกำไรลดลง ซึ่งกำลังถูกต้านในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อธนาคารต่าง ๆ รอดตายแล้วและมีพลังที่จะล็อบบี้เพื่อลดความเข้มงวดของการควบคุม เห็นได้จากการที่ร่างกฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐล่าช้าและอาจผ่านออกมาเป็นกฎหมายได้ไม่ทันสิ้นปีนี้ดังคาด

 

สำหรับข้อ 3 และข้อ 4 นั้นยิ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะขณะนี้ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐที่มีปัญหาเมื่อปี 2008 นั้นกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม คือยิ่งใหญ่จนไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ ส่วนข้อ 4 นั้นก็เผชิญปัญหาว่าแนวคิดของสหรัฐและยุโรปแตกต่างกันในประเด็นสำคัญ ๆ หลายประเด็น จึงสงสัยว่าการผลักดันการปฏิรูปสถาบันการเงินจะค่อย ๆ ′หมดแรง′ ลงและไม่คืบหน้าไปมาก

 

อีกปัญหาหนึ่งคือการสร้างหนี้อย่างมากของผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสหรัฐช่วยรับภาระให้ แต่ก็แปลว่าประเทศสหรัฐก็อาจจะกลับมาใช้จ่ายเกินตัวเช่นเดิม คือเมื่อก่อนวิกฤตประเทศสหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5-6% ของจีดีพี โดยภาคเอกชนก่อหนี้จากตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ รวมถึงซีดีโอซึ่งได้กลายเป็นตราสารพิษและเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 แม้ว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐจะปรับตัวลดลงในปีนี้เหลือ 2-3% ของจีดีพี แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องดังคาด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐก็เริ่มออกมาพูดกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ปีละ 3-4% โดยไม่มีปัญหาอะไร เพราะประเทศสหรัฐเป็นประเทศที่น่าลงทุน และตลาดเงินตลาดทุนมีความใหญ่และลึกพอที่จะรองรับการไหลเข้าของเงินทุน ฯลฯ อย่าลืมว่าเมื่อก่อนวิกฤตนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มก็เคยชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอธิบายว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเช่นกัน

 

ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรอบนี้อาจไม่มั่นคงและแข็งแกร่งดังที่หลายคนคิด ทำให้เศรษฐกิจอาจมีความผันผวนได้มากใน 2-3 ปีข้างหน้าครับ

ก่อนจะทำ flexible benefits program องค์กรต้องเตรียมพร้อมเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของผู้บริหารหลายคน

ทาง วัทสัน ไวแอท ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ได้แนะนำว่า ขั้นแรก องค์กรต่าง ๆ จะต้องหันกลับไปดูการสร้างแรงดึงดูดคนให้เข้ามาอยู่กับองค์กรและเรื่องการดูแลรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรนาน ๆ ว่าองค์กรให้ความสำคัญมากขนาดไหน

จากนั้นก็เริ่มทบทวนกลยุทธ์การจ่าย ค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายอยู่ในปัจจุบันว่าเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันขนาดไหน เพราะวันนี้เราต้องยอมรับว่าโครงสร้างประชากรของประเทศไทยนั้น มีผู้สูงอายุมากขึ้น ในขณะที่อัตราการเกิดก็ลดน้อยกว่าเดิม ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น ความต้องการในเรื่องผลตอบแทนอื่นของพนักงานนอกจากเงินเดือนและโบนัส จึงต้องจัดให้มีความแตกต่างกันไปตามความต้องการของพนักงาน

หลังจากทบทวนกลยุทธ์ด้านสวัสดิการแล้ว สิ่งสำคัญที่บริษัทต้องลงทุนต่อเนื่อง นั่นคือการสื่อสารให้พนักงานในองค์กรได้รับรู้รับทราบว่า ตอนนี้บริษัทมีสวัสดิการอะไรบ้าง แล้วพนักงานสามารถใช้ประโยชน์อะไรกับโปรแกรมต่าง ๆ ที่บริษัทจัดไว้ให้บ้าง

ซึ่งเรื่องของ employee choice ที่น่าสนใจในยุคนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง flexible benefits เพราะพนักงานสามารถเลือกสวัสดิการได้เองตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เช่น คนโสดอาจจะมีความต้องการสวัสดิการรูปแบบหนึ่ง พอเริ่มแต่งงาน ความต้องการสวัสดิการอาจจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเริ่มมีลูกสวัสดิการที่บริษัทจัดไว้ให้ก่อนหน้านี้อาจไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิต ยิ่งใกล้วัยเกษียณอายุรูปแบบสวัสดิการก็จะเปลี่ยนรูปโฉมไป

ซึ่งสวัสดิการด้านรักษาพยาบาลในวันนี้มีมากกว่าการดูแลค่ารักษาพยาบาล แต่ยังมีเรื่องของการตรวจสุขภาพ การทำฟัน ตัดแว่นตา การพักผ่อน การเข้าไปใช้บริการในฟิตเนส สปา ซึ่งพนักงานสามารถเลือกได้ตามความสนใจ โดยในต่างประเทศรูปแบบของสวัสดิการจะมีทั้งที่นายจ้าง ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และแบบที่พนักงานร่วมจ่ายด้วย

ตรงนี้ถือเป็นเทรนด์ที่กำลังอยู่ในความสนใจขององค์กรต่าง ๆ เพราะนายจ้างเองก็แฮปปี้ ลูกจ้างก็ได้ใช้ประโยชน์จากสวัสดิการที่บริษัทจัดให้

ซึ่งในเมืองไทยขณะนี้ บริษัทด้านไฟแนนเชียล บริษัทยาต่าง ๆ และบริษัทที่มีการควบรวมกิจการ ได้มีการนำ flexible benefits มาใช้มากขึ้น ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม

ในปีนี้ที่วัทสัน ไวแอท ประเทศไทย ก็ได้หยิบเรื่อง flexible benefits มาใช้เหมือนกัน ปรากฏว่าพนักงานทุกคนมีความสุขมาก เพราะทุกคนเลือกสวัสดิการได้ตามที่ตัวเองต้องการ โดยบริษัทให้ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยเป็นผู้คำนวณ ค่าเฉลี่ยต่อหัวด้านสวัสดิการของพนักงาน ให้กับบริษัทออกมาเป็นพอยต์ เช่น บริษัทจ่ายสวัสดิการให้กับพนักงานหัวละ 20,000 บาท ในวงเงินนี้พนักงานสามารถนำไปแลกตั๋วเครื่องบินก็ได้ แลกที่พักได้ หรือจะเลือกเข้าฟิตเนส เข้าสปา หรือซื้อเสื้อผ้า หรือบางคนอยากได้แบล็คเบอร์รี่ ไอโฟน ก็ไปจัดซื้อมาด้วยตัวเองแล้วนำใบเสร็จมาเบิกกับบริษัท โปรแกรมก็จะคำนวณว่าพนักงานแต่ละคนใช้คะแนนไปกี่พอยต์ เหลือกี่พอยต์ สามารถใช้อะไรได้ อีกบ้าง

หรือแม้กระทั่งการซื้อขายวันหยุดที่วัทสันฯก็เปิดให้ทำได้ เรียกว่าทุกอย่างซื้อขายกันได้หมด พอถึงสิ้นปีบริษัทก็จะกลับมาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่งว่า สวัสดิการ อันไหนที่เป็นที่นิยมของพนักงาน และจะต้องเพิ่มเติมสวัสดิการอะไรให้กับพนักงานอีกบ้าง

ความน่าสนใจของ flexible benefits วันนี้คงไม่จำกัดอยู่แค่องค์กรข้ามชาติ องค์กรไทย ๆ ก็สามารถหยิบกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้ได้ไม่ยาก หากรู้จักพลิกแพลง

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้

โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th

คำว่า creative economy หรือเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เป็นคำพูดที่ติดหูพอสมควรในสังคมประเทศไทยในขณะนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมดีใจมากที่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ถูกให้ความสำคัญ เพราะผมเชื่อว่าแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์นี้มีผลกระทบเชิงบวกทางอ้อมกับคนทั่ว ๆ ไป เพราะคำว่า “สร้างสรรค์” มีความหมายที่แสดงให้เห็นถึงภาพของความไม่ยึดติด ความคล่องตัว ความสบาย ๆ และความยึดติด ความไม่คล่องตัว ความไม่สบาย ๆ นี้เองที่เป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลง และการนำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะส่งผลต่อความอยู่รอดของคนหรือองค์กรในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ

จากการเกริ่นของผมในย่อหน้าที่แล้ว อาจจะทำให้ท่านผู้อ่านบางท่านพอจะเห็นภาพกันบ้างว่า การจัดการความรู้เกี่ยวข้องกับ creative economy อย่างไร ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนให้ทราบก่อนว่า ทั้งสองสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันมาก มากจนเรียกได้ว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์จะไม่สามารถถูกทำให้ยั่งยืนในประเทศชาติได้เลยถ้าเกิดขาดการจัดการความรู้ และที่จำเป็นต้องกล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่า การจัดการความรู้นั่นก่อขึ้นจากรากฐานของความใฝ่รู้และความต้องการที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของมวลมนุษยชาติ เป็นธรรมดาที่คนเรามักจะไม่ชอบที่จะทำอะไรที่ซ้ำซากจำเจ อาทิ การรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเดิม ๆ อาหารจานเดิม ๆ เรื่องการรับประทานเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป เพราะการรับประทานดี ก็สามารถที่จะก่อให้เกิดสุขภาพดี และก่อให้เกิดความสุขไปในตัว เพราะฉะนั้น ในเมื่อการรับประทานเป็นเรื่องสำคัญต่อคนเราทั่ว ๆ ไป จึงเป็นสิ่งที่ผมมองว่าเป็นพฤติกรรมทางธรรมชาติที่คนเราหลาย ๆ คนจะใฝ่รู้ในเรื่องของการรับประทาน หรือถ้าเขียนให้เข้ากับหัวข้อของบทความนี้ก็ต้องกล่าวว่า คนเรานั้นมักจะ “สร้างสรรค์” ในเรื่องของการรับประทาน และในความเป็นจริงก็จะเห็นได้ว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานนั้น ได้รับการสร้างสรรค์อย่างมากมายอย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการคิดสูตรอาหาร เครื่องดื่ม หรือของหวานที่แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา รูปแบบหรือบรรยากาศของร้านอาหารหรือภัตตาคารที่ดูแปลกใหม่ วิธีการบริหารจัดการของร้านอาหารหรือภัตตาคารที่ดูแปลกใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารแก่ลูกค้าผู้ที่มารับประทาน

เมื่อลูกค้ามารับประทานที่ร้าน แล้วเกิดความรู้สึกพึงพอใจ กล่าวคือ ได้ “รู้” ว่าร้านอาหารนี้อร่อย ได้ “รู้” ว่าร้านอาหารนี้มีอาหารจานเด็ดอะไรบ้าง และเมื่อลูกค้าคนนั้น ๆ ได้พบปะกับเพื่อนฝูง ก็นำสิ่งที่ได้ “รู้” ไปบอกต่อกับเพื่อน ๆ ว่ามีร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ดีและทำอาหารอร่อย และเมื่อเพื่อน ๆ ได้ “รู้” และเมื่อมีโอกาส ก็ไปลิ้มลองรับประทานที่ร้านนั้น ๆ ทางด้านร้านอาหารเอง ก็ได้ “รู้” ว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอาหารประเภทไหน หรือได้ “รู้” ว่าอาหารจานไหนเผ็ดเกินไป เปรี้ยวเกินไป เค็มเกินไป หรือหวานเกินไป และเมื่อได้ “รู้” อย่างนี้แล้วก็นำสิ่งที่ได้เรียน “รู้” ไปปรับปรุงให้รสชาติของอาหารดีขึ้นและถูกใจลูกค้าส่วนใหญ่ และลองคิดสูตรอาหารใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกค้าลองรับประทานเพื่อจะได้ “รู้” ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชอบอาหารประเภทไหนอย่างไร เพื่อจะได้คิดสูตรอาหารใหม่ ๆ เพื่อจะได้ถูกใจลูกค้าต่อไปเรื่อย ๆ

ท่านจะสังเกตว่าจากตัวอย่างที่ผมได้เขียนกล่าวอธิบายมาตั้งแต่ข้างต้นนั้นมีคำว่า “รู้” อย่างหลายคำซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้ การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ อันเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่ ซึ่งในที่นี้ก็คือการที่ทางร้านอาหารสร้างสรรค์อาหารจานใหม่ หรือสูตรใหม่ เพื่อให้ถูกปากลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านอาหาร และถ้าจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ knowledge economy ก็ต้องขออธิบายเพื่อให้เกิดความชัดเจน กล่าวคือ มูลค่าที่สร้างขึ้นในการบริหารจัดการร้านอาหารนี้ มิได้เกิดจากการบริหารจัดการให้มีความสามารถในการทำอาหารให้ได้ปริมาณเยอะ ๆ เพื่อจะได้สามารถให้บริการลูกค้าได้เยอะ ๆ ดังเช่นมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ใช้วัดกันในอดีต แต่ทว่ามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ เกิดจากการที่ร้านอาหารสามารถที่จะสร้างสรรค์อาหารสูตรใหม่ หรือการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการปรับปรุงสูตรอาหารจานเดิมที่ได้คิดสร้างสรรค์ขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วลูกค้าอาจจะมิได้ชื่นชอบเท่าไรนัก เพื่อให้เกิดเป็นสูตรอาหารจานใหม่ที่อร่อยกว่า ถูกปากผู้รับประทานมากกว่า และด้วยเหตุนี้ทำให้ร้านอาหารมีลูกค้าในปริมาณที่เยอะ หรือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลก่อให้เกิดรายได้และกำไรที่ดี

เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเขียนกล่าว ณ ตรงนี้เพื่อความกระจ่างชัดว่า ความสามารถในการสร้างสรรค์มิใช่จะเป็นอะไรที่ท่านหลับตานึก และสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ทันทีเมื่อท่านลืมตาขึ้นมา ความคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดสรรหานวัตกรรมนั้น ต้องอาศัยการเรียนรู้ หรือในที่นี้ก็คือการจัดการความรู้ในสิ่งที่ท่านกำลังจะคิดสร้างสรรค์นั่นเอง และความคิดสร้างสรรค์ก็มิใช่จะเป็นแต่เรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์สูตรอาหารใหม่ตามที่ผมได้เขียนกล่าวแสดงไว้เป็นตัวอย่าง แต่การคิดสร้างสรรค์สามารถทำได้ในทุกบริบท ถ้าในบริบทเชิงธุรกิจ อาทิ การคิดสร้างสรรค์วิธีการบริการลูกค้าใหม่ ๆ ซึ่งท่านจำเป็นที่จะต้องเรียน “รู้” จากลูกค้าว่าสิ่งใดที่ลูกค้าชอบหรือไม่ชอบ หรือการคิดสร้างสรรค์ในการเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งท่านจะต้องเรียนรู้อย่างน้อยก็จากผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านว่ามีทัศนคติต่อการบริหารงานของท่านอย่างไร หรือแม้กระทั่งการบริหารชีวิตประจำวันของท่าน อาทิ การสร้างสรรค์วิธีการดูแลรูปร่างของท่านให้สมส่วน แทนที่จะเป็นการเน้นรับประทานน้อยเข้าไว้ หรืออดมื้อกินมื้อ ซึ่งท่านก็จะได้เรียน “รู้” ว่าอาจจะมีผลทำให้รูปร่างของท่านผอมเพรียว แต่ก็มิได้ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของท่าน และท่านก็สามารถสร้างสรรค์วิธีการดูแลรูปร่างของท่านได้ด้วยการลองเปลี่ยนไปรับประทานอาหารให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายให้เพียงพอ

ถ้าจะลองพิจารณาดูตามหลักของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์นั้น เราไม่ได้มาเน้นดูว่า ท่านเป็นคนที่สร้างคุณค่ามากต่อโลกใบนี้ตามจำนวนอายุของท่าน กล่าวคือ ยิ่งอาศัยอยู่บนโลกใบนี้นานวันมาก ก็ยิ่งมีคุณค่ามาก แต่ทว่า คุณค่าของความเป็นคนอยู่ในสิ่งที่ท่านทำท่านประพฤติปฏิบัติ ถ้าท่านสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางการทำงาน หรือผ่านทางการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าสมมติว่าท่านมีชีวิตอยู่บนผืนโลกแห่งนี้เพียงแค่วันเดียว ผมก็จะถือว่าชีวิตของท่านมีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือมีคุณค่า มากกว่าบุคคลที่อาศัยอยู่บนโลกแห่งนี้นานเกือบร้อยปี แต่เป็นการอาศัยบนโลกแห่งนี้แบบอยู่ไปวัน ๆ หรืออยู่แบบซึมเศร้ากับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หรือวิตกกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เพราะฉะนั้น ที่ผมเคยเขียนกล่าวในบทความที่เขียนขึ้นในอดีตว่าเรื่องของการจัดการความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันนั้น ผมคิดว่าบทสรุปนี้มิต่างอะไรกับเรื่องของเศรษฐศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ที่ว่า จริง ๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์พึงจะกระทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเอง การนำหลักเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ creative economy มาประยุกต์ใช้ในประเทศชาติ ก็เหมือนกับเป็นการกระตุ้นให้คนในประเทศชาติตื่นตัวและใฝ่รู้ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ และถ้าคนไทยทุกคนมีความรู้สึกอยากที่จะ “สร้างสรรค์” อยู่ในใจทุกคน ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยเราจะเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเจริญในด้านวัตถุ ที่คนไทยจะสามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีหรือวัตถุอื่น ๆ ที่เป็นสิ่งใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญเหนือกว่านั้นก็คือ ผมว่า จิตใจที่ฝักใฝ่ในการสร้างสรรค์ จะช่วยสร้างความเจริญทางจิตใจในประเทศชาติด้วย เพราะใจที่เปิดรับสิ่งใหม่และใจที่คิดสร้างสรรค์ มักจะเป็นใจที่มีความสุขและยอมรับในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่างโดยสิ้นเชิงกับใจที่ยึดติดหรือมืดขุ่นหมองมัวกับสิ่งเดิม ๆ ที่ไม่ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย และด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงขอให้สังคมแห่งความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นและยั่งยืนอยู่ในประเทศไทยต่อไป

หมายเหตุ – กรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคเพื่อไทย ไปพบสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งสมเด็จฯฮุน เซน ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกและท่าทีที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ายังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล และได้จัดบ้านพักพร้อมให้อดีตนายกฯมาพำนักอาศัย นักวิชาการมีมุมมองดังนี้

ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ท่าทีของสมเด็จฯฮุน เซน ที่ให้สัมภาษณ์ว่าสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณอย่างออกนอกหน้า ถือว่าไม่เหมาะสมและไม่สมควรอย่างยิ่ง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหาย โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเท่ากับผู้นำกัมพูชาไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมไทย แถมยังพูดว่าจะหาบ้านพักให้ด้วย เท่ากับแทรกแซงกิจการภายในไทย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณต้องคดีเป็นนักโทษหลบหนีอยู่ การที่ผู้นำต่างประเทศพูดเข้าข้างนักโทษและยังวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมประเทศเพื่อนบ้านจึงไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ทั้งนี้ สมมุติว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักที่กัมพูชาจริง ไทยสามารถขอส่งตัวโดยใช้กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ซึ่งไทยกับกัมพูชามีสนธิสัญญากันอยู่ ถ้ากัมพูชาไม่ทำตาม ก็จะถือว่าทำผิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

 

เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่กล้ามาพำนักที่กัมพูชา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเล่นเกมการเมือง แต่การเล่นแบบนี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณและสมเด็จฯฮุน เซน เสียหายเอง เพราะคนไทยเห็นมานานแล้วว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากถึงขนาดมีข้อสงสัยว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันหรือไม่ เมื่อเป็นแบบนี้ ยิ่งทำให้ความระแวงดังกล่าวน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คิดว่าสมเด็จฯฮุน เซน ไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนออกมาพูด ซึ่งสุดท้ายผู้นำกัมพูชาก็เสียหายเองไปด้วย

กรณีดังกล่าวรัฐบาลไทยมีสิทธิทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา เพราะเมื่อเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน มีข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆ ร่วมกัน ผู้นำกัมพูชาออกมาแสดงท่าทางแบบนี้จึงไม่เหมาะ แต่คิดว่ากัมพูชาไม่กล้าทำอย่างที่พูดจริง น่าจะเป็นเพียงการขู่ไทยว่าจะสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าไทยไม่สนับสนุนเรื่องปราสาทพระวิหาร ซึ่งแม้ว่าสมเด็จฯฮุน เซน จะไม่พอใจรัฐบาลต่อกรณีปราสาทพระวิหาร ก็ควรเจรจากันมากกว่า ไม่ควรอาศัยความแตกแยกของไทยเป็นเครื่องมือเล่นเกมการเมือง

ผช.สุรัตน์ โหราชัยกุล

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความสัมพันธ์ระดับประเทศเสียหายโดยชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสิ่งที่ พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ ทำให้เห็นว่าสมเด็จฯฮุน เซน เสียมารยาทในการออกนอกประเพณีอาเซียนและก้าวก่ายกิจการของไทย ถ้าสมเด็จฯฮุน เซน เป็นผู้ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แล้วออกมาพูดว่าคุณทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมจะปรบมือให้เลย แต่ขอโทษ ประวัติฮุน เซน กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าให้พูดดีกว่า เป็นกองเลย เช่น ฝ่ายค้านไม่สามารถแสดงความเห็นได้ นักวิชาการพูดแต่ข้อมูลของรัฐบาล และตอนสถานทูตไทยถูกคนกัมพูชาเผาใครรับผิดชอบ และเมื่อตั้งสถานทูตใหม่ใครเป็นคนจ่ายแต่ไม่มีการเปิดเผย

แม้สมเด็จฯฮุน เซน จะแสดงออกต่อ พ.ต.ท.ทักษิณในฐานเพื่อนกัน แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องส่วนตัวมีข้อเท็จจริงที่ทำได้มากน้อยแค่ไหน และกรณีที่เป็นนักโทษคดีอาญาแล้วหากให้ที่พักพิงภายในประเทศนั้นต่อให้เป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่สามารถกระทำได้ และรัฐบาลไทยก็อาจจะเชิญผู้ลี้ภัยของกัมพูชามายังประเทศไทยเหมือนกัน ดังนั้น วิธีการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแน่นอนที่สมเด็จฯฮุน เซน พูด เพราะได้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ผู้นำกัมพูชาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือจะแสดงออกว่าชื่นชอบก็เก็บไว้ภายในใจได้ หากคนมีวิจารณ์ว่าสมเด็จฯฮุน เซน เป็นเผด็จการในระบบรัฐสภาบ้างก็ต้องยอมรับด้วย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าถึงข้อมูลของกัมพูชาหมดแล้ว และหากกัมพูชาให้ที่พำนักแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่มีมาแต่ ค.ศ.2001 ให้ส่งตัวกลับมาไทย ไม่อย่างนั้นถือว่ากัมพูชาละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว

รัฐบาลไทยต้องมีท่าทีต่อกัมพูชา โดยถามว่าผู้นำกัมพูชาพูดจริงหรือไม่ ถ้าหากสมเด็จฯฮุน เซน บอกว่าไม่ได้พูดก็แล้วไป พล.อ.ชวลิตก็รับเวรรับกรรม แต่ถ้าสมเด็จฯฮุน เซน บอกว่าพูดจริง ก็แล้วแต่นายอภิสิทธิ์ จะแสดงความเห็นไม่พึงพอใจหรือไม่ หรือจะเชิญฝ่ายค้านของกัมพูชามาเป็นผู้ลี้ภัยในบ้านเรา แต่ถ้าไม่อยากให้บานปลายจนกระทบความสัมพันธ์ของสองประเทศ รัฐบาล

คอลัมน์ hr corner

โดย ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร นักเขียน และที่ปรึกษาอิสระ

“คนนี้คุณสมบัติน่าสนใจนะ แต่ทำไมถึงเปลี่ยนงานบ่อย” “โอ้โฮ ! เฉลี่ยเปลี่ยนงานใหม่ปีละ 2 ครั้ง จะอยู่กับเรานานมั้ยเนี่ย” เป็นคำพูดที่มักจะได้ยินจากผู้บริหารที่จะรับคนเข้าทำงาน

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนทำงานก็มักจะคุยกันให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า “เปลี่ยนงานใหม่ ได้เงินเดือนมากกว่าที่เก่ากี่เท่า” “3 ปีเปลี่ยนงาน 3 ที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเลย” “เพิ่มเงินเดือนด้วยการเปลี่ยนงานใหม่ ดีกว่ามานั่งรอการปรับค่าจ้างประจำปี”

ถ้าจะมาวิเคราะห์กันว่าทำไมคนทำงานรุ่นใหม่จึงมีการเปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนทำงานรุ่นก่อน ๆ ผมคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ

- ปัจจัยภายใน คนทำงานรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากการทำงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งนาน ๆ มาเป็นการไม่ยึดติดกับตัวองค์กร แต่จะยึดติดกับผลตอบแทนเป็นหลักมากขึ้น ดังนั้นความจงรักภักดี ต่อองค์กรก็มีน้อยลงหรือไม่มีเลย หลายคนมีความเชื่อและค่านิยมที่ว่า การเปลี่ยนงานบ่อยสามารถเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเองได้เร็วกว่าและมากกว่าการทำงานอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งนาน ๆ การพบปะ พูดคุยของคนที่เรียนจบมาด้วยกัน เริ่มเปลี่ยนจากการคุยว่าองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่ดีอย่างไร มาเป็นการพูดคุยว่าในรุ่นเดียวกันใครมีเงินเดือนสูงกว่ากัน ใครอายุน้อยแต่ตำแหน่งหน้าที่และเงินเดือนสูง แสดงว่าเป็นคนเก่งได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงมากกว่า ความเชื่อที่เปลี่ยนไปนี้แหละที่จะช่วยเร่งให้คนทำงานรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนงานกันมากขึ้น

- ปัจจัยภายนอก หมายถึงสิ่งล่อใจที่กลไกการจ้างงานในตลาดนำมาใช้กับคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างที่สูงกว่าคนอื่น ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการบริษัทนายหน้าไปเสาะแสวงหาคนที่ทำงานเก่ง ในองค์กร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังไม่เคยคิดจะเปลี่ยนงาน แต่พอมีคนนำข้อเสนอดีไปให้ถึงที่ ก็อาจจะเกิดอาการ “ลังเล” หรือไม่ก็เกิด “กิเลส” ขึ้นมา เมื่อใช้บริการไปครั้งแรกก็เริ่มติดใจ เมื่อไปทำงานที่ไหน พออยากเปลี่ยนงานขึ้นมาก็ เริ่มวิ่งไปหาบริษัทนายหน้าเอง

ปัญหาดังกล่าวนี้คงจะแก้ไขได้ยากเพราะธุรกิจมีการแข่งขันกันมากขึ้น จะไปห้ามเขาไม่ได้หรอกว่า ห้ามจ่ายค่าจ้างสูง ๆ เพื่อดึงคนจากที่อื่น ห้ามไม่ได้หรอก ที่จะไม่ให้คนเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ในเมื่อการเปลี่ยนงานแต่ละครั้ง ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่ารอการปรับค่าจ้างประจำปี

ในเมื่อกระแสสังคมเป็นเช่นนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออนาคตของคนทำงานที่ชอบเปลี่ยนงานบ่อยหรือเปลี่ยนงานในช่วงชีวิต ที่ไม่เหมาะสม คือเปลี่ยนงานเร็วเกินไปอาจจะนำพาชีวิตการทำงานสู่ความหายนะได้ง่าย ๆ เพราะได้แต่ผลตอบแทนที่เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น ความสามารถและประสบการณ์จริง ๆ มีน้อยกว่าผลตอบแทน

แนวทางในการป้องกันปัญหานี้ มีอยู่ทางเดียว คือ แก้ที่ตัวเราเองครับ ผมอยากจะแนะนำคนทำงานว่าการ เปลี่ยนงานไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่อยากจะฝากข้อคิดก่อนที่จะคิดเปลี่ยนงาน ดังนี้

อยากจะให้ท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจะหางานใหม่ได้เห็นสัจธรรมบางอย่าง ซึ่งคงจะ ไม่แตกต่างไปจากชีวิตคนทำงานมากนัก ผมอยากจะแนะนำให้ไปที่สระบัวหรือไปดูบัวที่อยู่ในแหล่งน้ำต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่าไม่มีบัวดอกไหนที่บานตั้งแต่อยู่ใต้น้ำ เพราะถ้าดอกบัวดอกนั้นบานตั้งแต่อยู่ใต้น้ำเมื่อไร ภายในวันสองวันดอกบัวบานที่อยู่ใต้น้ำนั้นคงจะเน่า ไม่เหมือนดอกบัวที่ขึ้นมาบานเหนือน้ำจะสามารถเบ่งบานได้เป็นเวลาหลายวัน

ในขณะเดียวกันก็ลองดูก้านบัวของดอกหรือใบบัวที่มักจะงอกออกมาให้เท่ากับหรือสูงกว่าระดับน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถแผ่ดอกแผ่ใบให้อยู่ในระดับที่พอดีกับผิวน้ำได้ตลอดเวลาไม่ว่าในช่วงที่มีน้ำมากหรือช่วงที่มีน้ำน้อย ช่วงที่มีระดับน้ำสูงกว่าความยาวของก้าน บัวก็จะเร่งเพิ่มความยาวของก้านให้สูงเท่ากับระดับน้ำ ในทางกลับกันเมื่อระดับน้ำลดลงก็ไม่มีบัวก้านไหนที่ยังคงชูดอกชูใบอยู่สูงกว่าระดับน้ำ มันก็จะลดระดับลงมาอยู่ในระดับผิวน้ำได้อย่างลงตัวและเหมาะสม

คนทำงานก็เช่นเดียวกัน ขอให้รู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อนว่าตัวเองมีประสบการณ์และความสามารถระดับไหน เพียงพอ ต่อความคาดหวังของผู้ที่จะจ่ายผลตอบแทนให้เราแล้วหรือยัง ถ้าไม่แน่ใจกรุณาหยุดคิดและหยุดรอเวลาสักนิด ต้องคิดว่าถ้าวันนี้เรามีความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถเท่านี้ ยังมีคนจ้างเราด้วยเงินเดือนสูงขนาดนี้ ก็ขอให้คิดต่อไปว่า ถ้าเราสั่งสมประสบการณ์ให้มากกว่านี้หน่อยเราก็น่าจะได้เงินเดือนมากกว่านี้อีกอย่างแน่นอน

การที่เราเข้าไปทำงานในองค์กรใด องค์กรหนึ่งน้อยกว่า 1 ปี ผมคิดว่ากรุณาอย่าเพิ่งคิดเรื่องเปลี่ยนงานเลย เพราะเวลา 1 ปีคงเป็นเพียงเวลาแห่งการเรียนรู้เสียมากกว่าที่จะได้พัฒนาฝีมือในการทำงานจริง ๆ ของเรา และการเข้าไปในองค์กรใดเพียงระยะสั้น เปรียบเสมือนเราได้แค่เพียงไปเหยียบบันไดบ้านของเขาเท่านั้น โดยที่เรายังไม่รู้ว่าภายในบ้านนั้นมีอะไร ดีบ้าง มีอะไรที่เราไม่ชอบบ้าง แล้วเราก็รีบก้าวกระโดดไปหาบันไดของบ้านที่สูงกว่า ผมคิดว่าพฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้เราสูญเสียโอกาสแห่งการเรียนรู้ โอกาสแห่งการสั่งสมประสบการณ์ มีเพียงโอกาสแห่งการสั่งสมประวัติการทำงานเพื่อไปอ้างอิงในการเปลี่ยนงานใหม่เท่านั้น และสุดท้าย เมื่อเราหลงเข้าไปติดกับสิ่งล่อใจมากจนเกินไป

สุดท้ายเราก็ต้องหลอกตัวเองและ หลอกนายจ้างไปตลอดชีวิต เพราะเราไม่มีดีเพียงพอที่จะทำงานให้กับองค์กรคุ้มค่ากับผลตอบที่เขาจ่ายให้เรามา เนื่องจากเราไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะพัฒนาตัวเองหรือสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานจริง ๆ มีเพียงหนังสือรับรองการผ่านงาน ไม่เคยมีหนังสือรับรองฝีมือในการทำงานจากที่ใดเลย เหตุเพราะว่าเราทำงาน แต่ละที่สั้นเกินไป

สรุปใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนงาน กรุณาดูตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกว่าเรามีความพร้อมในเรื่องความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ รวมถึงสภาพจิตใจแข็งแกร่งพอแล้วหรือยังที่จะก้าวขึ้นไปสู่เวทีที่เต็มไปด้วยผู้มากด้วยประสบการณ์และวิทยายุทธ์ ถ้ายังไม่ต้องรีบก้าวกระโดด แต่ต้องรีบตักตวงประสบการณ์ในงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันให้เต็มเสียก่อน ถึงเวลานั้นเราจะเลือกที่จะทำงานอยู่ที่เดิมต่อหรือจะเลือก หาที่ใหม่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สดใสกว่า นะครับ

Posted by: management2008 | ตุลาคม 21, 2009

จดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณ

ได้อ่านจดหมายเปิดผนึกของ หมอประเวศ ที่ส่งถึงคุณทักษิณ แล้ว … ได้แต่ภาวนาให้คุณทักษิณสามารถคิดได้แบบนี้จริงๆ หากเขาคิดได้เขาจะเป็นรัฐบุรุษคนต่อไปของประเทศไทย

“คุณทักษิณ คุณมีศักยภาพที่จะทำเรื่องใหญ่กว่านี้” นพ.ประเวศ วะสี เกริ่นนำไว้ในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้

คุณทักษิณที่รัก ใครๆ ก็ลงความเห็นว่า คุณทักษิณเป็นคนที่มีศักยภาพยิ่งกว่าใครๆ ในแผ่นดิน ที่จะบันดาลให้เกิดความปั่นป่วนก็ได้ หรือความสงบก็ได้ นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่ถูกรัฐประหารแล้วจะไปลับ แต่คุณเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่รัฐประหารก็กินไม่ลง คุณยังบันดาลให้เกิดอะไรๆ ในประเทศไทยได้ เช่น ทำให้ สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ สั่งให้พรรคเพื่อไทยซ้ายหัน ขวาหันก็ได้ ทำให้มวลชนคนเสื้อแดงคึกคักหรือซบเซาก็ได้ ไม่มีใครมีศักยภาพที่จะทำได้เท่าคุณทักษิณ

เมื่อพบกันครั้งสุดท้ายในงานศพภรรยาอาจารย์หมอเสม พริ้งพวงแก้ว ขณะนั้นคุณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณกล่าวถึงผมว่า มาตรฐานของผมสูงเกินคุณยังทำไม่ได้ ผมว่ามาตรฐานของผมไม่สูงหรอก แต่คุณนั่นแหละมีศักยภาพสูงมาก ที่จะทำเรื่องใหญ่ๆ ใหญ่กว่าเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่ขณะนี้

ผมคิดว่าขณะนี้ประเทศติดอยู่ในหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดมิคสัญญีกลียุค เพราะกรรมร่วมหลายอย่างบรรจบกัน ซึ่งรวมเรียกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง

ในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา แนวคิดทางการเมืองอยู่ในเรื่องการโค่นล้มและการแก้แค้นกันไปมา เมื่อคณะราษฎรโค่นล้มเจ้า พวกเจ้าก็โค่นล้มคณะราษฎร หลัง 14 ตุลาคม เมื่อเห็นว่าขบวนการนักศึกษาชักจะมีอำนาจมากก็เกิดการฆ่านักศึกษากลางเมืองเมื่อ 6 ตุลาคม แนวทางกระทำและปฏิกิริยาต่อการกระทำดำเนินเรื่อยมา และก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

จริงอยู่ คุณทักษิณ สามารถ shake loose หรือเขย่าให้ทุกองค์กรและสถาบันในประเทศไทยหลวมหมด ซึ่งอาจมองว่ามีข้อดีที่จะประกอบเครื่องไปสู่การพัฒนาระดับใหม่ (New Order) แต่ก็สุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะหลุดเข้าไปสู่มิคสัญญีกลียุค เพราะในยามที่สังคมมีอารมณ์รุนแรง ย่อมเกิดการรับรู้ผิดๆ และคิดผิดๆ ไม่มีปัญญาพอที่จะใช้วิกฤตเป็นโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่จุดลงตัวใหม่ได้

ผมไม่คิดว่า การต่อสู้ตอบโต้กันไปมาอย่างที่เป็นไปขณะนี้จะสามารถพาสังคมไทยออกจากหลุมดำแห่งวิกฤตการณ์ได้ วิกฤตการณ์ของเราใหญ่และลึกเกินกว่าที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันจะมีพลังพอที่จะขยับสังคมไทยออกจากมหาวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้

เราต้องการอะไรที่ใหญ่กว่านั้น

แล้วไอ้ที่ว่าใหญ่กว่านั้นมันคืออะไร

เรื่องใหญ่ที่สุดคือ จิตสำนึกใหม่ (New Consciousness)

คนไทยเรามีจิตสำนึกเล็กๆ แคบๆ มองไม่เห็นทั้งหมด ทำเฉพาะส่วนอย่างแยกส่วน ทำเพื่อตนและพวกตน นำไปสู่การเสียดุลยภาพอย่างรุนแรงทั้งหมดทั้งสิ้น คือ เสียดุลระหว่างกายกับใจ เสียดุลทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง การเสียดุลยภาพคือความเจ็บป่วย และนำไปสู่การล่มสลาย

วิถีดุลยภาพ คือ ทางไป

แต่วิถีดุลยภาพเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเรายังมีจิตสำนึกเล็กๆ แคบๆ เราต้องการจิตสำนึกใหม่ที่เป็นจิตสำนึกที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งหมด (The Same Oneness) ของคนทั้งหมดและธรรมชาติทั้งหมด

จิตสำนึกใหม่ที่เข้าถึงความเป็นทั้งหมดจะทำให้เป็นอิสระ มีความสุขอันลึกซึ้ง เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด ทำให้ดำเนินไปบนวิถีดุลยภาพได้

จิตสำนึกใหม่ที่ว่านี้ เกิดขึ้นได้จริงๆ คุณลองไปอ่านเรื่องของมนุษย์อวกาศที่ชื่อ Edgar Mitchell เมื่อเขายืนบนดวงจันทร์ มองมาเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของโลกทั้งใบ จิตเขาเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง เขากล่าวว่า “I came back to Earth, a totally changed man” เขารู้ว่าจิตสำนึกใหม่เกิดขึ้นได้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันมหัศจรรย์เพียงใด จึงตั้งสถาบันที่เรียกว่า Institute of Noetic Sciences ที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่เรื่องจิตสำนึกใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องไปนอกโลก

แต่มีวิธีอันหลากหลายที่ทำให้เกิดขึ้น ขณะนี้หนังสือกลุ่มที่ขายดีที่สุดในโลกคือ กลุ่มที่เกี่ยวกับจิตสำนึกใหม่ เพราะในตะวันตกเกิดตระหนักกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าวิกฤติโลกคราวนี้เป็นวิกฤติอารยธรรม หรือแบบแผนการดำรงชีวิต ไม่มีทางที่มนุษย์จะดำเนินไปในอารยธรรมเดิม โดยไม่ทำลายดุลยภาพของการอยู่ร่วมกัน ลาสโล โกรฟ และรัสเซลล์ ในหนังสือของเขาชื่อ Consciousness Revolution เห็นว่าทางเดียวเท่านั้นที่มนุษยชาติจะอยู่รอดได้ คือ การปฏิวัติจิตสำนึก

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ปีเตอร์ รัสเซลล์ เขียนคนเดียว ชื่อ Waking up in time ก็ทำนองเดียวกันที่ไม่เห็นว่าโลกจะรอดได้เพราะเทคโนโลยีใหม่หรือเศรษฐกิจใหม่ใดๆ นอกจากจิตสำนึกใหม่

วิถีทางใหม่ที่มนุษยชาติ คือ วิถีดุลยภาพ

ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยจิตสำนึกใหม่เท่านั้น

วิกฤตการณ์ประเทศไทยก็เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์โลก ที่เกิดจากการดำเนินไปบนวิถีที่ขาดดุลยภาพ ไม่มีทางออกด้วยการแก้เล็กแก้น้อย หรือด้วยการทะเลาะวิวาทแบบเด็กตีกัน แต่เราต้องการวิถีทางใหม่ซึ่งเป็นวิถีดุลยภาพ ซึ่งจะเป็นไปได้ต่อเมื่อคนไทยมีจิตสำนึกใหม

ถ้าคนไทยมีจิตสำนึกใหญ่ เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยทั้งหมด จะเกิดความเป็นอิสระ เกิดความสุขอย่างล้ำลึก เกิดความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติทั้งหมด นำไปสู่วิถีชีวิตใหม่ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งและความติดขัด

คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพสูงที่จะทำเรื่องใหญ่ ปล่อยความแค้นหรือการคิดแก้แค้นใดๆ เพราะมันอยู่ในอกุศลภูมิแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เท่านั้นเอง คุณต้องไปทำเรื่องใหญ่กว่านั้น คือเรื่องการสร้างจิตสำนึกใหม่ของคนไทยทั้งหมด และมนุษย์ในโลกด้วย ด้วยศักยภาพของคุณผมคิดว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้

ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงจากการทำเพราะแรงแค้น อันเป็นเรื่องในระดับต่ำๆ ไปสู่การทำงานใหญ่เรื่องสร้างจิตสำนึกใหม่ คุณจะพบความสงบและความสุขที่ไม่เคยได้พบมาก่อน ใครๆ ก็จะหันมารักคุณ และในที่สุดอย่าว่าแต่เรื่องเงิน 7 หมื่นกว่าล้านของคุณเท่านั้นเลย ใครๆ ก็อยากจะเห็นคุณมีมากๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของคุณในการทำเพื่อเพื่อนมนุษย์

คุณมีหลานสาวคนหนึ่งที่มีความรู้ความชำนาญเรื่องจิตสำนึกใหม่ ถ้าคุณสนใจเรื่องนี้ เขาคงยินดีเดินทางมาพบคุณที่ดูไบ หรือที่อื่นใด ผมขออธิษฐานให้คุณเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ของมนุษยชาติ

ด้วยความระลึกถึง

Older Posts »

หมวดหมู่